แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวดาราศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวดาราศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การจัดประเภทของการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์

ภาพการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ในระดับ X1.9 เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2011 
จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Solar Dynamics Observatory (SDO)
เครดิต : NASA / SDO

        การระเบิดขนาดยักษ์บนดวงอาทิตย์ก่อให้เกิดการลุกจ้าและส่งพลังงานแสงรวมทั้งอนุภาคความเร็วสูงออกสู่อวกาศ การลุกจ้าเหล่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับการเกิดพายุพลังงานแม่เหล็กดวงอาทิตย์หรือที่รู้จักกันในชื่อพายุสุริยะเป็นการปลดปล่อยมวลโคโรนา Coronal Mass Ejections (CMEs) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบมากบนดวงอาทิตย์ในขณะนี้ นอกจากนั้นดวงอาทิตย์ยังสามารถปล่อยกระแสโปรตรอนได้อย่างรวดเร็ว หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ Solar Energetic Particle (SEP) และการแปรปรวนของลมสุริยะ Corotating Interaction Regions (CIRs) ทั้งหมดนี้สามารถก่อให้เกิดพายุสุริยะที่แตกต่างกัน การเกิดพายุสุริยะหากมีความรุนแรงอาจไปรบกวนระบบ   การส่ือสาร วิทยุคลื่นระยะสั้น สัญญาณGPS และสายไฟฟ้าบนโลกได้
        ปริมาณกิจกรรมบนดวงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นประมาณทุกๆ 11 ปี และในขณะที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปสู่ช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์สูงสุดซึ่งมีแนวโน้มว่าจะอยู่ในช่วงประมาณปี 2013 นั้นหมายความว่าดวงอาทิตย์จะเกิดการปล่อยพลังงานจากการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ได้มากขึ้น
        องค์การมหาสมุทรและบรรยากาศของสหรัฐอเมริกา หรือ (NOAA) ได้มีการวางแผนจำแนกหมวดหมู่ของการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ และพายุสุริยะโดยการลุกจ้าขนาดใหญ่บนดวงอาทิตย์นี้ จะเรียกว่า การลุกจ้าระดับ X ซึ่งการจำแนกการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์จะแบ่งตามระดับความรุนแรงของการลุกจ้าโดยการลุกจ้าขนาดเล็กที่สุดจะอยู่ในระดับ A - class ตามด้วย B,C,M, และ X คล้ายกับมาตราริกเตอร์วัดแผ่นดินไหว ซึ่งจะแสดงถึงพลังงานที่เกิดจากการลุกจ้าเพิ่มขึ้น 10 เท่าของตัวอักษรแต่ละตัว ดังนั้น X จะมีค่าพลังงาน 10 เท่า ของระดับ M และจะมีค่าพลังงานเป็น 100 เท่าของระดับ C ซึ่งหมายความว่าในแต่ละตัวอักษรจะมีตัวเลขระดับขนาด 1-9 ระดับ
        หากจะกล่าวถึงผลกระทบจากการลุกจ้านี้นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อมูลว่า การลุกจ้าระดับ C จะมีพลังงานที่อ่อนเกินกว่าที่จะส่งผลกระทบต่อโลก แต่ในระดับ M สามารก่อให้เกิดความเสียหายตอวิทยุคลื่นส้ันๆ และยังมีพายุรังสีที่อาจเป็นอันตรายกับนักบินอวกาศ และการลุกจ้าระดับ X แม้ว่า X1 จะเป็นตัวอักษรลำดับสุุดท้าย แต่พลังงานจากการลุกจ้าก่อให้เกิดพลังงานมากกว่า 10 ระดับ ดังนั้นการลุกจ้าในระดับ X สามารถก่อให้เกิดพลังงานสูงกว่าระดับ 9ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบอิเลคทรอนิคบนโลก สำหรับการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ที่มีความรุนแรงที่สุดที่วัดได้โดยวิธีที่ทันสมัยเม่ือปี 2003 ในช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์สูงสุด ซึ่งเซนเซอร์สามารถวัดได้ในระดับที่ X15 แต่จากการคาดการณ์คาดว่าจะสูงถึงระดับ X28
        เนื่องจากปัจจุบันดวงอาทิตย์อยู่ในช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นจนถึงช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์สูงสุดจึงทำให้เราเห็นการเกิดกิจกรรมบนดวงอาทิตย์มากขึ้น การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ระดับ X ครั้งแรกของวัฏจักรสุริยะปะทุขึ้นเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2011  และมีเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูร้อน เมื่อวันที 23มกราคม 2012 ดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยพลังงานที่ระดับ M8.7  

ภาพการปลดปล่อยอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ solar energetic particle (SEP) ที่ก่อให้เกิดการรบกวนที่ดูเหมือนมีหิมะ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2012 จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Solar Heliospheric Observatory (SOHO) เครดิต : SOHO / ESA และ NASA

        ทั้งนี้องค์การนาซา, องค์การมหาสมุทรและบรรยากาศของสหรัฐอเมริกา (NOAA),หน่วยงานกองทัพอากาศสหรัฐ (AFWA) และอืนๆ ได้เฝ้าสังเกตการณ์ค่าพลังงานที่เกิดจากการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ว่าอยู่ในระดับใด และจะมีความรุนแรงมากพอที่จะเป็นพายุสุริยะได้หรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพือป้องกันผลกระทบกับยานอวกาศ ดาวเทียม และระบบเทคโนโลยี เป็นต้น  


รายงานข่าวโดย
รอยาลี มามะ
สำนักบริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน

ที่มาของข่าว

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ดาวเคราะห์น้อยเฉียดโลก

เช้าวันที่ 9 พฤศจิกายน (ตามเวลาประเทศไทย) เฝ้าจับตาดูดาวเคราะห์น้อย 2005 YU55 ซึ่งจะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดที่ระยะ 319,000 กิโลเมตร จากโลก หรือประมาณ 0.85 เท่าของระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์
2005_yu55_arecibo_2010.jpg 
ดาวเคราะห์น้อย 2005 YU55 ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุ Arcibo 
         ดาวเคราะห์น้อย 2005 YU55 ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 โดย Robert McMillan ที่หอดูดาว Steward รัฐ Arizona มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 400 เมตร มีการสะท้อนแสงที่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบหลัก ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองประมาณ 18-20 ชั่วโมง และมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 1.22 ปี 
         ในปีแรกของการค้นพบ 2005 YU55 ได้สร้างความตระหนกให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีกระแสข่าวลือว่าดาวเคราะห์น้อย 2005 YU55 จะพุ่งชนโลกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 แต่จากการคำนวณอีกครั้งของนักดาราศาสตร์จากหอดูดาว Arecibo (Arecibo observations) พบว่าในระยะ 100 ปีข้างหน้า ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะไม่ชนโลกอย่างแน่นอน 
2005_yu55_flyby.gif
เส้นทางการโคจาของ 2005 YU55
          ปัจจุบันดาวเคราะห์น้อย 2005 YU55 ถูกจัดอันดับความอันตรายไว้ที่อันดับ 1 ตามตาราง Torino scale คือแค่เฉียดผ่านเข้าใกล้โลกเท่านั้น แต่ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อโลก และในวันที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดคือวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 6.28 น. (ตามเวลาประเทศไทย) จะมีอันดับความสว่างอยู่ที่ 11.2 มีตำแหน่งปรากฏ ณ บริเวณกลุ่มดาวนกอินทรีย์ (Aquila) และช่วงบ่ายวันที่ 9 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 14.13น. ดาวเคราะห์น้อย 2005 YU55 จะเฉียดเข้าใกล้ดวงจันทร์ ที่ระยะ 239,000 กิโลเมตร และหลังจากนั้นจะเข้าใกล้โลกอีกครั้งวันที่ 19 มกราคม 2572 หรืออีก 18 ปีข้างหน้า
2005_yu55_overview.jpg
ตำแหน่ง ปรากฏของ 2005 YU55 ซึ่งจะเข้าใกล้โลกและมองเห็นได้ในระหว่างวันที่ 8-9 พ.ย. 2554 แต่เนื่องจากช่วงเวลาที่เข้าใกล้โลกมากที่สุด เป็นเวลากลางวันของประเทศไทย จึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์โดยทั่วไป
อย่างไรก็ตาม หนึ่งปีก่อนการกลับมาใกล้โลกอีกครั้งของ 2005 YU55 ประชาชนบนโลกอาจได้ลุ้นอีกเล็กน้อย เมื่อดาวเคราะห์น้อย 2001 WN5 จะเฉียดเข้าใกล้โลกที่ระยะ 248,000 กิโลเมตร
 
รายงานข่าวโดย
สมานชาญ จันทร์เอี่ยม
สำนักบริการวิชาการฯ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

แหล่งที่มา
ข้อมูลเพิ่มเติม

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ท้องฟ้าเดือนตุลาคม 2553

เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์สว่างดวงเดียวที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า สามเหลี่ยมฤดูร้อนอยู่สูงเด่นเหนือท้องฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดาวหางหงส์ซึ่งอยู่ทางขวามือสุดเมื่อมองจากฟ้าจริง เป็นดาวสว่างที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากดวงหนึ่ง ข้อมูลจากดาวเทียมฮิปพาร์คอสระบุว่าอยู่ห่าง 3,200 ปีแสง แสดงว่ามันแผ่พลังงานออกมาอย่างมหาศาล ถัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะเห็นกลุ่มดาวแคสซิโอเปียเป็นรูปคล้ายตัวเอ็มขาถ่าง กระจุกดาวลูกไก่ลอยเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกด้วยมุมเงยประมาณ 15 องศา ดวงจันทร์จะมาอยู่ใกล้ค่ำวันที่ 25 ตุลาคม แต่อาจสังเกตได้ยากเนื่องจากดวงจันทร์สว่างมาก

เวลาประมาณตี 4 ดาวพฤหัสบดีใกล้ตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก กลับหลังหันจะเห็นกลุ่มดาวสิงโตขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก กลุ่มดาวแคสซิโอเปียเคลื่อนไปอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ซึ่งอยู่เกือบตรงข้ามกันจึงเริ่มปรากฏทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ท้องฟ้าด้านทิศใต้มีดาวสว่างมาก เช่น ดาวซิริอัส ดาวคาโนปัส และดาวอะเคอร์นาร์ กลุ่มดาวนายพรานอยู่เหนือศีรษะ มองเห็นเนบิวลาสว่างใหญ่เป็นดวงฝ้าชัดเจนบริเวณใต้เข็มขัดของนายพราน ทางใต้ของกลุ่มดาวนายพรานมีกลุ่มดาวขนาดเล็กชื่อกลุ่มดาวกระต่ายป่า เป็นกลุ่มดาวเก่าแก่หนึ่งในบรรดากลุ่มดาว 48 กลุ่มของทอเลมีซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ชาวกรีกที่มีชีวิตอยู่เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 2 นอกจากดาวฤกษ์และวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ แผนที่ 2 แผ่นนี้ยังแสดงตำแหน่งของดาวหางฮาร์ตลีย์ที่คาดว่าจะสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ตลอดเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2553


ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/

วงแหวนของดวงจันทร์เรีย

รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย

ดวงจันทร์ เรีย (Rhea) เป็นบริวารดวงหนึ่งของดาวเสาร์ เมื่อไม่นานมานี้เองที่นักดาราศาสตร์พบว่าดวงจันทร์ดวงเล็กดวงนี้มีความพิเศษไม่เหมือนบริวารดวงใดในระบบสุริยะ นั่นคือมีวงแหวนเป็นของตัวเองด้วย นับเป็นวัตถุแข็งเพียงดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีวงแหวน

เรียโคจรรอบดาวเสาร์อยู่ในสนามแม่เหล็กของดาวเสาร์ ซึ่งทำให้เกิดฟองของอนุภาคประจุไฟฟ้าขึ้นรอบดาวเสาร์ ระหว่างที่ยานแคสซีนีของนาซาเข้าใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้ในปี 2548 นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการคาดว่ายานจะรับสัญญาณได้ตกลงไปเนื่องจากดวงจันทร์เรียเข้าบดบังอนุภาคเหล่านั้น

ข้อมูลจากยานเผยว่า ยานพบการตกลงของระดับสัญญาณจริง แต่การตกลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ดวงจันทร์เรียบดบังเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นหลายตำแหน่งนอกรัศมีของเรียอีกด้วย

คำอธิบายที่ดีที่สุดของปรากฏการณ์นี้ก็คือ ดวงจันทร์ดวงนี้มีสายของเศษวัสดุโคจรล้อมรอบอยู่ ซึ่งก็คือวงแหวนนั่นเอง

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ มัททิว ทิสคาริโน จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลในนิวยอร์ก ได้วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่าย 65 ใบจากยานแคสซีนีที่ถ่ายระหว่างปี 2551 และ 2552 ทั้งภาพถ่ายตามแสงอาทิตย์และภาพย้อนแสงอาทิตย์กลับไม่พบหลักฐานใดที่แสดงว่ามีวงแหวนล้อมรอบดวงจันทร์เรียเลย ซึ่งขัดแย้งต่อทฤษฎีวงแหวนอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามการวิจัยใหม่นี้ก็ยังไม่ให้คำตอบใด ๆ ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการสำรวจเมื่อปี 2548 นั้นได้

เรื่องวงแหวนของเรีย จึงยังต้องเป็นปริศนาต่อไป

ที่มา:

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาจมีดาวเคราะห์น้อยชนโลกในปี 2725

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=48
Researchers Say Asteroid Has 1 in 1,000 Chance of Hitting Earth in 2182 - Universetoday.com
5 ส.ค. 2553 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย


โปรดจดจำและจับตาดาวเคราะห์น้อย 1999 อาร์คิว 36 (1999 RQ36) ให้ดี เพราะนักดาราศาสตร์จากสเปนพบว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาสราว 1 ใน 1,000 ที่จะพุ่งชนโลกใน พ.ศ. 2725

อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับตัวเลขนี้เกินไป เพราะโอกาสที่จะไม่ชนมีมากถึง 99.97200000 เปอร์เซ็นต์
คณะนักดาราศาสตร์นำโดยมาเรีย ยูจีเนีย ซันซาตูเรียว จากมหาวิทยาลัยบายาโดลิด ได้ติดตามและประเมินโอกาสในการชนของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไปจนถึงปี 2743 และได้ผลลัพท์ใหม่ที่แสดงโอกาสในการชนที่มากขึ้น จากการประเมินครั้งก่อนที่ประเมินว่ามีโอกาส 1 ใน 1,400 ที่จะชนโลกระหว่าง พ.ศ. 2712 ถึง พ.ศ. 2742 อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เกี่ยวกับวัตถุใกล้โลกขององค์การนาซาได้ประเมินว่ามีโอกาสอยู่ระหว่าง 1 ใน 3,850 กับ 1 ใน 3,570 ที่จะชนโลกในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2725

ดาวเคราะห์น้อย 1999 อาร์คิว 36 เป็นเป้าหมายหนึ่งที่นักดาราศาสตร์สนใจที่จะส่งภารกิจสำรวจและเก็บตัวอย่างกลับโลก เพื่อที่จะได้เข้าใจองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะดวงที่มีแนวโน้มคุกคามโลกเช่นดวงนี้

1999 อาร์คิว 36 มีขนาดประมาณ 560 เมตร หรือใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยชื่อดังอย่างอะโพฟิส ที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเนื่องจากมีโอกาสที่จะชนโลกใน พ.ศ. 2579 ถึงกว่าสองเท่า

สำหรับการประเมินล่าสุดของ อะโพฟิส พบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาส 1 ใน 250,000 ที่จะชนโลกในปี 2579 และในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 จะเข้าเฉียดโลกด้วยระยะห่างเฉียดฉิวที่เป็นสถิติเพียง 29,300 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้การโคจรมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงเมื่อเข้าใกล้วัตถุหนักดวงอื่น นอกจากนี้ยังมีผลจากปรากฏการณ์ยาร์คอฟสกี ซึ่งเป็นผลจากความไม่สมดุลของรังสีความร้อนที่ตกกระทบบนดาวเคราะห์น้อยในแต่ละด้าน คาดว่าการวัดปริมาณของปัจจัยย่อยดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

"นับว่าโชคดีที่เราค้นพบวัตถุดวงนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากเราค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้หลัง พ.ศ. 2623 ระยะเวลาเตรียมตัวป้องกันจะกระชั้นมาก และขณะนี้เราก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะรับมือกับสถานการณ์ภายในเวลาสั้นอย่างนั้นได้" ซันซาตูเรียวกล่าว นักสำรวจคณะนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปีซา เจพีแอลของนาซา และไอเอ็นเอเอฟ-ไอเอเอสเอฟ-โรม (INAF-IASF-Rome) ของอิตาลี

ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว องค์การนาซาได้เสนอภารกิจสำรวจดาวเคราะห์น้อยใหม่ ภารกิจนี้มีเป้าหมายในการสำรวจดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ มีชื่อว่า โอซิริส-เรกซ์ (OSIRIS-Rex--the Origins, Spectral Interpretation Resource Identification, and Security, Regolith Explorer) ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของโครงการนิวฟรอนเทียร์ หากภารกิจนี้ผ่านการอนุมัติ ยานก็จะออกเดินทางขึ้นสู่อวกาศได้ในราวปี 2561 ภารกิจนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกำเนิดของระบบสุริยะ และอาจรวมถึงต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และอาจเป็นภารกิจแรก ๆ ที่จะได้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยเบี่ยงเบนเส้นทางโคจรได้อย่างไร

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พบน้ำบนดาวเคราะห์น้อย

เชื่อกันว่า น้ำบนโลกน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากวัตถุจำพวกดาวหางที่มาชนโลกในยุคตั้งต้นของระบบสุริยะ ดาวหางมีน้ำแข็งอยู่มาก เมื่อมาพุ่งชนก็เอาน้ำมาทิ้งไว้บนโลกด้วย การชนครั้งแล้วครั้งเล่าได้ทำให้โลกกลายเป็นดาวเคราะห์ที่ชุ่มฉ่ำดังเช่นปัจจุบัน


แนวคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ดาวหางอาจไม่ใช่แหล่งน้ำเดียวของโลกก็ได้ เมื่อนักดาราศาสตร์พบว่าดาวเคราะห์น้อยก็มีน้ำแข็งได้เหมือนกัน

ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวคือ ดาวเคราะห์น้อย 24 เทมีส (24 Themis) ดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี หมุนรอบตัวเองครบรอบใช้เวลา 8.37 ชั่วโมง นักดาราศาสตร์จากสองคณะพบว่ามีน้ำแข็งบาง ๆ ปกคลุมอยู่

การค้นพบนี้ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้น เพราะเทมีสมีวงโคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่ร้อนพอที่จะทำให้น้ำแข็งบนดาวเคราะห์น้อยระเหยออกไปได้ แล้วเทมีสกลับมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่และคงอยู่ได้นับพันล้านปีอย่างนี้ได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสันนิษฐานว่า สาเหตุเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ จะต้องมีแหล่งกำเนิดน้ำแข็งอยู่ภายในดาวเคราะห์น้อยที่คอยคายน้ำออกมาเติมน้ำที่ระเหยไปอยู่เสมอ"ก่อนหน้านี้เคยคิดแต่ว่าดาวหางเท่านั้นที่จะนำน้ำมาที่โลกได้" แอนดรู ริฟกิน จากมหาวิทยาลัยฮอปกินส์ในลอเรลกล่าว "แต่ตอนนี้เราพบแล้วว่าการชนโดยดาวเคราะห์น้อยก็มีส่วนนำน้ำมาไว้บนโลกด้วยในปริมาณที่มีนัยสำคัญ"

คณะของริฟกินสำรวจดาวเคราะห์น้อย 24 เทมีสมาตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2551 มีการวิเคราะห์สเปกตรัมแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ในหลายย่านความถี่เพื่อค้นหาองค์ประกอบของพื้นผิว และพบว่าสัญญาณที่สะท้อนออกมาใกล้เคียงกับน้ำแข็งบวกกับสารอินทรีย์อีกจำนวนหนึ่ง

นอกจากงานของริฟกินแล้ว นักดาราศาสตร์อีกคณะหนึ่งที่นำโดย ฮับเบอร์โต แคมปินส์ จากมหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดา ก็ได้ทดลองเรื่องเดียวกันด้วยวิธีต่างกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำงานร่วมกัน แต่ก็ยังได้ผลสรุปแบบเดียวกัน

นอกจากจะพบว่ามีน้ำแข็งอยู่บนดาวเคราะห์น้อยแล้ว ยังพบว่าน้ำแข็งนั้นกระจายอยู่ทั่วทั้งดวงอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะพบสารอินทรีและน้ำ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต แต่ปัจจัยอื่นบนดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลว ไม่มีบรรยากาศ และมีรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เข้มข้น ล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย 11 พ.ค. 2553
ที่มา:Ice asteroids likely source of Earth's water - COSMOS Magazine
http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=38

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ : 16 พฤษภาคม 2553 โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2553 ช่วงเวลาเย็นถึงหัวค่ำเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ หากท้องฟ้าไม่มีเมฆจะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดทั่วประเทศ รวมไปถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในแง่ทางเรขาคณิต ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ก็เปรียบได้กับสุริยุปราคา แต่คราวนี้ดาวศุกร์มาอยู่แทนที่ดวงอาทิตย์และมีขนาดเล็กมาก ทำให้เกิดเงาดวงจันทร์ขนาดกว้างใหญ่พาดลงมาบนผิวโลก ประเทศที่อยู่ในแนวที่เงาดวงจันทร์ผ่านจะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์บดบังดาวศุกร์ได้ แต่ต้องอยู่ในบริเวณที่เป็นกลางคืนด้วยจึงจะเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า

ปรากฏการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ดวงจันทร์มีดิถีเป็นข้างขึ้นอ่อน ๆ สว่างเป็นเสี้ยวคิดเป็น 7% วันนี้ดาวศุกร์มีขนาดปรากฏเพียง 12.1 พิลิปดา (เล็กกว่าดวงจันทร์ 160 เท่า) มีส่วนสว่าง 85% ดวงจันทร์และดาวศุกร์อยู่สูงจากขอบฟ้าทิศตะวันตกไม่เกิน 30 องศา จึงต้องหาสถานที่ที่ท้องฟ้าด้านนี้เปิดโล่ง ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะเห็นด้านมืดของดวงจันทร์เริ่มบังดาวศุกร์ก่อนดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้า การที่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่จึงต้องอาศัยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ในการสังเกต มีพื้นที่บางส่วนเท่านั้น คือทางตะวันออกของอีสานใต้และบริเวณภาคใต้ตอนล่างที่ดวงจันทร์เริ่มบังดาวศุกร์ขณะดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปแล้วหรือกำลังตกลับขอบฟ้า

สำหรับการสังเกตปรากฏการณ์ครั้งนี้ในประเทศไทย หลังจากดาวศุกร์หายไปเบื้องหลังด้านมืดของดวงจันทร์แล้วราว 1 ชั่วโมงเศษ ดาวศุกร์จะกลับมาปรากฏอีกครั้งที่ขอบด้านสว่างซึ่งอยู่ด้านล่างของดวงจันทร์เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า ขณะนั้นท้องฟ้ามืดลงแล้ว แต่ยังมีแสงสนธยาเหลืออยู่บ้าง ขณะเดียวกัน ดวงจันทร์และดาวศุกร์จะเคลื่อนลงต่ำใกล้ขอบฟ้ามากขึ้น การสังเกตดวงจันทร์บังดาวศุกร์ในวันนี้จึงจำเป็นต้องหาสถานที่ซึ่งท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกไม่มีสิ่งใดกีดขวาง

การที่ดาวศุกร์เป็นวัตถุท้องฟ้าในระบบสุริยะ มันอยู่ใกล้เราจนสามารถมองเห็นเป็นดวงกลมได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ ไม่ใช่จุดแสงแบบดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลมาก ทำให้ดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 24 วินาที นับตั้งแต่เริ่มแตะขอบด้านหนึ่งจนไปถึงขอบอีกด้านหนึ่งของดาวศุกร์ ขณะเริ่มบังอาจสังเกตได้ยากเพราะท้องฟ้าสว่าง ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาเข้าช่วย ขณะสิ้นสุดการบัง ดาวศุกร์จะค่อย ๆ สว่างขึ้นมาที่ขอบด้านล่างของดวงจันทร์ และสว่างเต็มที่เมื่อมันโผล่พ้นดวงจันทร์ออกมาทั้งดวง


เส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวศุกร์ขณะผ่านเบื้องหลังดวงจันทร์สำหรับบางจังหวัด ดาวศุกร์หายลับไปที่ด้านมืดของดวงจันทร์ หลังจากนั้นมันจะกลับมาปรากฏอีกครั้งที่ด้านสว่าง
ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ : 16 พฤษภาคม 2553
สถานที่เริ่มบังสิ้นสุด
เวลามุมเงยของ
ดาวศุกร์
มุมเงยของ
ดวงอาทิตย์
เวลามุมเงยของ
ดาวศุกร์
มุมเงยของ
ดวงอาทิตย์
กรุงเทพฯ18:1834°19:2818°-12°
ขอนแก่น18:1932°19:2418°-12°
เชียงใหม่18:1238°19:2023°-7°
นครราชสีมา18:1933°19:2617°-13°
ประจวบฯ18:1933°19:3017°-13°
ภูเก็ต18:2332°19:3217°-13°
ระยอง18:2032°19:2917°-14°
สงขลา18:2530°19:3321°-19°
สุโขทัย18:1436°19:4821°-19°
อุบลราชธานี18:2234°-1°19:2615°-15°

หมายเหตุ: คำนวณสำหรับอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด จังหวัดอื่น ๆ สามารถคาดคะเนเวลาได้จากจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน


ภาพบนเป็นแผนที่โลกแสดงบริเวณที่เห็นดวงจันทร์บังดาวศุกร์ ซึ่งก็คือพื้นที่ภายในเส้นสีแดง เส้นแบ่งกลางวัน-กลางคืนของโลกแสดง ณ เวลา 17:16 น. ซึ่งเป็นเวลากึ่งกลางของปรากฏการณ์ จากภาพนี้ พอจะสังเกตได้ว่าพื้นที่ที่เห็นได้คือตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ บางส่วนทางตอนล่างของจีน และเกือบทั้งหมดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ส่วนใหญ่เกิดในเวลากลางวัน ประเทศไทยอยู่ใกล้เขตกลางคืน จึงจะเห็นได้ในช่วงก่อนดวงอาทิตย์ตกถึงช่วงพลบค่ำ

ภาพล่างซ้ายแสดงเวลาที่ดวงจันทร์เริ่มบังดาวศุกร์ เส้นประสีฟ้าในภาพนี้แสดงเขตที่เห็นดวงจันทร์เริ่มบังดาวศุกร์ขณะดวงอาทิตย์ตก พื้นที่ทางซ้ายมือของเส้นประคือส่วนที่เกิดปรากฏการณ์ก่อนดวงอาทิตย์ตก ขวามือของเส้นประคือพื้นที่ที่เกิดปรากฏการณ์หลังดวงอาทิตย์ตก (แต่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ด้วยแสงสนธยา)

ภาพล่างขวาแสดงเวลาสิ้นสุดการบังซึ่งดาวศุกร์จะกลับมาปรากฏที่ขอบด้านสว่างของดวงจันทร์ จากแผนภาพนี้ หากเราต้องทราบเวลาการเกิดปรากฏการณ์ที่ตำแหน่งใด ๆ จะสามารถคาดคะเนเวลาด้วยสายตาได้แม่นยำถึงระดับนาที เช่น ภูเก็ต เริ่มบังเวลาประมาณ 18:23 น. สิ้นสุดเวลา 19:31 - 19:32 น. ถ้าทราบพิกัดของจุดที่สังเกตการณ์ (ละติจูดและลองจิจูด) จะได้เวลาที่แม่นยำกว่านั้น

ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ที่เห็นได้ในประเทศไทย พ.ศ. 2551-2580
วันที่ภูมิภาคที่มองเห็นหมายเหตุ
16 พฤษภาคม 2553ทั่วประเทศ-
30 มิถุนายน 2554ทั่วประเทศเกิดในเวลากลางวัน
26 กุมภาพันธ์ 2557เกือบทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ตอนล่างเกิดในเวลากลางวัน
27 พฤษภาคม 2565เกือบทั่วประเทศ ยกเว้นภาคเหนือตอนบนเกิดในเวลากลางวัน
24 มีนาคม 2566ทั่วประเทศ-
14 กันยายน 2569ทั่วประเทศ-
17 กันยายน 2579ภาคเหนือ อีสาน และภาคกลางตอนบนเกิดในเวลากลางวัน

ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ครั้งถัดไปที่เห็นได้ในประเทศไทย คือ ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีคืนวันที่ 11/12 สิงหาคม 2555 (เฉพาะภาคใต้ตอนล่าง ขณะดวงจันทร์กำลังขึ้นเหนือขอบฟ้า) และดวงจันทร์บังดาวอังคารในเวลาหัวค่ำของวันที่ 17 เมษายน 2564 (ทั่วประเทศ) สำหรับดาวศุกร์ต้องรอถึงวันที่ 24 มีนาคม 2566 ซึ่งจะเกิดในช่วงพลบค่ำเช่นเดียวกับครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม มีปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ในวันที่ 30 มิถุนายน 2554, 26 กุมภาพันธ์ 2557 และ 27 พฤษภาคม 2565 ซึ่งประเทศไทยอยู่ในเขตที่เห็นได้ แต่เกิดขึ้นในเวลากลางวัน หากท้องฟ้าโปร่ง ทางทฤษฎีมีโอกาสที่จะสังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์

ดูเพิ่ม

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

วัตถุลึกลับบดบังดาวเอปไซลอนสารถี

ภาพวาดตามจินตนากรของศิลปิน โดยอาศัยข้อมูลจากกล้องสปิตเซอร์ แสดงภาพของจานฝุ่นที่บังมีลักษณะฟูหนา แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าจานที่บังมีความบางมาก (จาก spitzer)

ด้วยการใช้เทคนิคอินเตอร์เฟอโรเมทรี ทำให้นักดาราศาสตร์มองเห็นการบังดาวได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ภาพนี้แสดงจานฝุ่นมืดทึบเข้าบังดาวเอปไซลอนสารถี ซึ่งเกิดขึ้นทุก 27 ปี



14 เม.ย. 2553
ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=3รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย


ในบรรดาดาวฤกษ์ที่พิสดารที่สุดบนท้องฟ้า ดาวเอปไซลอนสารถี (Epsilon Aurigae) คงต้องอยู่ในอันดับต้น นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาดาวดวงนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1821 พบว่าทุก 27 ปี ดาวดวงนี้จะหรี่แสงลง 2.9 - 3.8 อันดับเป็นเวลา 640-730 วัน แม้ส่วนใหญ่จะคิดเห็นตรงกันว่าเป็นดาวแปรแสงประเภทดาวคู่อุปราคา นั่นคือประกอบด้วยดาวฤกษ์สองดวงโคจรรอบกันเองโดยมีระนาบการโคจรหันข้างมายังโลก เมื่อสังเกตจากโลกจึงพบการหรี่แสงลงรอบละสองครั้งซึ่งเกิดจากการบังกันเองระหว่างดาวทั้งสอง

แต่ในกรณีของดาวเอปไซลอนสารถี ดาวดวงรองที่บังดาวหลักมีความสว่างต่ำมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสิ่งที่มาบังนั้นอาจไม่ใช่ดาว อาจเป็นหลุมดำ หรือสิ่งอื่น

ทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่า สิ่งที่เข้ามาบังดาวฤกษ์หลักนั้นเป็นจานฝุ่นแน่นทึบ หันเอาด้านขอบชี้มายังโลกเกือบพอดี ทฤษฎีนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาพถ่ายล่าสุดที่ถ่ายโดยอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน
คณะสำรวจจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้พัฒนาอุปกรณ์ใหม่มีชื่อว่า เมิร์ก (MIRC--Michigan Infra-Red Combiner) ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคอินเตอร์เฟอโรเมทรีในการรวมแสงจากแถวลำดับกล้องโทรทรรศน์ชารา (CHARA) ที่ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยจอร์เจียสเตตและขยายขึ้นเพื่อให้ได้ภาพที่เหมือนกับกล้องที่ใหญ่กว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลถึง 100 เท่า ผลที่ได้ก็คือ ภาพที่แสดงความสว่างที่แตกต่างกันบนพื้นผิวของดาวเลยทีเดียว ต่างจากในอดีตที่ทำได้เพียงมองเห็นจุดแสงเท่านั้น นี่ทำให้นักดาราศาสตร์ได้เห็นภาพการเกิดอุปราคาของดาวดวงอื่นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก

ภาพที่ได้ไม่ได้แสดงภาพสีสันของจานฝุ่น เพราะมืดสนิท แต่มองเห็นภาพเงาเป็นโครงร่างที่ไปบังภาพดาวเอปไซลอนสารถีเท่านั้น

นับเป็นโชคประการหนึ่งที่ขณะนี้อยู่ในช่วงที่เกิดอุปราคาอยู่พอดี การบังครั้งปัจจุบันเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2552 และได้กลายเป็นมหกรรมการสำรวจครั้งใหญ่โดยนักดาราศาสตร์ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นจากทั่วโลกร่วมกันเฝ้าสำรวจดาวดวงนี้

ภาพถ่ายที่ได้ในครั้งนี้นอกจากจะสนับสนุนทฤษฎีจานฝุ่นแล้ว ยังพบว่าจานนี้บางแบนมาก แต่ยังมีส่วนที่เป็นชั้นโปร่งแสงที่พอมองผ่านได้ขณะที่บังดาวเอปไซลอนสารถี ภาพวาดตามแบบจำลองของดาวดวงนี้ตามข้อมูลใหม่จึงวาดให้จานฝุ่นมีลักษณะแบนเหมือนโรตี แทนภาพเดิมที่อิงจากข้อมูลสำรวจจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ซึ่งให้ภาพของจานนี้หนาฟูเหมือนก้อนเหมือนโดนัท

เนื่องจากวัตถุที่บังมืดมาก จึงมองไม่เห็นการสะท้อนแสงใด นักดาราศาสตร์ยังหวังว่าการบังกันครั้งต่อไปอาจจะมีแสงกระเจิงออกมาให้ศึกษาได้บ้าง แต่การทำอย่างนั้นจำป็นต้องใกล้กล้องที่มีกำลังแยกภาพสูงและช่วงความยามคลื่นกว้างมากด้วย

ที่มา:

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

พฤหัสเย็น ดาวเคราะห์ชนิดใหม่

23 มี.ค. 2553รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=31
เมื่อปี 2538 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น หรือดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก ก่อนหน้าการค้นพบนั้น นักดาราศาสตร์คาดหวังว่า ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นน่าจะมีลักษณะไม่ต่างจากดาวเคราะห์ครอบครัวระบบสุริยะของเรามากนัก แต่การค้นพบก็ทำให้ต้องประหลาดใจไปตามกัน เพราะดาวเคราะห์ที่พบเป็นดาวเคราะห์แก๊สมีขนาดใหญ่กว่ามาก ซ้ำยังโคจรรอบดาวฤกษ์ในระยะใกล้มาก มีอุณหภูมิพื้นผิวเกิน 1,000 องศาเซลเซียส โคจรครบรอบภายในไม่กี่วัน ซึ่งมีลักษณะต่างจากดาวเคราะห์ที่นักดาราศาสตร์รู้จักโดยสิ้นเชิง
จนถึงปัจจุบัน นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นแล้วกว่า 400 ดวง ในจำนวนนี้ เกือบทั้งหมด ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ดวงแรกที่พบ
นักดาราศาสตร์เรียกดาวเคราะห์ประเภทนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า "พฤหัสร้อน"
ในปี 2551 ดาวเทียมคอรอตของฝรั่งเศสค้นพบดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง อยู่ห่างออกไป 1,500 ปีแสงในกลุ่มดาวงู ชื่อ คอรอต-9 บี (CoRoT-9b) ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์ครบรอบภายในเวลา 95 วัน ซึ่งมากกว่าคาบของดาวพุธเล็กน้อย (88 วัน)
เช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีมวลประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของดาวพฤหัสบดี แต่ที่น่าสนใจก็คือ มีอุณหภูมิพื้นผิวประมาณ -20 ถึง 160 เซลเซียส ช่วงอุณหภูมิที่ห่างกันมากนี้เกิดจากความไม่แน่นอนของจำนวนและอัตราสะท้อนแสงของเมฆในบรรยากาศชั้นสูงของดาวเคราะห์ดวงนี้
นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวคอรอต-9 บี จากการตรวจจับแสงดาวฤกษ์ที่หรี่ลงจากดาวเคราะห์ผ่านหน้า ดาวเคราะห์ที่ค้นพบด้วยวิธีนี้มีเพียง 70 ดวงเท่านั้น
การที่ดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์ หมายความว่าแสงจากดาวฤกษ์จะส่งผ่านบรรยากาศของดาวเคราะห์มายังโลก ทำให้นักดาราศาสตร์ทราบขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของดาวเคราะห์ได้
จึงนับเป็นเรื่องดีที่นักดาราศาสตร์จะได้ศึกษาดาวเคราะห์ต้นแบบของประเภทพฤหัสเย็นได้ในเชิงลึก

ที่มา:

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

ซูเปอร์ซูเปอร์โนวา

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=30

ซูเปอร์ซูเปอร์โนวา

23 มี.ค. 2553รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย 
          ทฤษฎีทางฟิสิกส์ดาวฤกษ์กล่าวว่า เมื่อดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์แบบดวงอาทิตย์สิ้นอายุขัย จะเปลี่ยนจากดาวฤกษ์เป็นดาวแคระขาว
และดาวแคระขาวทุกดวงมีมวลไม่เกิน 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ขีดจำกัดจันทรา (Chandrasekhar's limit) 
          หากดาวแคระขาวได้รับมวลสารจากที่อื่น เช่นดาวฤกษ์สหาย จนมีมวลมากขึ้นถึงขีดจำกัดจันทรา ดาวจะระเบิดขึ้นเป็นซูเปอร์โนวาชนิดหนึ่ง เรียกว่าซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอ
          การที่ดาวแคระขาวทุกดวงมีขีดจำกัดเท่ากัน หมายความว่าเมื่อดาวแคระขาวกลายเป็นซูเปอร์โนวา จะมีมวลก่อนระเบิดเท่ากัน นั่นคือ 1.4 มวลสุริยะ นั่นจะทำให้ซูเปอร์โนวาชนิดนี้มีความสว่างสัมบูรณ์เท่ากันด้วย 
          สมบัติอันอัศจรรย์นี้ ทำให้นักจักรวาลวิทยาได้ใช้ซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอ เป็นเครื่องมือในการวัดระยะทางระหว่างดาราจักร การทราบระยะทางระหว่างดาราจักรมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าใจการขยายตัวของเอกภพ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต ตลอดจนเข้าใจถึงธรรมชาติของพลังงานมืด 
          แต่ระยะหลังมานี้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่า ทฤษฎีนี้อาจมีปัญหา เพราะพบว่าซูเปอร์โนวาชนิด 1 เอบางดวงมีความสว่างมากผิดปกติ จนน่าเชื่อว่ามวลตั้งต้นของซูเปอร์โนวาน่าจะสูงกว่าขีดจำกัดจันทรา นับตั้งแต่ปี 2546 พบซูเปอร์โนวาแบบนี้มาแล้วสี่ดวง นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อซูเปอร์โนวาประเภทนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า "ซูเปอร์จันทรา"
          ริชาร์ด สเกลโซ จากมหาวิทยาลัยเยล ได้วัดมวลของดาวแคระขาวที่เป็นต้นกำเนิดของซูเปอร์โนวาเอสเอ็น 2007 ไอเอฟ (SN 2007if) และยืนยันว่า มีมวลมากถึง 2.1 เท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งสูงกว่าขีดจำกัดจันทราอยู่มาก นอกจากนี้ยังค้นพบด้วยว่าความสว่างที่เกินปกติไม่ได้มาจากดาวแคระขาวเพียงอย่างเดียว แต่บางส่วนยังมาจากชั้นแก๊สที่สาดออกมาทั้งก่อนและหลังการระเบิดด้วย
          สเกลโซเชื่อว่า เอสเอ็น 2007 ไอเอฟ น่าจะเกิดจากดาวแคระขาวสองดวงรวมกันมากกว่าที่จะเกิดจากดาวแคระขาวเพียงดวงเดียว 
          การค้นพบนี้จะทำให้นักวิทยาศาสตร์สร้างแบบจำลองทางโครงสร้างของซูเปอร์โนวาประเภทนี้และเข้าใจในวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ในระบบนี้ได้ดียิ่งขึ้น
          ซูเปอร์โนวาเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ทฤษฎีเกี่ยวกับอนาคตของเอกภพและทฤษฎีความโน้มถ่วง ดังนั้นหากความเข้าใจเรื่องซูเปอร์โนวาที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง ก็คงต้องมีการชำระทฤษฎีทางดาราศาสตร์ขนานใหญ่เลยทีเดียว

ดาวเคราะห์เดือนนี้ (มีนาคม 2553)

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/planets/

ดาวเคราะห์เดือนนี้ (มีนาคม 2553)

1 มีนาคม 2553วรเชษฐ์ บุญปลอด

ดาวพุธ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกือบตลอดเดือนมีนาคมโดยอยู่ร่วมทิศกับดวงอาทิตย์ที่ตำแหน่งร่วมทิศแนววงนอก (superior conjunction) ในวันที่ 14 มีนาคม ทำให้ไม่เห็นดาวพุธเกือบตลอดทั้งเดือน วันที่ 31 มีนาคม หรือ 1 เมษายน อาจเริ่มเห็นดาวพุธอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาพลบค่ำใกล้ ๆ ดาวศุกร์ ดาวพุธจะอยู่ทางขวามือเยื้องไปทางด้านล่างของดาวศุกร์ ขณะนั้นดาวพุธสว่างด้วยโชติมาตร -1.0 ขนาดเชิงมุม 6 พิลิปดา ด้านสว่างคิดเป็นพื้นที่ราว 70% ของพื้นผิวทั้งหมด หลังจากนั้นดาวพุธจะอยู่ใกล้ดาวศุกร์ด้วยระยะห่างราว 3 ถึง 4 องศาไปตลอด 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน

ดาวศุกร์ (โชติมาตร -3.9) หลังจากอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาตลอด 4 เดือน ราวกลางเดือนมีนาคมนี้ดาวศุกร์จะกลับมาปรากฏเป็นดาวประจำเมืองบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ มองเห็นดาวศุกร์ได้ทางทิศตะวันตก ดาวศุกร์อยู่สูงจากขอบฟ้าไม่มากนักในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืด มันอยู่ในกลุ่มดาวปลาเกือบตลอดทั้งเดือน ดาวศุกร์เข้าไปในเขตของกลุ่มดาวซีตัสในช่วงกลางเดือน นาน 2-3 วัน ก่อนเข้าสู่กลุ่มดาวปลาอีกครั้ง และย้ายเข้าสู่กลุ่มดาวแกะในวันที่ 31 มีนาคม ตลอดเดือนนี้ขนาดปรากฏของดาวศุกร์ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจาก 10.0 เป็น 10.5 พิลิปดา พื้นผิวด้านสว่างลดลงจาก 98% เป็น 95%

ดาวอังคาร อยู่ในกลุ่มดาวปู เริ่มเห็นได้ขณะมันอยู่สูงเหนือท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาพลบค่ำ หลังจากนั้นไม่นานดาวอังคารจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดบนท้องฟ้าเหนือศีรษะ แล้วคล้อยต่ำลงไปทางทิศตะวันตก ต้นเดือนดาวอังคารตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 4 ครึ่ง ปลายเดือนตกลับขอบฟ้าเร็วขึ้นอีก 2 ชั่วโมง เดือนนี้ความสว่างและขนาดปรากฏของดาวอังคารยังคงลดลง โชติมาตรเปลี่ยนแปลงจาก -0.6 ไปเป็น +0.2 เส้นผ่านศูนย์กลางเชิงมุมลดลงจาก 12.1 เป็น 9.3 พิลิปดา ค่ำวันที่ 25 มีนาคม ดวงจันทร์จะอยู่ทางทิศใต้ (ขวามือเมื่อหันหน้าไปทางทิศตะวันออก) ของดาวอังคารด้วยระยะห่าง 4 องศา

ดาวพฤหัสบดี (โชติมาตร -2.0) อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ดาวพฤหัสบดีอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์ จากนั้นราวปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน น่าจะเริ่มเห็นดาวพฤหัสบดีได้บริเวณใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืด

ดาวเสาร์ อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาว ต้นเดือนดาวเสาร์จะขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกด้วยมุมเงยมากกว่า 15 องศาตั้งแต่เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ปลายเดือนเร็วขึ้นอีก 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นดาวเสาร์จะอยู่บนท้องฟ้าตลอดทั้งคืน วันที่ 22 มีนาคม ดาวเสาร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์และใกล้โลกที่สุดในรอบปี มีเส้นผ่านศูนย์กลางเชิงมุมตามแนวศูนย์สูตร 19.4 พิลิปดา พร้อมกับสว่างที่สุดด้วยโชติมาตร +0.5

วันที่ 29 มีนาคม ดวงจันทร์สว่างเกือบเต็มดวงจะอยู่ทางขวามือของดาวเสาร์ด้วยระยะเชิงมุม 7 องศา หากดูดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นวงแหวนซึ่งขณะนี้เอียงทำมุมกับแนวเล็งประมาณ 3-4 องศา และกำลังลดลงอย่างช้า ๆ จะทำมุมแคบที่สุด 1.7 องศาในปลายเดือนพฤษภาคมก่อนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ดาวยูเรนัส (โชติมาตร +5.9) อยู่ในกลุ่มดาวปลา ดาวยูเรนัสจะอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 17 มีนาคม จึงไม่สามารถสังเกตการณ์ได้ น่าจะเริ่มสังเกตได้อีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ดาวเนปจูน (โชติมาตร +8.0) ออกจากกลุ่มดาวแพะทะเลเข้าสู่กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำราววันที่ 24 มีนาคม ดาวเนปจูนจะออกห่างจากดวงอาทิตย์จนเริ่มสังเกตการณ์ได้ในเวลาเช้ามืดโดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนเมษายน มีช่วงเวลาที่สังเกตการณ์ได้ไม่นานก่อนท้องฟ้าสว่าง และมีมุมเงยเหนือขอบฟ้าไม่มากนัก แผนที่ตำแหน่งดาวเนปจูนแสดงไว้ในวารสารทางช้างเผือกฉบับคู่มือดูดาวประจำปี 2553 ข้อมูลดวงจันทร์ขึ้น-ตก ดูที่ เวลาดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ขึ้น-ตก

ดวงจันทร์ ครึ่งแรกของเดือนเป็นข้างแรม ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าทุกวันในเวลาเช้ามืด วันที่ 2 มีนาคม ดวงจันทร์อยู่ห่างดาวเสาร์ 9 องศา สองวันถัดมาดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวรวงข้าว เช้ามืดวันที่ 7 มีนาคม ดวงจันทร์อยู่ห่าง 2 องศาทางขวามือของดาวแอนทาเรสในกลุ่มดาวแมงป่อง วันที่ 14 มีนาคม น่าจะเป็นวันสุดท้ายที่เห็นดวงจันทร์เป็นเสี้ยวบาง ๆ ในเวลาเช้ามืดก่อนจันทร์ดับซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม

วันที่ 17 มีนาคม ดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบาง ๆ เหนือขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาพลบค่ำ สังเกตได้ดีในเวลาประมาณ 30 นาทีหลังดวงอาทิตย์ตก และยังเป็นวันที่ดวงจันทร์อยู่ทางขวามือของดาวศุกร์ด้วยระยะเชิงมุม 6 องศา ค่ำวันที่ 25 มีนาคม ดวงจันทร์จะอยู่ใกล้ดาวอังคาร ห่างเพียง 4 องศา วันที่ 27 และ 29 มีนาคม ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวหัวใจสิงห์และดาวเสาร์ ตามลำดับ จากนั้นมันจะสว่างเต็มดวงในวันที่ 30 มีนาคม เดือนนี้มีปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวฤกษ์ที่น่าสนใจ 3 ครั้ง คือ ในเช้ามืดวันที่ 7 มีนาคม ค่ำวันที่ 18 มีนาคม และคืนวันที่ 24 มีนาคม ดูรายละเอียดในวารสารฉบับคู่มือดูดาว


วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

แสงออโรร่าบนดาวเสาร์


ในเดือนมกราคมและมีนาคม ปี พ.ศ. 2552 นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกภาพดาวเสาร์ขณะที่วงแหวนของดาวเสาร์อยู่ในแนวสายตาซึ่งเป็นโอกาสดีในรอบ 30 ปี ผลที่ได้เป็นภาพวิดีโอแสดงให้เห็นแสงออโรร่าขั้วทั้งสอง ซึ่งเกิดจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าวิ่งไปตามสนามแม่เหล็กของดาวทำปฏิกิริยากับก๊าซในบรรยากาศชั้นสูงที่ถูกกระตุ้นโดยลมสุริยะ ซึ่งคล้ายกับปรากฏการณ์ที่เกิดในบรรยากาศโลก

ปี พ.ศ. 2552 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ(Hubble Advance Camera) สำหรับสำรวจข้อมูล ได้ถูกบันทึกวิดีโอในช่วงที่ดาวเสาร์เกิดแสงที่ขั้วทั้งสอง นักดาราศาสตร์วิเคราะห์ว่า แสงออโรร่าที่ปรากฏบนขั้วเหนือมีน้อยกว่าขั้วใต้ เพราะว่าความเข้มของสนามแม่เหล็กกระจายไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งดาว จึงสรุปได้ว่าความเข้มสนามแม่เหล็กที่ขั้วเหนือนั้นมีมากกว่าขั้วใต้ของดาวเสาร์ นอกจากนี้ยังเห็นภาพดวงจันทร์บริวารโคจรผ่านหน้าดาวเสาร์อีกด้วย

แหล่งที่มา : http://hubblesite.org/newscenter/archive/releases/2010/09/video/a/
เรียบเรียงโดย : วทัญญู แพทย์วงษ์
ฝ่ายฝึกอบรมและบริการถ่ายทอดองค์ความรู้
สำนักบริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Suspected asteroid collision leaves trailing debris

A Friend Wants to Tell You About Astronomy Magazine!

A friend of yours has elected to send you a link to an article on the Astronomy.com web site. Click the link below to go to the page now.

http://www.astronomy.com/asy/default.aspx?c=a&id=9113

Suspected asteroid collision leaves trailing debris
New Hubble images show a complex X-pattern of debris near the nucleus of a comet-like object.
Provided by NASA and STScI
February 2, 2010
NASA's Hubble Space Telescope has observed a mysterious X-shaped debris pattern and trailing streamers of dust that suggest a head-on collision between two asteroids. Astronomers have long thought the asteroid belt is being ground down through collisions, but such a smashup has never been seen before.

Asteroid collisions are energetic, with an average impact speed of more than 11,000 mph (17,700 km/h), or 5 times faster than a rifle bullet. The comet-like object imaged by Hubble, called P/2010 A2, was first discovered by the Lincoln Near-Earth Asteroid Research, or LINEAR, program sky survey January 6. New Hubble images taken January 25 and 29 show a complex X-pattern of filamentary structures near the nucleus.

"This is quite different from the smooth dust envelopes of normal comets," said principal investigator David Jewitt of the University of California at Los Angeles. "The filaments are made of dust and gravel, presumably recently thrown out of the nucleus. Some are swept back by radiation pressure from sunlight to create straight dust streaks. Embedded in the filaments are comoving blobs of dust that likely originated from tiny unseen parent bodies."

Hubble shows that the main nucleus of P/2010 A2 lies outside its own halo of dust. Scientists have never seen this before in a comet-like object. The nucleus is estimated to be 460 feet (140 meters) in diameter.

Normal comets fall into the inner regions of the solar system from icy reservoirs in the Kuiper Belt and Oort Cloud. As a comet neasr the Sun and warms up, ice near the surface vaporizes and ejects material from the solid comet nucleus via jets. But P/2010 A2 may have a different origin. It orbits in the warm, inner regions of the asteroid belt where its nearest neighbors are dry rocky bodies lacking volatile materials.

This leaves open the possibility that the complex debris tail is the result of an impact between two bodies, rather than ice simply melting from a parent body.

"If this interpretation is correct, two small and previously unknown asteroids recently collided, creating a shower of debris that is being swept back into a tail from the collision site by the pressure of sunlight," Jewitt said.

The main nucleus of P/2010 A2 would be the surviving remnant of this so-called hypervelocity collision.

"The filamentary appearance of P/2010 A2 is different from anything seen in Hubble images of normal comets, consistent with the action of a different process," Jewitt said. An impact origin also would be consistent with the absence of gas in spectra recorded using ground-based telescopes.

The asteroid belt contains abundant evidence of ancient collisions that have shattered precursor bodies into fragments. The orbit of P/2010 A2 is consistent with membership in the Flora asteroid family, produced by collisional shattering more than 100 million years ago. One fragment of that ancient smashup may have struck Earth 65 million years ago, triggering a mass extinction that wiped out the dinosaurs. But, until now, no such asteroid-asteroid collision has been caught "in the act."

At the time of the Hubble observations, the object was approximately 180 million miles (290 million km) from the Sun and 90 million miles (145 million km) from Earth. Hubble's new Wide Field Camera 3 (WFC3) recorded the images.

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ค้นคว้า ฟ้าดาว ตอน : สมาชิก SNS อย่าพลาด!! ปรากฎการณ์เดียวที่ท่านจะอยู่ใต้เงาจันทร์

สุริยุปราคาบางส่วน  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2553
อีกครั้งของชีวิตที่จะได้อยู่ภายใต้เงาจันทร์
  • วันที่ 15 มกราคม 2553   จะเกิดสุริยุปราคาบางส่วนขึ้น   โดยประเทศไทยจะเห็นได้ทุกภูมิภาค  แต่ละภูมิภาคจะเห็นปรากฏการณ์นี้ขึ้นในเวลาแตกต่างกัน   ปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งนี้จะเกิดนานที่สุดในภาคเหนือ  คือประมาณ 3 ชั่วโมง    ซึ่ง ณ จังหวัดเชียงรายนั้น   ดวงจันทร์จะเริ่มบังดวงอาทิตย์ในเวลา 14:02 น.   บังมากที่สุดในเวลา 15:41 น. และสิ้นสุดเหตุการณ์ในเวลา 17:04 น.     โดยดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 75.3 ของพื้นที่ดวงอาทิตย์ 
  • งานนี้หอดูดาวมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย   ก็จัดกิจกรรมตั้งกล้องให้ดูด้วย   ในวันที่ 15 มกราคม 2553    ระหว่างเวลา  14:00-16:00 .  เพื่อสังเกตการณ์สุริยุปราคาในครั้งนี้  ทางหอดูดาวฯ จึงอยากเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในเวลาดังกล่าว    โดยในครั้งนี้จะมีการแจกแว่นตาดูดาวงอาทิตย์ (มีจำนวนจำกัด)ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม 
  • รายละเอียดสำหรับสุริยุปราคาครั้งนี้   และวิธีการสังเกตสุริยุปราคาอย่างปลอดภัยต้องทำอย่างไร   ติดตามได้จาก http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=494&Itemid=   นะคะ
  • แม้จะครั้งนี้   คนไทยจะได้ชมสุริยุปราคาเพียงบางส่วน   เพราะเงามัวของดวงจันทร์พาดผ่านประเทศไทย      (และ ในปี พ.ศ.2555  จะเกิดสุริยุปราคาบางส่วนอีกครั้งในไทย )      แต่ก็มิควรพลาดที่จะชม       เพราะหากจะรอดูสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย  จะต้องรออีก 60 ปี  นะคะ