วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผู้มีส่วนในพิธี

สายน้ำนครชัยศรีไหลเอื่อย ๆ ขึ้นเหนือในความรู้สึกของเขา กอผักตบชวาสีเขียวอวบลอยอ้อยอิ่งตามไปช้า ๆ บ่ายคล้อย กลางฤดูหนาวที่อากาศไม่ได้เย็นจัด ไม่ได้ชื้นแฉะ ต้นไม้ริมน้ำไม่ซีดหมองร่วงโรยจนเกินไป

เขาเหม่อมองออกไปไกล อย่างไร้จุดหมาย

“ ความรักก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง

ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด …

…. ”

เสียงทุ้ม ราบเรียบ ของศาสนาจารย์ ดึงเขากลับเข้ามาสู่พิธีตรงหน้า

สิบสองปีมาแล้วที่ เพื่อนสนิท ทั้งสองคนคบกันมา ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

เขาดีใจที่ได้รู้จักกับท้ังสอง เป็นทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมชั้น เรียน เล่น สุข ทุกข์ กิน นอน เที่ยว มาด้วยกัน อะไร ที่ทำให้คนทั้งสองเชื่อมั่น ในกันและกัน อยู่ร่วมกัน อดทนต่อกันและกัน มายาวนานได้ขนาดนี้ คนเราสามารถรักและยอมรับใครสักคน ได้มากกว่าตัวเองจริงหรือ

------------

สองสัปดาห์ก่อน เขาได้รับเชิญไปงานแต่งงานของเพื่อนผู้หญิงรุ่นพี่ท่านหนึ่ง

“แต่งตัวสบาย ๆ นะ เหมือนมาเที่ยวทะเล มาเล่นน้ำกันก่อนก็ได้ แล้วตอนค่ำ ๆ เอาเสื่อมาปู เหมือนมาปิกนิก กินข้าวด้วยกันนะ ”

รุ่นพี่พูดหนักแน่นจริงจัง ว่าจะจัดงานง่าย ๆ ริมทะเล กับเพื่อนหญิงของเธอ

“พ่อ แม่ หัวหน้าพี่เค้าเคารพในการตัดสินใจของพี่

พี่ก็อายุไม่น้อยแล้ว พี่เคยเจ็บปวด ล้มเหลวกับชีวิตคู่มาแล้ว

พี่ปิดตายหัวใจตัวเองมานาน จนมาพบพี่ปอนี่แหละ …

เขาเป็นคนที่พี่รู้สึกเป็นตัวของพี่เอง เวลาที่พี่อยู่กับเค้า

พี่รู้สึกรักตัวพี่เอง มีความสุขกับความเป็นตัวเอง เวลาที่พี่อยู่กับเค้า

พี่ปอ เป็นคนที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างพี่เสมอ และคนสำคัญที่สุดในชีวิตพี่ ก็คือลูก

ลูกพี่เรียกเค้าว่าป๊าได้เต็มปาก และเค้ารักลูกพี่ได้เหมือนที่พี่รัก … ”

ในชีวิตคนคนหนึ่ง จะต้องการอะไรไปกว่านี้อีก … เขาคิดในใจ

“จริง ๆ แล้ว พี่ทำพิธีแต่งงานกับพี่ปอไปเมื่อเดือนที่แล้ว พี่อธิฐานขอให้ชีวิตคู่ของพี่กับเค้า เริ่มต้นอย่างถูกต้องตามศีลธรรม ประเพณี … พี่เป็นคนหัวโบราณและถือเรื่องอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง พี่ขออนุญาตพ่อกับแม่ ท่านก็ยินดี เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

เขาบ่นเสียดายที่ไม่ได้รู้ข่าวมาก่อน

“ที่เราจัดเลี้ยง ก็เพราะพี่ปอเค้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก ก็มาก พี่ไม่ต้องการงานใหญ่โตอะไรเลย แต่พี่ปอขอร้อง ว่าอยากจัดงานเพื่อบอกกล่าว เพื่อน ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อเป็นเกียรติแก่พี่และพ่อกับแม่”

เป็นงานที่น่ารักอบอุ่นไปอีกแบบ ทะเลหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย แต่งตัวเป็นกันเอง

แขกทุกคน ต่างต้องยิ้มเมื่อพิธีกรเล่าว่า พี่ปอสามารถเอาชนะใจรุ่นพี่ของเขา ก็เพราะท่องบทอาราธนาพระปริตรได้นั่นเอง

“ดิฉันถึงได้แน่ใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อย พี่ปอก็มีศีลธรรม เป็นคนดี รักษาสัญญากับดิฉันได้ ทำให้ดิฉันไว้ใจ และเชื่อใจ คิดว่าจะสามารถฝากชีวิตไว้กับพี่เขาได้ … ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะรักพี่เขาอีกนานเท่าไหร่ แต่ดิฉันจะรักเขาตราบจนลมหายใจสุดท้ายค่ะ ...”

เจ้าสาว กล่าวด้วยรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความปีติ

-------------

พิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

เขาค่อย ๆ เดินถือเทียนสีขาว ก้าวช้า ๆ ตามเสียงเพลง ผ่านแถวที่นั่งไปถึงหน้าแท่นบูชา ต่อไฟจากเทียนประธาน จุดเทียนประดับ ช้า ๆ ใจเย็น ๆ มองคู่ของเขาด้วย … ถ้าจุดไม่ติด ก็ไม่เป็นไร ทำท่าจุด แล้วก็กลับเข้าไปนั่งได้ …เขาท่องในใจอยู่เงียบ ๆ

ขบวนเจ้าสาว เดินตามเสียงเพลงช้า ๆ ทุกคนลุกขึ้นยืน และร่วมกันร้องเพลง

“จิตใจเบิกบานในวันแต่งงาน อัญเชิญพระคริสต์เสด็จลง ….

… จิตใจเบิกบาน … โปรดอวยพระพร ความรักทั้งสอง ไม่รู้จืดจาง … ”

เขานึกอยากให้ตัวเองร้องเพลงนี้ได้ และทำใจให้เบิกบานเหมือนคู่บ่าวสาว และญาติมิตร

แต่เรื่องเมื่อหลายเดือนก่อน ผุดขึ้นมารบกวนจิตใจเขาอีกครั้ง

' ผมเข้าใจความรู้สึกพี่ อย่าร้องไห้นะครับ

ผมเป็นแฟนพี่ไม่ได้จริงๆ ครับ …

ผมเป็นคริสเตียน ชีวิตผมมีพระเจ้าเป็นผู้นำทาง …'

เขาจำข้อความเหล่าในจดหมายจากเพื่อนชายรุ่นน้องได้ดี

' พี่อาจจะสงสัยว่า พระเจ้าเกี่ยวอะไรกับพี่และผมด้วย

ผมก็อธิบายให้พี่เข้าใจไม่ได้ แต่ผมเป็นแฟนพี่ไม่ได้จริง ๆ ครับ …'

ถึงแม้จะทำใจมาบ้างแล้ว ว่าเรื่องระหว่างเขาคงต้องลงเอยอย่างนี้

แต่เมื่อได้อ่านเนื้อความในจดหมาย ก็ทำให้เขาเศร้าไปหลายวัน

' หลายวัน หลายเดือนที่ผ่านมา ผมอธิษฐานถึงพระเจ้า ว่าผมควรทำอย่างไรกับพี่ดี …

ในที่สุดพระเจ้าก็ให้คำตอบกับผมว่า จงเป็นเพื่อนที่ดีของพี่

ผมขอเป็นเพื่อน เป็นน้อง ที่พี่นึกถึงได้เสมอนะครับ …'

ตอนนั้น เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าจะดีใจหรือเสียใจกับเหตุผลดังกล่าว

เขาคงไม่มีวันเข้าใจได้จริง ๆ อย่างที่น้องชายคนนั้นบอกไว้

เรื่องระหว่างเขาสองคน เกี่ยวอะไรกับพระเจ้าด้วย

เขาเคยปรึกษาเพื่อนคริสเตียน ว่ามันผิดบาปร้ายแรงด้วยหรือ ถ้าผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ

เขาได้รับคำตอบจากเพื่อนว่า คงไม่เกี่ยวอะไรกับความเป็นคริสเตียน น้องชายคนนั้น อาจไม่ได้ชอบเขา ...

ถ้าบอกกันตรง ๆ เขาอาจจะเจ็บปวดน้อยกว่าก็เป็นได้

เขาเคยอยากรู้ว่า จริง ๆ แล้วน้องเคยรู้สึกอะไรกับเขาบ้างไหม

เวลาหลายเดือนที่ได้คุยกัน รู้สึกดี ๆ ต่อกัน มันมีค่าอะไรบ้างไหม

แต่... ก็ช่างเถิด มันผ่านไปแล้ว

เขาซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกและหัวใจของเขาเอง เท่านั้นก็พอแล้ว

“ความรักทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ

และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น ( 1 โครินธ์ 13:4-8 )”

เสียงทุ้มนุ่ม ราบเรียบ ของศาสนาจารย์ ดึงเขากลับมาสู่พิธีการอีกครั้ง

“การจุดเทียน … คู่สมรสรับเอาความสว่างจากพระองค์ และให้พระเจ้าหล่อหลอมชีวิตของทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวกันตลอดไป ...”

วันนี้ เขาภูมิใจที่ได้เป็นคนจุดเทียนในพิธีแต่งงานของเพื่อนสนิททั้งสองคน

แม้เขาจะไม่ใช่คนของพระคริสต์ แต่เขาก็เชื่อในความรักและพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า อย่างที่บ่าวสาวเชื่อ

“พี่ว่าเราทุกคนมีคู่แท้นะ สักวันหนึ่งเราก็จะพบเขาเอง”

เจ้าสาวของพี่ปอบอกกับเขาอย่างนั้น

ทุกมีสิทธิ์ที่จะเชื่อ และทำในสิ่งที่เราเชื่อ

อย่างน้อย เขาก็ได้ทำในสิ่งที่หัวใจต้องการ

เขาไม่มีอะไรติดค้างกับตัวเองอีกแล้ว

ดวงอาทิตย์ใกล้พลบ ส่องแสงสีส้มจาง ๆ ลอดกิ่งใบไม้ใหญ่ริมแม่น้ำนครชัยศรี

พิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการจบลงแล้ว

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปีติยินดี เขาค่อย ๆ เดินตามคู่สามีภรรยา ไปบนสนามหญ้าโรยกลีบกุหลาบสีชมพู ญาติ พี่ น้อง และเพื่อน ๆ โปรยดอกไม้อวยพรให้ทั้งสองอย่างสนุกสนาน

แม้ตะวันจะลับฟ้า แต่งานเลี้ยงก็กำลังจะเริ่มต้น

เขาบอกกับตัวเองเช่นนั้น พยายามทำใจให้เบิกบาน

วารสารแสงเล็ก ๓

๒๗ ธค ๕๒

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดวงจันทร์

วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

คนแรกที่เสนอความคิดว่าดวงจันทร์เต็มไปด้วยภูเขาคือ ดีโมครีตัส นักปราชญ์ชาวกรีก มีอายุในช่วงปี 460-370 ปีก่อนคริสต์กาล

คนแรกที่เขียนแผนที่ของดวงจันทร์คือ ดับเบิลยู กิลเบิร์ต ในช่วงราว ๆ ปี พ.ศ.2143 ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2194 แผนที่นี้เขียนโดยการสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้น

ในปี 2535 พรรคนิวคาสเซิล กรีน ในอังกฤษ มีการกำหนดปฏิทินการประชุมพรรคโดยใช้ปฏิทินจันทรคติ โดยกำหนดให้ประชุมกันทุกวันจันทร์ดับ และปฏิบัติงานตามแผนทุกวันจันทร์เพ็ญ

คำว่า lunatic ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่า คนเพี้ยน คนไม่สมประกอบ เริ่มใช้ในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1290 แต่มีการใช้มาตั้งแต่ยุคโรมันแล้ว คำนี้มีรากศัพท์เกี่ยวกับดวงจันทร์เนื่องจากคนในยุคนั้น (รวมถึงยุคนี้บางคน) เชื่อว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมประหลาด ๆ ของมนุษย์

คนดังอย่าง เจมส์ วัตต์, เบนจามิน แฟรงคลิน และอีกหลายคน เคยถูกเรียกว่า lunatic มาก่อน ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนเพี้ยน แต่เป็นสมาชิกของสมาคมดวงจันทร์ (Lunar Society) ซึ่งเรียกสมาชิกของสมาคมว่า lunatic และสมาคมนี้ก็ไม่ได้ดำเนินงานเกี่ยวกับดวงจันทร์ แต่เป็นสมาคมสำหรับอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มีการจัดประชุมทุกคืนวันจันทร์ก่อนวันเพ็ญ ด้วยเหตุผลที่ว่าแสงจันทร์ใกล้เพ็ญจะช่วยส่องทางยามค่ำคืนเมื่อสมาชิกกลับบ้าน จึงมีชื่อสมาคมว่า Lunar Society

แผนที่ดวงจันทร์ชิ้นแรกที่เขียนโดยการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์เขียนโดย โธมัส แฮริออต ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2262 ซึ่งแสดงรายละเอียดต่าง ๆ บนผิวดวงจันทร์ได้อย่างละเอียดและแม่นยำกว่าแผนที่ที่เขียนโดยกาลิเลโอในปี พ.ศ.2263 เสียด้วยซ้ำ

ภูเขาลูกแรกบนดวงจันทร์ที่มีการวัดความสูงกันคือ อัลเพนไนนส์ โดยกาลิเลโอ ในปี พ.ศ.2263

คนแรกที่อธิบายแสงจาง ๆ บนดวงจันทร์ด้านมืดในคืนจันทร์เสี้ยวคือ ลีโอนาร์โด ดา วินชี เขาอธิบายว่าแสงนั้นเกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากผิวโลกอีกทีหนึ่ง ซึ่งถูกต้องทุกประการ

ภาพถ่ายภาพแรกของดวงจันทร์ เป็นผลงานของ เจ ดับเบิลยู แดรเปอร์ ถ่ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2383 ใช้กล้องโทรทรรศน์หักเหแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว เปิดหน้ากล้องนาน 20 นาที

การวัดอุณหภูมิพื้นผิวของดวงจันทร์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2412 ผลของการวัดครั้งนั้นคือ 100 องศาเซลเซียส (ตัวเลขที่แท้จริงในปัจจุบันคือ -163 ถึง 117 องศาเซลเซียส)

การวัดการสะท้อนเรดาร์ของดวงจันทร์เพื่อวัดระยะห่างเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1946 โดย แซด เบย์ ที่ฮังการี

การวัดระยะทางของดวงจันทร์ที่แม่นยำที่สุดในขณะนี้คือการวัดการสะท้อนของแสงเลเซอร์ ระยะทางเฉลี่ยที่วัดได้คือ 353911.218 กิโลเมตร

ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ชื่อ ทะเลแห่งฝน(Mare Imbrium) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1300 กิโลเมตร ลึก 7 กิโลเมตร

ด้านไกลของดวงจันทร์มีทะเลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือ ทะเลตะวันออก (Mare Orientale) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 กิโลเมตร

แอ่งที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์คือ South Pole-Aiken มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 2500 กิโลเมตร ลึก 13 กิโลเมตร ค้นพบโดยยานคลีเมนไทน์ ในปี พ.ศ.2537 เชื่อว่าแอ่งนี้มีอายุถึง 3800 ถึง 4300 ล้านปี เกิดจากอุกกาบาตที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 กิโลเมตร

เครเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์คือ เบลลี(Bailly) เส้นผ่านศูนย์กลาง 295 กิโลเมตร ลึก 3.96 กิโลเมตร

ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของโลกคือ เอเบิล 1 เป็นของสหรัฐอเมริกา ปล่อยจากฐานวันที่ 17 สิงหาคม 2501 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกที่ประสบผลสำเร็จคือ ลูนาร์ 1 ยานนี้ไม่ได้ลงจอด เพียงแต่ผ่านดวงจันทร์ไปและส่งข้อมูลกลับมายังโลก

ยานลำแรกที่ลงจอดบนดวงจันทร์คือ ยานลูนา 2 ซึ่งลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2502

ภาพถ่ายดวงจันทร์ด้านไกลภาพแรกถ่ายโดยยาน ลูนา 3 ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2502

ภาพยานอวกาศที่โคจรรอบดวงจันทร์ที่สามารถถ่ายได้จากโลกคือ ภาพของยานออร์บิเตอร์ 5 ถ่ายเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2511 โดย J. Fountain, S. Larson และ G. Kuiper ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงขนาด 100 นิ้วที่แคตาลีนา จุดของยานมีอันดับความสว่างประมาณ 12 ถึง 15

เที่ยวบินอวกาศเที่ยวบินแรกที่นำมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์คือ อะพอลโล 8 ในเดือน ธันวาคม พ.ศ.2511

นักบินคนแรกที่เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์คือ นีล อาร์มสตรอง ซึ่งเดินทางไปกับยานอะพอลโล 11 เขาได้เหยียบดวงจันทร์ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2512 คนถัดมาก็คือเอ็ดวิน อัลดริน

ยานอวกาศลำแรกที่นำตัวอย่างหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกโดยไม่มีนักบินคือ ลูนา 16 ปล่อยจากฐานในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2513

ศาสตราจารย์ทางธรณีวิทยาคนแรกที่เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์คือ แฮริสัน ชมิทท์ เดินทางไปกับยานอะพอลโล 17 ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2515

นักบินอวกาศคนล่าสุดที่ได้เหยียบดวงจันทร์คือ ยูจีน เซอแนน นักบินอวกาศยานอะพอลโล 17

ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของญี่ปุ่นคือ ฮะโกะโมะโระ ปล่อยจากฐานไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2533

การสังเกตการณ์ดวงจันทร์ในขณะดวงจันทร์เป็นเสี้ยวบางที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2515 โดยนาย อาร์. มอแรน จากแคลิฟอเนีย ด้วยกล้องสองตาขนาด 10 x 50 ในขณะนั้นดวงจันทร์มีอายุคาบเพียง 14 ชั่วโมง 53 นาที เท่านั้น

.

วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

5 มกราคม 2548

ที่มา http://thaiastro.nectec.or.th/library/moontip/moontip.html

ซูเปอร์โนวาชนิดใหม่ มาเร็วไปเร็ว


21 ธันวาคม 2552
รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบซูเปอร์โนวาชนิดใหม่ ซึ่งอาจเป็นซูเปอร์โนวาที่พัฒนาเร็วที่สุดเท่าที่เคยค้นพบกันมา

เมื่อเจ็ดปีก่อน มีซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นในดาราจักรเอ็นจีซี 1821 ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวกระต่ายป่า ซูเปอร์โนวานี้ได้ชื่อตามระบบว่า เอสเอ็น 2002 บีเจ (SN 2002bj) ซึ่งในตอนนั้น นักดาราศาสตร์จัดประเภทไว้เป็นซูเปอร์โนวาประเภท 2 (Type II supernova)

แต่ไม่นานมานี้ โดวี โปซนันสกี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ เบิร์กเลย์ ได้ศึกษาคลังภาพของเอสเอ็น 2002 บีเจที่ถ่ายโดยกล้องเคต (KAIT--Katzman Automatic Imaging Telescope) ของหอดูดาวลิกในซานโฮเซ แคลิฟอร์เนีย เขาพบว่าซูเปอร์โนวานี้พัฒนาเร็วกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไป อีกทั้งยังมีความสว่างน้อยกว่าปกติ มีเส้นสเปกตรัมของฮีเลียมเด่นชัด และไม่มีเส้นสเปกตรัมของไฮโดรเจน ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องจัดให้เป็นซูเปอร์โนวาชนิดใหม่ เรียกว่าชนิด .1 เอ เนื่องจากซูเปอร์โนวานี้มีความสว่างเพียงหนึ่งในสิบของซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอ

ในขณะที่ซูเปอร์โนวาทั่วไปจะส่องสว่างประมาณ 3-4 เดือน แต่ซูเปอร์โนวาชนิดใหม่นี้มีช่วงเวลาส่องสว่างเพียง 27 วัน

"ซูเปอร์โนวานี้อาจมีกลไกการระเบิดที่แตกต่างไปจากซูเปอร์โนวาอื่นโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ความแตกต่างเล็กน้อย" อเล็กซ์ ฟิลิเพนโก จากยูซีเบิร์กเลย์กล่าว "ซูเปอร์โนวานี้ไม่ใช่ซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอ ซึ่งเป็นการระเบิดของดาวแคระขาว และไม่ใช่ซูเปอร์โนวาแกนยุบ ซึ่งเกิดจากแกนเหล็กของดาวฤกษ์ยุบแล้วระเบิดออกด้วยคลื่นกระแทก"

การระเบิดอาจเกิดขึ้นในระบบดาวแคระขาวคู่ เมื่อฮีเลียมจากดาวแคระขาวดวงหนึ่งไหลถ่ายเทไปสู่ดาวแคระขาวอีกดวงหนึ่ง ทำให้เกิดการระเบิดขนาดย่อมที่สว่างไม่มากนักและส่องสว่างเป็นเวลาไม่นาน

ความพิเศษของซูเปอร์โนวาชนิดนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ หลังการระเบิดผ่านพ้นไปแล้วดาวแคระขาวทั้งคู่ยังคงอยู่ ซึ่งต่างจากซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอ ที่ดาวแคระขาวจะหายไป

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่นักดาราศาสตร์ได้เคยสร้างแบบจำลองการระเบิดแบบนี้มาแล้วในปี 2550 โดยนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่นำโดย ลารส์ บิลสเตน จากสถาบันฟิสิกส์ทฤษฎีแคฟลีในยูซีซานตาบาร์บารา

ฟิลิเพนสโกอธิบายว่า การระเบิดแบบนี้คล้ายคลึงกับทั้งซูเปอร์โนวาและโนวา แต่การระเบิดมีความรุนแรงกว่าโนวาทั่วไปถึงราว 1,000 เท่า จึงถือว่าใกล้เคียงซูเปอร์โนวามากกว่า

"ชั้นฮีเลียมที่หนาและหนักของดาวแคระขาวทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่รุนแรงกว่าที่เกิดในโนวาทั่วไป จึงต้องจัดว่าเป็นซูเปอร์โนวากำลังต่ำ" ฟิลิเพนโก อธิบายเพิ่มเติม

อีกสิ่งหนึ่งที่ซูเปอร์โนวานี้พิเศษไม่เหมือนซูเปอร์โนวาอื่นนั่นคือ สเปกตรัมอาจแสดงว่ามีวานาเดียมอยู่ด้วย วานาเดียมเป็นธาตุที่พบในอุกกาบาตไม่กี่ดวงแต่ไม่เคยพบในซูเปอร์โนวาที่ไหนมาก่อน

การทำความเข้าใจสมบัติด้านอื่นของซูเปอร์โนวาชนิดพิเศษนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จำเป็นต้องศึกษาตัวอย่างเพิ่มเติม แต่ปัญหาก็คือ มันเป็นซูเปอร์โนวาประเภทที่เกิดขึ้นยากมากนั่นเอง

ที่มา:

http://thaiastro.nectec.or.th/news/2009/news20091203.html

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ลูกสาวน้ำตาใสของชายใกล้ชรา โดย เล็กหมีพูห์

ผมอายุมากแล้ว ไม่มีภรรยาและไม่มีลูก


ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากมีภรรยาหรืออยากมีลูกกันแน่
เพราะเพื่อน ๆ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน รุ่นน้อง ต่างมีภรรยาและมีลูกให้ชื่นชมกันแล้วทั้งนั้น
ลูกสาวตัวเล็ก ๆ ของเพื่อน เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผม มากกว่าลูกชาย
เห็นแล้วอยากอุ้มอยากกอด...อยากได้ลูกสาว
...

แต่ทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีภรรยา

เรื่องการมีลูกจึงเป็นอะไรที่ไม่เคยนึกว่าจะมีกับเขาได้

แต่ในที่สุด วันนี้ผมก็มีลูกสาวแล้ว

"กลีโพ่" เป็นเด็กสาวอายุสิบห้าปี เผ่าปกาเกอญอ ที่เรียนหนังสือ ม.ต้น โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จังหวัดตาก
เด็กสาวที่ต้องเดินข้ามเขาสามลูกจากบ้านมาโรงเรียน ใช้เวลาเดินทางมาโรงเรียนข้ามคืนข้ามวัน
ด้วยเหตุนี้ กลีโพ่ จึงเป็นเด็กนักเรียนประจำของที่นี่
และปีหนึ่ง ๆ กลีโพ่มีโอกาสกลับบ้านไม่กี่ครั้ง

ผมและทีมงานอบรมการทำหนังสั้นที่อำเภออุ้มผาง เป็นที่สุดท้าย
มีเรื่องเล่ากันขำ ๆ ว่าเด็กสาวที่อบรมหนังสั้นคนหนึ่งเสียน้ำตาให้กับอาจารย์ที่เธอรัก
เพราะสงสารอาจารย์ที่ต้องแสดงบทบาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า เทคกี่ที ไม่ผ่านซักที
เด็กคนนี้ มีหน้าที่ในกองถ่าย คือการแต่งหน้านักแสดง

อาจารย์ของเธอรับบทบาทการแสดงเป็นครูบ้านนอก
พอแสดงไม่ผ่าน ต้องเสียแรงเสียเหงื่อ เมคอัพที่แต่งไว้ก็เริ่มหลุดลอก
เด็กสาวคนนี้ ต้องแต่งหน้าให้อาจารย์ของเธอตามหน้าที่ พอแต่งไปได้นิดนึง ก็ผละหนีไปยืนร้องไห้
ทีมงานถามว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กสาวคนนี้ตอบว่า สงสารอาจารย์ค่ะ

ภาพที่เธอไปยืนแอบร้องไห้ ถูกบันทึกไว้ในวิดีโอเบื้องหลังการทำงานด้วย
วันที่เราฉายหนังดูกัน ภาพเบื้องหลังก็ถูกฉายขึ้นจอ พวกเราก็หัวเราะกันครื้นเครง
เด็กสาวคนนั้นจึงหน้าแดง เขินอาย หลบสายตาคนอื่นที่จับจ้อง
ยิ่งประกอบกับมีเรื่องเล่าต่อมาว่า เด็กคนนี้ข้ามเขาสามลูกมาเรียนหนังสือ
ผมเลยจำเด็กคนนี้ที่ชื่อ "กลีโพ่" ได้ขึ้นใจ ก็ด้วยเหตุนี้เอง

....

ในความฝันของผม มีเด็กหญิงเข้ามาสวมกอด
เป็นกอดอันอบอุ่นของพ่อกับลูกสาว
ความฝันนี้ เกิดขึ้นทั้งในยามหลับและยามตื่น
เป็นความฝันของชายใกล้ชรา
.....

โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมมีเด็กนักเรียนจน ๆ ในการอุปถัมภ์ของโรงเรียนมากมาย
เด็กจำนวนหลายร้อย ที่ต้องเลี้ยงดูให้กินนอนในโรงเรียน จึงเป็นปัญหาหนักหนาสาหัส
ทางโรงเรียนจึงคิดโครงการพ่อแม่อุปถัมภ์ขึ้นมา เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมบรรเทาปัญหานี้

ผมเองคิดว่าจะเข้าร่วมโครงการพ่อแม่อุปถัมภ์กับเขาบ้างเหมือนกัน
เพราะเด็กโรงเรียนนี้น่ารัก มารยาทดี จนไม่ว่าใครที่มาเยี่ยมเยียนโรงเรียนจะต้องประทับใจทุกคน
ภาพเด็กนักเรียนยืนเรียงรายยกมือไหว้แขกผู้มาเยือนด้วยสีหน้าบริสุทธิ์จริงใจ เป็นภาพชินตาของที่นี่

หลังจากพวกเราเสร็จภารกิจการอบรมหนังสั้น ที่กินระยะเวลายาวนานกว่าสี่สิบวัน
ในวันสุดท้ายของการลาจาก ผมจึงแสดงเจตนารมย์เดิม ที่จะอุปถัมภ์เด็กสักคนหนึ่ง

ตั้งใจว่าจะขอเป็นเด็กหญิง เพราะจะมีลูกกับเขาทั้งที ก็ขอเป็นเด็กหญิงอย่างที่ใจฝัน
เงินสามร้อยบาท ที่ต่อนี้ไปจะผูกพันเป็นรายเดือน จนครบหนึ่งปี ถือไว้อยู่ในมือ
แต่ผมยังไม่รู้ว่า จะอุปถัมภ์ใครดี เพราะไม่มีข้อมูลอยู่ในมือ
โดยปกติแล้ว ทางโรงเรียนจะให้รายชื่อเด็กมาจำนวนหนึ่งที่ยังขาดผู้สนับสนุน
ผมรอรายชื่อนั้นจากทางโรงเรียน
.....

ที่ห้องธุรการของโรงเรียน
อาจารย์ผู้รับผิดชอบทะเบียนรายชื่อเด็กในโครงการพ่อแม่อุปถัมภ์ถือเอกสารตรงมาที่ผม
เป็นอาจารย์นักแสดง ที่เทคซ้ำแล้วซ้ำเล่าคนนั้นนั่นเอง
"เด็กคนนี้นะครับ ที่ยังไม่มีพ่อแม่อุปถัมภ์เลย เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่สด ๆ เลยครับ" อาจารย์นักแสดงพูดขึ้น
"ชื่ออะไรนะครับ" ผมถามขึ้น โดยไม่ได้คาดหวังว่าคำตอบจะสะดุดใจ
"ชื่อ กลีโพ่ ครับ"

....

ผมเซ็นเอกสารจนครบบรรทัดสุดท้าย ก่อนยื่นส่งให้อาจารย์นักแสดง
ถือว่ากระบวนการรับเป็นพ่ออุปถัมภ์สำเร็จเสร็จสิ้น
"กลีโพ่" เด็กสาวซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตรงพื้น เข้ามาสวมกอดผม
เป็นกอดอันอบอุ่น ที่ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

แล้วน้ำตาของกลีโพ่ก็ไหลออกมาอีกครั้ง
ผมลูบหัวกลีโพ่ พร้อมความคิดที่ตรองไม่ตก
กลีโพ่มีทั้งพ่อและแม่ ผมคงไม่สามารถแทนพ่อแม่ของเธอได้
ผมไม่มีวันรู้ได้ ว่าผมจะส่งสามร้อยบาทต่อเดือน ไปต่อเนื่องได้นานเท่าใด
สิ่งเดียวที่รู้ได้อย่างเดียวในขณะนั้น คือความผูกพัน
ผมตั้งใจจะรักษาความผูกพันนั้นให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

....

ทุกวันนี้ผมตอบอีเมล์กับกลีโพ่เฉลี่ยสองสามวันต่อครั้ง
เด็กสาวน้ำตาใสเล่าเรื่องการเรียนและความใฝ่ฝัน
เด็กสาวให้คำมั่นสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนเพื่ออนาคต

"หนูจะไม่ทำให้พ่อเล็กผิดหวัง" เด็กสาวยืนยัน

...

ผมอ่านอีเมล์จบ แล้วก็อดยิ้มด้วยความภูมิใจเล็ก ๆ ไม่ได้
ถึงจะไม่ใช่อย่างที่ฝันแต่แรก..ถึงอย่างไรผมก็มีลูกสาวกับเขาแล้วจริง ๆ


เล็ก หมีพูห์
11 ธันวาคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

"...ที่ยอดเสา ยังมีดาวให้มอง..." ...เหตุเพราะ... "ดาวเด่นลอยเล่นฟ้า จึ่งได้ ประเดิมธง" ...

ผู้เขียน "ศรีเจริญรัฐ"

ตอนที่ 2 ...เหตุเพราะ... "ดาวเด่นลอยเล่นฟ้า จึ่งได้ ประเดิมธง" ...

...สวัสดีครับทุกท่าน...

...ค่ำวันก่อน (17 ธันวาคม 2552) มีโอกาสได้ไปร่วมงานประชาสัมพันธ์การก่อสร้างพระเจดีย์ไม้ไผ่สานของวัดป่าอ้อร่มเย็น ภายใต้แนวคิด "...เรียบง่ายนั้นงดงาม..." ณ บ้านพักส่วนตัวของmjkoอาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ แห่งอุทยานเครื่องปั้น "ดอยดินแดง" อันสงบงดงาม นับเป็นงานบุญที่มีลักษณะแตกต่างไปจากหลายๆ งานที่เคยไปร่วม ผมได้มีโอกาสพบคนคุ้นเคยมากหน้าหลายตา ที่ไม่คุ้นก็มีอยู่ไม่น้อย แต่เชื่อว่าทั้งหมดนั้นคงจะเดินทางมาก็ด้วยเหตุเดียวกัน คือการมาร่วมทำบุญสนับสนุนการสร้างพระเจดีย์ไม้ไผ่สานให้สำเร็จลุล่วงไปตามกุศลเจตนาของทายกทายิกา ศรัทธาบ้านใกล้บ้านไกลนั่นเอง สิ่งที่น่าชื่นชมยินดีนั้นมิได้มีแต่สถานที่ การแสดง และอาหารการกินที่คณะเจ้าภาพต่างเต็มใจจัดหามา "ฮอม" เท่านั้น หากยังรวมไปถึงกุศลเจตนาของทุกท่านทั้งเจ้าภาพผู้จัดและแขกผู้มาร่วมงานอีกด้วย ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ครับ...

.

.

.

...สารัตถคดีขนาดสั้นว่าด้วยเรื่องราวจากดวงดาวในผืนธงสำหรับเดือนนี้ จะขอนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวที่ปรากฏในธงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เพิ่งเฉลิมฉลองอายุครบ 60 ปีไปหมาดๆ ซึ่งก็ทันสมัยกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในประเทศไทยในช่วงเวลาที่เขียนอยู่นี้พอดี นั่นคือ เรื่อง "มังกรสร้างชาติ (The Founding A Republic)" ที่ รวม(ดาราดัง)เลือดเนื้อชาติเชื้อจีนมาแสดงเป็นการกุศลมากกว่าร้อยชีวิต เพื่อสื่อสารให้ชาวโลกเห็นถึงประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของจีน ภายใต้ผืนธงสีแดงสดสว่าง ซึ่งประดับด้วยดาวสีเหลืองทองใหญ่น้อยรวมห้าดวงตลอดเวลาของการต่อสู้เพื่อความสมานฉันท์อันยิ่งใหญ่ตามเจตจำนงของประธานเหมาเจ๋อตง บุคคลสำคัญระดับตำนานของโลก เสียดายที่อยู่เสียปลายอ้อปลายแขม ไม่ได้มีโอกาสได้ดูในวิกกับใครเขา ก็คงจะต้องรอจนมีแผ่นมาจึงจะได้ดู ...

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

รูปที่ 0 ใบปิด (Poster) โฆษณาภาพยนตร์เรื่องมังกรสร้างชาติ

ที่มา http://twssg.blogspot.com/2009/11/founding-of-republic.html

...ธงแดง "เบญจสุวรรณดารา" (Five Star Red Flag) นั้นเป็นรูปแบบธงชาติที่ชนะการประกวดแบบธงชาติจีนใหม่เมื่อ 60 ปีก่อน โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคม 2492 โดยกำหนดโจทย์ให้แบบที่ส่งเข้าประกวดว่าต้องประกอบไปด้วย "อำนาจและความเป็นจีน ที่ต้องปรากฏอยู่บนผืนธงสีแดงสดสว่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า" ซึ่งเป็นโจทย์ที่กว้างมากๆ ทำให้มีแบบร่างส่งมาถึงคณะกรรมการพิจารณาถึง 2,992 แบบ จากทั่วประเทศ (ปริมาณ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2492)...

...คณะกรรมการทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ จนได้ผู้เข้ารอบสุดท้าย (finalists) รวม 38 แบบ เพื่อเสนอให้ โจวเอินไหล แม่กองใหญ่ของงานนี้ นำเสนอต่อที่ประชุม สภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน หรือ The Chinese People's Political Consultative Conference (CPPCC) ครั้งที่ 1 พิจารณาต่อไป ซึ่งที่ประชุมนั้นก็ได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ต้นแบบได้รับการยอมรับมากที่สุดได้แก่แบบหมายเลข 32 ดังปรากฏในภาพที่ 1

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

รูปที่ 1 "ต้นแบบที่ 32" ของเจิงเหลียนซง

ที่มา http://www.cbw.com/btm/issue71/62-63.html

...ภาพต้นแบบดังกล่าวนี้เป็นฝีมือการออกแบบของ เจิงเหลียนซง (Zeng Liansong / 曾聯松) มือออกแบบสมัครเล่นจากอำเภอรุ่ยอัน (Rui'an: 瑞安) มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเขาได้เปิดเผยในภายหลังว่าแรงดลใจในการออกแบบผุดขึ้นมาเพราะได้ใช้เวลาหลังเลิกงานประจำมองดูดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืน โดยมีการอธิบายแนวคิดในการออกแบบดังต่อไปนี้...

...ดาวสีเหลืองทองดวงใหญ่ด้านในสุด ประดับตราค้อนและเคียว แทนการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่ดาวสีเหลืองทองอีกทั้งสี่ดวงทางด้านข้างแทนกลุ่มประชาชนตามแนวคิดของประธานเหมาที่แบ่งประชาชนจีนออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กรรมกร ชาวไร่ชาวนา คนชั้นกลาง และนายทุนซึ่งจะรวมตัวกันและพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ก็โดยอาศัยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้นำ ด้วยถือคติว่า พรรคนั้นเป็นดวงดาวที่ช่วยชีวิตให้รอด หรือ the great savior (大救星) ของชาวจีนทั้งมวล...

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

รูปที่ 2 แบบธงขั้นสุดท้ายที่ท่านผู้นำช่วยกันแก้ไขปรับปรุงให้กลายเป็นธงแดงเบญจสุวรรณดาราก่อนประกาศให้เป็นธงชาติอันสมบูรณ์ในเวลาต่อมา

ที่มา http://www.flagdetective.com/china-flag.htm

...เหตุที่เลือกสีเหลืองทองเป็นสีประจำดาวเพื่อให้สว่างตัดกับพื้นหลังสีแดง (ซึ่งว่ากันว่า แต่เดิมนั้นเป็นสีแดงหม่นแทนเลือดเนื้อที่สละได้เพื่อการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ แต่โจวเอินไหลขอเปลี่ยนสีให้สว่างขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศเชิญชวนให้ประชาชนส่งแบบธงเข้าประกวด) ก็เพื่อที่จะสื่อให้เห็นว่า ประเทศนี้ย่อมเป็นของชาวจีนทุกชั้นชน และทุกเชื้อชาติ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของดาวห้าแฉกที่มีการให้ความหมายเพิ่มเติมในภายหลังว่าใช้แทนกลุ่มชาติพันธุ์หลักทั้งห้าที่ถือเสมือนเป็นตัวแทนของชาวจีนทุกเผ่า ได้แก่ชาวฮั่น ชาวแมนจู ชาวมองโกล ชาวมุสลิม และชาวทิเบต ...

...มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่สมาชิกในที่ประชุมมีความเห็นไม่ลงกัน นั่นคือ การนับเอานายทุนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนในประเทศซึ่งแย้งกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่ต้องการกำจัดนายทุน แต่ด้วยความที่เจิงเหลียนซงได้ร่างแบบขึ้นตามหลักการของประธานเหมาซึ่งเน้นความเป็นปึกแผ่น และการขับเคลื่อนร่วมกันของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ทำให้ประธานเหมาและโจวเอินไหลที่ชอบใจในแบบร่างดังกล่าวกลายเป็นแนวร่วมของเจิงผู้เป็นเจ้าของแบบร่างที่ 32 ในการหว่านล้อมสมาชิกคนอื่นๆ ให้คล้อยตาม...

...เมื่อประธานเหมาออกหน้า คงไม่ต้องอธิบายต่อว่าผลออกมาเช่นไร...

...ดังโบราณว่าไว้..."ของสิ่งใดเจ้าว่างามต้องตามเจ้า ก็ใครเล่าจะไม่งามตามเสด็จ"...

...วันที่ 27 กันยายนศกนั้นจึงมีการประกาศผลให้แบบร่างที่ 32 ชนะการประกวด "ด้วยคะแนนเอกฉันท์" พร้อมกันนั้นรัฐบาลได้สั่งให้ตีพิมพ์แบบร่างที่ชนะการประกวดลงในหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้นทั่วประเทศเพื่อให้มีการผลิตธงไว้ใช้พร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคมที่กำลังจะมาถึง ซึ่งถือเป็น "วันสถาปนาชาติ" อย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลปักกิ่งมอบหมายให้ช่างเสื้อชื่อ เจ้าเหวินเร่ย Zhao Wenrei (赵文瑞) รับผิดชอบในการตัดเย็บธงชาติผืนแรกให้เสร็จทันวันงาน ซึ่งเธอก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลผิดหวัง เพราะ ธงผืนนั้นตัดเย็บเสร็จในบ่ายวันที่ 30 กันยายนซึ่งทันพิธีการสวนสนามพอดี...

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

รูปที่ 3 เมื่อธงชาติผืนแรกปลิวไสวในวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 ตุลาคม 2492

ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

ที่มา http://www.china.org.cn/pictures/60th_anniversary/2009-08/20/content_18372175.htm

...เมื่อแรกที่มีการประกาศผลนั้น เจิงเหลียนซงได้เห็นประกาศ ก็รู้สึกว่าคุ้นกับแบบที่ตนเองเคยเสนอไปในการประกวด แต่ก็ไม่กล้าเชื่อว่าแบบที่ชนะป็นแบบจากความคิดของเขา เพราะได้ข่าวว่ามีผู้เสนอแบบไปเป็นจำนวนมาก แบบที่ชนะนี้อาจเป็นของคนอื่นก็ได้ และที่สำคัญ ตราค้อนเคียวที่ประดับไว้กลางดาวดวงใหญ่นั้นได้อันตรธานไปเสียแล้ว...

...จนเมื่อทางรัฐบาลมีหนังสือแจ้งผลการประกวดแสดงความยินดีกับเขาอย่างเป็นทางการ เจิงจึงเข้าใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาได้ทราบภายหลังว่าคณะกรรมการได้เสนอให้มีการนำตราค้อนเคียวออกไป เนื่องจากดูคล้ายกับธงของสหภาพโซเวียตมากจนทำให้รู้สึกว่าจีนกลายเป็นอาณานิคมของสหภาพโซเวียต และไม่ลืมที่จะบอกให้เขาชื่นใจว่าธงที่ออกแบบมานั้นถูกใจท่านผู้นำประเทศทั้งสองเป็นอย่างมาก...

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้

รูปที่ 4 เจิงเหลียนซงในวัยสนธยา ก่อนเสียชีวิตในปี 2542 ซึ่งธงชาติที่เขาออกแบบมีอายุได้ 50 ปี

ที่มา http://razx.cn/xxgk/xy/200604/20060407100209.html

...นอกจากความปลาบปลื้มยินดีแล้ว รัฐบาลยังได้มอบเงินรางวัลให้เขาอีก 5 ล้านหยวน เพื่อเป็นค่าตอบแทน และได้รับเชิญให้ไปร่วมชมพิธีสวนสนามของกองทัพปลดแอกประชาชนในปีถัดมา รวมทั้งการเฉลิมฉลอง 30 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่อีกด้วย เขากลายเป็นบุคคลสำคัญของชาติขึ้นมาในแทบจะทันที...

...แต่กระนั้น เจิงก็มักจะไม่แสดงตนว่าเป็นคนสำคัญ หากใครมาถามเกี่ยวกับความสำเร็จของการออกแบบ คำตอบที่ได้ก็คือ ที่ทำได้นั้นมิใช่เพราะเป็นศิลปิน แต่ความคิดมันออกมาจากความรู้สึกรักชาติที่ฝังลึกอยู่ในใจมานาน ตั้งแต่ครั้งญี่ปุ่นบุกแล้วชาวจีนทั้งหลายต่างร่วมกันฟื้นญี่ปุ่นจนเป็นอิสระได้สำเร็จ ซึ่งเขาก็เป็นคนหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งร่วมรบในสงครามครั้งกระนั้น เมื่อเสร็จศึกก็มาเป็นคนงานธรรมดาๆ เช่นเดียวกันกับเมื่อวันที่ผู้คนเลิกสงสัยว่าใครเป็นเจ้าความคิดในแบบของธงชาติ เจิงเหลียนซงก็กลับไปเป็นคนตัวเล็กๆ ของสังคมดังเดิม กระทั่งจากโลกนี้ไปในวัย 82 ปี...

...เรื่องราวของดวงดาวในธงชาติจีนก็คงต้องยุติเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ คราวต่อไปจะเป็นธงชาติใดนั้นขอท่านผู้อ่านอดใจไว้ปีหน้านะครับ สำหรับคราวนี้เห็นทีจะต้องกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า ขอทุกท่านมีความสุขมากๆ นะครับ...

...19 ธันวาคม 2552...

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.cbw.com/btm/issue71/62-63.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Flag_of_the_People's_Republic_of_China

http://razx.cn/xxgk/xy/200604/20060407100209.html

http://www.china.org.cn/pictures/60th_anniversary/2009-08/20/content_18372175.htm

http://www.flagdetective.com/china-flag.htm

http://twssg.blogspot.com/2009/11/founding-of-republic.html


วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Simple is Beautiful วีดีโอโดยคุณดัมมี่ TCDC

เรื่อง: ช้ำจนชิน

      เขียนโดย: Martin Page

      แปลโดย: อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง

      สนพ.: วงกลม

      ปีพิมพ์: 2552 
 
ในหน้าคำนำผู้แปลกล่าวว่าเมื่อได้รับต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสของหนังสือเล่มนี้ ลายมือนักเขียน--มาร์แต็ง ปาจ เขียนว่า “หนังสือเล่มนี้พูดถึงความรัก” 

ช้ำจนชิน เป็นเรื่องเล่าของชีวิตที่อาจทำให้คนอ่านเหงาได้โดยไม่รู้ตัว แต่กระนั้นก็แฝงไปด้วยความอบอุ่นที่ตัวละครทุกคนพยายามบอกให้เรารู้จักปลอบประโลมตัวเอง และดูเหมือนหลายเหตุการณ์จะผูกยึดตัวละครเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกันแล้วดึงทั้งหมดเข้าสู่แกนกลาง โดยเฉพาะแกนกลางที่ชื่อ เอเลียส การ์เนล ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดัง เขามีพรสวรรค์ในการชักจูงคู่สนทนาไปสู่การยอมรับข้อเสนอของเขาด้วยกลยุทธ์ที่อ่อนโยน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่การเสแสร้ง เขารู้จักแสดงความมีจิตใจดีงามกับทุกคน และเมื่อใครสักคนที่ใกล้ชิดตกหลุมรักเขา เขาจะใช้ความละเมียดละไมทำเป็นไม่รู้ เอเลียสเป็นเหมือนกระจกเงา ทุกคนมองเห็นตัวเองในตัวเขา แต่ไม่มีใครเห็นเขา แม้กระทั่งคลาริส เมื่อครั้งที่เธออาการหนัก ติดเหล้า ถูกไล่ออกจากงาน เธอสร้างปัญหามากมาย ทุกสัปดาห์หรือเกือบจะทุกวัน เอเลียสไปรับตัวเธอในสถานที่ต่างๆ สถานีตำรวจ หน่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลโรคจิต เขาช่วยชีวิตเธอ ดูแลเธอเป็นยารักษาโรคของเธอ ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหกปี แต่สิ่งที่เหลืออยู่กับเอเลียสคือ ความทรงจำที่หล่อหลอมจากฝุ่นละอองและความหวาดกลัวของคนที่สูญเสีย ถ้าคลาริสไม่ทิ้งเขา เขาก็จะไม่ทิ้งเธอ เธอนอกใจเขาอย่างเปิดเผย ไม่ได้เพื่อต้องการให้เขาทำอะไรนอกจากรับรู้ ความแตกต่างระหว่างการรู้ความจริงกับการได้ยินความจริงที่เอเลียสสัมผัสได้คือ เวลาที่เรามีความจริงอยู่กับตัว เราอ่อนโยนกับมัน เรารีบเปลี่ยนมันเป็นสัตว์เลี้ยง ลูบตัวมัน ห่มผ้าให้มัน และติดสินบนมันด้วยอาหารนานาชนิดที่เราสร้างขึ้นในจิตใจของเรา เราร้องเพลงกล่อมมันด้วย ดังนั้นแค่เพลงเพลงเดียวก็อาจทำให้เราร้องไห้ให้กับตัวเองได้ คลาริสไปแล้ว เธอหายป่วยแล้ว เอเลียสไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เธอทิ้งความสงสัยไว้ให้กับเอเลียส...สงสัยในเหตุผลของความรักที่เขามีต่อเธอ เอเลียสเคยเชื่อว่ามันมาจากความรัก เพราะไม่มีใครบอกเขาว่ามันไม่ใช่ 

“...เราไม่ควรวางใจคนที่กลัวความโดดเดี่ยว เพราะพวกเขาไม่เคยอยู่คนเดียวจริงๆ  พวกเขาใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยเพื่อข้ามพ้นความว่างเปล่า ไร้จินตนาการ ไร้ผู้ชาย ไร้ผู้หญิง ช่างไม่รู้เลยว่าเราไม่สามารถเติมเต็มความโดดเดี่ยวได้ มันไม่มีก้น ไม่มีประโยชน์จะวิ่งหนี และสำหรับชีวิตคู่ ความโดดเดี่ยวเป็นชู้รักที่บังคับให้เรานอกใจ” ทั้งหมดคือเสียงจากตัวละครที่ชื่อโซเอ นักแสดงประกอบที่เล่นเป็นคนข้างบ้าน คนขายขนมปัง พนักงานเสิร์ฟที่บอบช้ำและเริ่มแก่ เพื่อนหญิงวัยทอง เล่นเป็นยาย และสุดท้ายอาจได้รับบทคนบ้า เธอไม่ได้เข้าใจทันทีว่าตนเองรักเอเลียสขนาดไหน ความรักที่มีต่อเพื่อนเกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว พอรู้ตัว ก็รู้ดีว่าการมีความสัมพันธ์กับเพื่อนจะเป็นเรื่องเสี่ยงที่จะสูญเสียเขาไป มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรสานต่อ แม้เอเลียสจะทำให้เธอรู้สึกดี แต่มันก็ทำให้เธอรู้ว่านอกจากบทตัวรองที่เธอได้รับในภาพยนตร์แล้วเธอก็มีตำแหน่งตัวรองในชีวิตจริงเช่นเดียวกัน เธอเป็นเมียน้อยของใครสักคนที่ไม่อาจตัดใจได้มาสิบสองปีแล้ว จากการพูดคุยระหว่างเธอกับเอเลียส ปัญหาที่เธอเห็นชัดๆ ก็คือ เอเลียสที่เธอรัก--คนที่สมบูรณ์แบบอย่างนี้ต้องมีปัญหา  

ความโด่งดังและมีรางวัลการันตีของเอเลียสทำให้เขาได้รับโอกาสดีๆ และสิทธิพิเศษมากมายเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ ทั้งจำนวนเงินที่สามารถเนรมิตรทุกอย่างได้ราวกับพระเจ้า  รวมถึงการได้รับงานโปรเจ็กต์ดีๆ ที่จะทำร่วมกับ มาร์เซียล กัลเดอิรา หนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ของวงการภาพยนตร์ ชายชราผู้เหยียดหยามความตาย เอเลียสได้รับการต้อนรับที่บ้านของกัลเดอิรากับเฟลอร์--ภรรยาหลายครั้ง เขาไม่บอกใครเรื่องที่ได้รับเชิญ เขาเก็บเงียบไว้เหมือนความลับส่วนตัวที่มีค่ายิ่ง กัลเดอิรากับเฟลอร์เป็นเจ้าบ้านที่มีเสน่ห์ที่สุด แม้เฟลอร์จะพูดไม่ได้เพราะจู่ๆ เส้นเสียงก็หยุดสั่น และแม้จะมีการทดลองรักษาหลายหลายวิธี แต่แพทย์ก็ยังไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจได้ กัลเดอิราเข้าเรียนภาษามือพร้อมภรรยาสิบสองชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อจะได้ใช้พูดคุยกับเธอ ชีวิตคู่ของพวกเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวของความรัก ความอบอุ่นที่ยากจะอธิบาย เอเลียสซาบซึ้งกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่คราวนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา เอเลียสล้มลงกับพื้นโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ปากของเขาแตก แก้วแตกคามือ เท้าของกัลเดอิราขยี้ลงบนหน้าอกแล้วถีบเขากลับไปนอนที่พื้นอีกครั้ง เศษแก้วทิ่มลงในฝ่ามือ แรงกระแทกทำให้เขาตาพร่ามัว มีมือยื่นมาให้จับ มือที่เมื่อครู่นี้อัดกำปั้นใส่ใบหน้าของเขา มือที่ฉุดกระชากลากเขาไปตามทางเดินแล้วปล่อยทิ้งลงบนพื้นที่เปียกชุ่มนอกบ้าน  

แน่นอนโปรเจ็กต์ที่ว่าถูกส่งต่อให้วิกตอร์ เพื่อนสนิทที่มีความทะเยอทะยานต่างกัน วิกตอร์มีนิสัยเจ้าชู้แม้จะมีนาตาลีอยู่แล้ว แต่ความเมตตาปรานีและความใจกว้างของเธอเป็นคุณสมบัติที่ช่วยรักษาชีวิตแต่งงานของเธอกับเขาเอาไว้ ความลุ่มหลงที่เธอมีต่อวิกตอร์ทำให้เกิดความวิปริตอันอ่อนหวานแต่แน่วแน่ ความระคายเคืองจากผ้าที่เธอผูกตาตัวเองไว้นั้นหาได้มีความสำคัญแต่อย่างใด แต่เมื่อวิกตอร์หายลับไปกับอากาศยานที่ทะยานสู่ท้องฟ้า นาตาลีรู้ว่าเขาจะต้องนอกใจเธออีกที่โน่นและในทุกที่ที่เขาไป นาตาลียิ้มให้กับความเศร้าที่สะสมอยู่ของตน เธอร้องให้มาเป็นเดือนเป็นปี แล้ววันหนึ่งการที่น้ำตาออกมาซ้ำๆ ไม่มีวันสิ้นสุดก็เปลี่ยนธรรมชาติของความโศกตรม ทำให้เรารู้ว่าความเจ็บปวดไม่ได้เป็นสาเหตุของความเศร้า แต่เป็นความเคยชิน ไม่ว่าเราจะพยายามเค้นน้ำตาและพยายามมีความทุกข์ เราก็ทำไม่ได้เพราะมันไม่มีเหตุผล...สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ร่างกาย แม้ว่าเรากำลังจะตาย การขาดความรักต่างหากทำให้เราเจ็บปวด เธอมีวิธีแก้แค้นวิกตอร์ หากเอเลียสจะยอมมีสัมพันธ์กับเธอ เสน่ห์ของเธอเย้ายวนและชีวิตก็ไม่ใช่การถ่ายหนัง เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือ เธอมีความสุขที่จะได้ทำอย่างนั้นเสียด้วย เอเลียสรออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปิดความคิดเพราะเขาคงทำเรื่องอย่างนั้นกับภรรยาของเพื่อนไม่ได้ เวลาผ่านไป ดูเหมือนนาตาลีจะสงบลงแล้ว เอเลียสส่งเธอกลับบ้าน แต่โลกทั้งโลกของเขา ร่างกายและใบหน้าของเขาร่วงกระจายเป็นเสี่ยงๆ และเพื่ออยู่เหนือทุกสิ่ง ผู้คนปฏิบัติต่อเขาด้วยความรุนแรงที่เขาไม่เข้าใจเลยมาหลายวันแล้ว ตัวเขาสะท้อนภาพของคนที่ห่างไกลจากความยากลำบากในชีวิต คนที่ทุกอย่างง่ายดายและชัดเจน เขาทำให้ผู้คนเชื่อเรื่องพวกนี้ได้สำเร็จมาเป็นเวลายาวนาน นั่นเป็นจุดมุ่งหมายของเขา แต่ชัยชนะมีรสชาติแปร่งปร่า... 

เมื่อวิกตอร์รับหน้าที่แทนเอเลียส  เอเลียสก็ต้องรับผิดชอบงานที่วิกตอร์ทำค้างไว้เช่นกัน นั่นคือการทำภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตของ มาร์โกต์ ลาซารุส นักเขียนสาวที่เชื่อว่าในจักรวาลนี้มีที่สองแห่งที่เธอมั่นใจว่าจะไม่ถูกรบกวนคือ ห้องสมุดและสุสาน ความเงียบของคนตายกับหนังสือไม่ได้มีอะไรน่าละอาย เธอรู้ว่าเธอเป็นที่ยอมรับและรักสิ่งที่อยู่ในสถานที่สองแห่งนี้โดยไม่มีเงื่อนไข และเธอสามารถมอบความไว้วางใจกับคนตายและหนังสือได้ เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับเธอ คือ เธอกลัว “ชีวิต” มากกว่ากลัว “ความตาย” แม้เธอจะมีความพยายามในการฆ่าตัวตายทุกครั้งหลังเรื่องราวความรักแต่ละครั้งจบลง แต่เธอก็ไม่เคยคิดจะจบชีวิตตัวเอง เธอไม่ได้อยากตาย เธอเพียงอยากฆ่าตัวตายเท่านั้น และสองสิ่งนี้ก็แตกต่างกัน นอกจากนี้มาร์โกต์ ยังเป็นกลัวอาการไข้ที่เกิดจากความรัก เธอชอบนึกว่าตนเองตกหลุมรักตลอดเวลา ทุกครั้งเธอจะมีอาการเฉพาะตัวปรากฏเด่นชัดในช่วงแรกๆ แต่ไม่กี่วันต่อมา ถ้าเธอได้ดื่มน้ำเยอะๆ กินซุป และนอนบนเตียง เธอก็ได้เห็นว่าทุกอย่างเป็นภาพลวงตา   

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิตตัวละครเท่านั้นและแม้แต่ละชีวิตจะบอบช้ำมาหลายครั้งหลายครา แต่ผู้เขียนก็ขอยืนยันด้วยอีกคนว่า “หนังสือเล่มนี้พูดถึงความรัก”



วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

งานคอนเสิร์ต "ความเรียบง่ายนั้นงดงาม"

งานคอนเสิร์ต "ความเรียบง่ายนั้นงดงาม"
เพื่อเจดีย์ไม้ไผ่ที่วัดป่าอ้อร่มเย็น นางแล เชียงราย

บ้านป่าอ้อ ตำบลนางแล เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อก่อนหมู่บ้านป่าอ้อไม่มีวัด เวลาที่ต้องประกอบพิธีทางศาสนาตามประเพณี ชาวบ้านต้องข้ามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ไปยังวัดนางแล ซึ่งอยู่ห่างออกไป 

เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รวมตัวกันบริจาคเงินซื้อที่ดินในหมู่บ้านเพื่อสร้างวัด ไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างวัดขนาดเล็กที่เหมาะสมกับการใช้สอย เรียบง่าย และสงบร่มเย็น จึงตั้งชื่อวัดอย่างง่ายๆตามชื่อหมู่บ้านว่่า "วัดป่าอ้อร่มเย็น"

จากความสามัคคีของชาวบ้าน ผ่านมา 2 ปี ที่วัดป่าอ้อร่มเย็น มีพระมหามงคล เป็นเจ้าอาวาส เรามีอุโบสถขนาดเล็กที่สวยงาม และได้ริเริ่มการสร้างเจดีย์ด้วยไม้ไผ่(นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่สร้างเจดีย์ด้วยไม้ไผ่) เพื่อเป็นการรื้อฟื้นการใช้สอยวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งหาได้ง่าย ประหยัด และงดงาม ทั้งนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์จากพม่า มาสาธิตเทคนิคการเคลือบไม้ไผ่ด้วยน้ำยางรัก ซึ่งจะรักษาเนื้อไม้ไผ่ได้ยาวนาน

กิจกรรมการสานเจดีย์ไม้ไผ่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสาธารณชนทุกหมู่เหล่า เราเริ่มกิจกรรมนี้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ นักดนตรีและศิลปินที่ได้ร่วมทำบุญด้วยเสียงเพลงโดยการจัดคอนเสิร์ตการกุศลที่มีชื่อว่า คอนเสิร์ต "ความเรียบง่ายนั้นงดงาม" เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้าน และแนวคิดของการสร้างวัดที่เรียบง่ายทว่างดงาม

คณะศรัทธาวัดป่าอ้อร่มเย็น ขอเชิญชวนท่าน มาร่วมงานคอนเสิร์ตการกุศล ร่วมสมทบทุนตามแต่จิตศรัทธาได้ที่บริเวณหน้างาน


งานคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคมศกนี้ ที่บริเวณลานบ้านของคุณสมลักษณ์​ ปันติบุญ

งานคอนเสิร์ต
"ความเรียบง่ายนั้นงดงาม"
วันที่ 17 ธันวาคม 2552 เริ่มพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเวลา 18:00 น.
ณ บ้านคุณสมลักษณ์​ ปันติบุญ  เลขที่ 222 บ้านป่าอ้อ ตำบลนางแล อำเภอเมือง เชียงราย

กำหนดการ

17:00 การแสดงขับซอโดย คณะแม่ทองสร้อย
17:45 การแสดงเดี่ยวซึงเพลงสายน้ำของไหล โดยคุณสยาม พึ่งอุดม (15 นาที)
18:00 พิธีเปิด โดยคณะสงฆ์จากวัดป่าอ้อร่มเย็น และคุณสมลักษณ์ ปันติบุญ
18:30 พักรับประทานอาหารและชมงานนิทรรศการศิลปะ 
19:00 การแสดงพิณเปี๊ยะ โดยคุณเสรี ไชยยา
19:15 การแสดงเดี่ยวกีร์ต้าคลาสสิค โดยคุณองอาจ อินทนิเวศ
           เพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน 3.30 นาที
           เพลงลาวดวงเดือน 6.20 นาที  
19:30 การแสดงโมเดิร์นแดนซ์ โดยคุณแววดาว ศิริสุข
19:45 วงดนตรีเครื่องสาย คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เดี่ยวฟลุ๊ตโดย วรพล กาญจน์วีระโยธิน ควบคุมวงโดย ทัศนา นาควัชระ

          Silpakorn University Strings Orchestra Soloist : Worapon Kanweerayothin Directed by Tasana Nagavajara

รายชื่อนักดนตรี

Violin 1

Tasana Nagavajara ทัศนา นาควัชระ Anawin Sawattabovorn อนาวิน เศวตบวร Siritan Thipnoppakun สิริธันว์ ทิพย์นพคุณ Athiya Voravijitrapun อธิยา วรวิจิตราพันธ์ Sompob Homsoi สมภพ หอมสร้อย

Violin 2

Kamolporn Byagghateja กมลพร พยัคฆเดช Karn Watcharaprapapong กานต์ วัชระประภาพงศ์ Piyaorn Kanjadilok ปิยอร กัญจน์ดิลก Pichaporn Sukhontapan พิชาภรณ์ สุคนธพันธุ์ Warunya Sri-iamkun วรัญญา ศรีเอี่ยมกูล Yu Maruta ยู มารูตะ Khanaphon Seedonrahmee คณพล สีดลรัศมี

Viola

Leo Phillips ลีโอ ฟิลลิปส์ Paradee Treeratt ภารดี ตรีรัตน์

Cello

Kittikhun Sodprasert กิตติคุณ สดประเสริฐ Thossaporn Pothong ทศพร โพธิ์ทอง

Double Bass

Khunakorn Sawat-Chuto คุณากร สวัสดิ์-ชูโต Suthichai Thamtikanon สุธิชัย ธรรมติกานนท์ Sudarat Taengtang สุดารัตน์ แต่งตั้ง

รายการแสดง

J.S. Bach
- Concerto for Two Violins in D minor, BWV1043

Pachelbel
- Canon

W.A. Mozart
- Andante in C major

K315 Leroy Anderson
- The Typewriter
- The Syncopated Clock
- Plink, Plank, Plunk

 


ทัศนา นาควัชระ (ไวโอลิน)

ทัศนา นาควัชระ เป็นที่รู้จักดีในวงการดนตรีคลาสสิกของไทยในฐานะนักดนตรีที่มีความสามารถในการแสดงดนตรีอันหลากหลาย เขาได้แสดงเดี่ยวกับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ วงดุริยางค์ราชนาวี          วงซิมโฟนีแห่งชาติของกรมศิลปากร และวงเครื่องสายบี.เอส.โอ   นอกจากนั้นก็ได้ออกแสดงดนตรีประเภทเชมเบอร์อยู่เป็นประจำ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ทัศนาเล่นดนตรีทุกรูปแบบนับตั้งแต่ดนตรีตะวันตกยุคโบราณมาจนถึงเพลงประกอบภาพยนตร์  ดุริยกวีร่วมสมัยหลายท่านได้สร้างงานขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะให้ทัศนานำออกแสดงเป็นครั้งแรก

เขาเรียนไวโอลินกับอาจารย์สุพจน์ ชมบุญ   อาจารย์สุทิน ศรีณรงค์   และอาจารย์ พ..ชูชาติ      พิทักษากร    ในขณะที่ยังศึกษาอยู่ในประเทศไทย เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าวงเยาวชนแห่งชาติ และได้รับเลือกเป็นหัวหน้าวงเยาวชนอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วย

ทัศนาได้ไปศึกษาในยุโรปจนจบการศึกษาจาก International Menuhin Music Academy (IMMA) ในสวิตเซอร์แลนด์ และ Vorarlberg Conservatory ในออสเตรีย โดยได้ศึกษากับศาสตราจารย์ผู้มีชื่อเสียง อันได้แก่ Alberto Lysy, Gratchia Arutunjan, Johannes Eskar และ Roland Baldini     ที่สถาบัน IMMA เขาได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นในดนตรีประเภทเชมเบอร์ และได้เดินทางไปแสดงในเมืองสำคัญๆ ในยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอเมริกาใต้ ในฐานะสมาชิกของวง Camerata Lysy Gstaad ซึ่งมีนักไวโอลินเอกของโลก Lord Yehudi Menuhin เป็นผู้ควบคุมวง

จากนั้น ทัศนาได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oregon เมือง Eugene สหรัฐอเมริกา กับศาสตราจารย์ Kathryn Lucktenberg โดยได้รับทุนผู้ช่วยสอน   นอกจากนั้นยังได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าวงซิมโฟนีของมหาวิทยาลัย และได้เป็นสมาชิกของวงดนตรีอาชีพคือ Eugene Symphony Orchestra, Oregon Mozart Players และ  Collegium Musicum Ensemble (ซึ่งเชี่ยวชาญการแสดงดนตรีโบราณด้วยเครื่องดนตรีต้นแบบ) ในฐานะหัวหน้าวง Polaris String Quartet เขากับผู้ร่วมวงได้เข้ารอบรองชนะเลิศในการประกวดควอเตทระดับชาติของสหรัฐอเมริกา ที่รู้จักกันในนามของ Fischoff National Chamber Music Competition  ทัศนาได้รับปริญญาโททางการแสดงดนตรี พร้อมกับรางวัลนักดนตรีดีเด่นระดับบัณฑิตศึกษา

นอกจากเล่นดนตรีอย่างสม่ำเสมอแล้ว ทัศนายังอุทิศเวลาให้กับการสอนและกิจการด้านดนตรีศึกษา และดำรงตำแหน่งรองคณบดี คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้ง มหกรรมดนตรีล้านนา และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีภาคฤดูร้อน "เรียนดนตรีวิธีศิลปากร" อันเป็นที่ฝึกนักดนตรีรุ่นเยาว์ผู้มีพรสวรรค์ นอกจากนี้ทัศนายังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เขียนคอลัมน์ด้านดนตรีและสังคม/การเมืองให้แก่นิตยสาร OPEN

ทัศนา ได้รับทุนจากกองทุนสนับสนุนการศึกษาดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อไปฝึกอบรมขั้นสูงที่ Crescendo Violin School ณ เมือง Neustadt / Weinstrasse สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

 

Tasana Nagavajara (Violin)

No stranger to Thailand's classical music enthusiasts, Tasana Nagavajara has established an outstanding reputation on a varied range of performing activities. He has appeared as soloist with the Bangkok Symphony Orchestra, the Royal Thai Navy Orchestra, the National Symphony Orchestra and the Bangkok String Orchestra among others. He has also given numerous recitals, regularly performs chamber music and is presently concertmaster of the Bangkok Symphony Orchestra. Tasana's repertoire ranges from ancient music to contemporary motion picture soundtrack, and he has inspired a number of modern composers to create new works especially for him.

     Tasana took violin lessons with Supot Chomboon, Sutin Srinarong and later with Col. Choochart Pitaksakorn. Still in his teens, he was appointed concertmaster of the Thai National Youth Orchestra and the ASEAN Youth Orchestra in Kuala Lumpur, Malaysia.

     He continued his music studies at the International Menuhin Music Academy (IMMA) in Switzerland and the Vorarlberg Conservatory in Austria. His teachers were Alberto Lysy, Gratchia Arutunjan, Johannes Eskar and Roland Baldini. At IMMA he received a rigorous training in chamber music, while touring with the Camerata Lysy Gstaad under the direction of Lord Yehudi Menuhin in most major European cities, the U.S., Canada and South America.

     Moving from Europe to the U.S., he studied the violin with Kathryn Lucktenberg at the University of Oregon, Eugene, where he was a Graduate Teaching Fellow. Tasana was an assistant violin instructor, concertmaster of the University Symphony as well as 1st violin with the Eugene Symphony Orchestra, the Oregon Mozart Players and the Collegium Musicum Ensemble (specializing in period instruments). He led the Polaris String Quartet to the semi-final of the renowned Fischoff National Chamber Music Competition in Indiana. He graduated with a Master of Music degree and received the Outstanding Graduate Performer Award.

     In addition to his extensive performance schedule, Tasana is seriously committed to teaching and music education. He is currently Deputy Dean of the Faculty of Music, Silpakorn University. He was a founding member of the Lanna Music Festival and has directed the Silpakorn Summer Music School, where young musical talents are trained to attain artistic excellence. He also writes articles on music and socio-political criticism for the OPEN Magazine.

     Tasana received a scholarship from the Classical Music Education Supporting Fund under the patronage of HRH Princess Galayanivadhana to attend a masterclass at the Crescendo Violin School for professional musicians in Neustadt/Weinstrasse, Germany.