แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิมุติ วสะหลาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิมุติ วสะหลาย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วงแหวนของดวงจันทร์เรีย

รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย

ดวงจันทร์ เรีย (Rhea) เป็นบริวารดวงหนึ่งของดาวเสาร์ เมื่อไม่นานมานี้เองที่นักดาราศาสตร์พบว่าดวงจันทร์ดวงเล็กดวงนี้มีความพิเศษไม่เหมือนบริวารดวงใดในระบบสุริยะ นั่นคือมีวงแหวนเป็นของตัวเองด้วย นับเป็นวัตถุแข็งเพียงดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีวงแหวน

เรียโคจรรอบดาวเสาร์อยู่ในสนามแม่เหล็กของดาวเสาร์ ซึ่งทำให้เกิดฟองของอนุภาคประจุไฟฟ้าขึ้นรอบดาวเสาร์ ระหว่างที่ยานแคสซีนีของนาซาเข้าใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้ในปี 2548 นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการคาดว่ายานจะรับสัญญาณได้ตกลงไปเนื่องจากดวงจันทร์เรียเข้าบดบังอนุภาคเหล่านั้น

ข้อมูลจากยานเผยว่า ยานพบการตกลงของระดับสัญญาณจริง แต่การตกลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ดวงจันทร์เรียบดบังเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นหลายตำแหน่งนอกรัศมีของเรียอีกด้วย

คำอธิบายที่ดีที่สุดของปรากฏการณ์นี้ก็คือ ดวงจันทร์ดวงนี้มีสายของเศษวัสดุโคจรล้อมรอบอยู่ ซึ่งก็คือวงแหวนนั่นเอง

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ มัททิว ทิสคาริโน จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลในนิวยอร์ก ได้วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่าย 65 ใบจากยานแคสซีนีที่ถ่ายระหว่างปี 2551 และ 2552 ทั้งภาพถ่ายตามแสงอาทิตย์และภาพย้อนแสงอาทิตย์กลับไม่พบหลักฐานใดที่แสดงว่ามีวงแหวนล้อมรอบดวงจันทร์เรียเลย ซึ่งขัดแย้งต่อทฤษฎีวงแหวนอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามการวิจัยใหม่นี้ก็ยังไม่ให้คำตอบใด ๆ ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการสำรวจเมื่อปี 2548 นั้นได้

เรื่องวงแหวนของเรีย จึงยังต้องเป็นปริศนาต่อไป

ที่มา:

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาจมีดาวเคราะห์น้อยชนโลกในปี 2725

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=48
Researchers Say Asteroid Has 1 in 1,000 Chance of Hitting Earth in 2182 - Universetoday.com
5 ส.ค. 2553 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย


โปรดจดจำและจับตาดาวเคราะห์น้อย 1999 อาร์คิว 36 (1999 RQ36) ให้ดี เพราะนักดาราศาสตร์จากสเปนพบว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาสราว 1 ใน 1,000 ที่จะพุ่งชนโลกใน พ.ศ. 2725

อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับตัวเลขนี้เกินไป เพราะโอกาสที่จะไม่ชนมีมากถึง 99.97200000 เปอร์เซ็นต์
คณะนักดาราศาสตร์นำโดยมาเรีย ยูจีเนีย ซันซาตูเรียว จากมหาวิทยาลัยบายาโดลิด ได้ติดตามและประเมินโอกาสในการชนของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไปจนถึงปี 2743 และได้ผลลัพท์ใหม่ที่แสดงโอกาสในการชนที่มากขึ้น จากการประเมินครั้งก่อนที่ประเมินว่ามีโอกาส 1 ใน 1,400 ที่จะชนโลกระหว่าง พ.ศ. 2712 ถึง พ.ศ. 2742 อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เกี่ยวกับวัตถุใกล้โลกขององค์การนาซาได้ประเมินว่ามีโอกาสอยู่ระหว่าง 1 ใน 3,850 กับ 1 ใน 3,570 ที่จะชนโลกในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2725

ดาวเคราะห์น้อย 1999 อาร์คิว 36 เป็นเป้าหมายหนึ่งที่นักดาราศาสตร์สนใจที่จะส่งภารกิจสำรวจและเก็บตัวอย่างกลับโลก เพื่อที่จะได้เข้าใจองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะดวงที่มีแนวโน้มคุกคามโลกเช่นดวงนี้

1999 อาร์คิว 36 มีขนาดประมาณ 560 เมตร หรือใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยชื่อดังอย่างอะโพฟิส ที่เคยเป็นข่าวครึกโครมเนื่องจากมีโอกาสที่จะชนโลกใน พ.ศ. 2579 ถึงกว่าสองเท่า

สำหรับการประเมินล่าสุดของ อะโพฟิส พบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาส 1 ใน 250,000 ที่จะชนโลกในปี 2579 และในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2572 จะเข้าเฉียดโลกด้วยระยะห่างเฉียดฉิวที่เป็นสถิติเพียง 29,300 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้การโคจรมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงเมื่อเข้าใกล้วัตถุหนักดวงอื่น นอกจากนี้ยังมีผลจากปรากฏการณ์ยาร์คอฟสกี ซึ่งเป็นผลจากความไม่สมดุลของรังสีความร้อนที่ตกกระทบบนดาวเคราะห์น้อยในแต่ละด้าน คาดว่าการวัดปริมาณของปัจจัยย่อยดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

"นับว่าโชคดีที่เราค้นพบวัตถุดวงนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ หากเราค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้หลัง พ.ศ. 2623 ระยะเวลาเตรียมตัวป้องกันจะกระชั้นมาก และขณะนี้เราก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะรับมือกับสถานการณ์ภายในเวลาสั้นอย่างนั้นได้" ซันซาตูเรียวกล่าว นักสำรวจคณะนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปีซา เจพีแอลของนาซา และไอเอ็นเอเอฟ-ไอเอเอสเอฟ-โรม (INAF-IASF-Rome) ของอิตาลี

ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว องค์การนาซาได้เสนอภารกิจสำรวจดาวเคราะห์น้อยใหม่ ภารกิจนี้มีเป้าหมายในการสำรวจดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ มีชื่อว่า โอซิริส-เรกซ์ (OSIRIS-Rex--the Origins, Spectral Interpretation Resource Identification, and Security, Regolith Explorer) ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของโครงการนิวฟรอนเทียร์ หากภารกิจนี้ผ่านการอนุมัติ ยานก็จะออกเดินทางขึ้นสู่อวกาศได้ในราวปี 2561 ภารกิจนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกำเนิดของระบบสุริยะ และอาจรวมถึงต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และอาจเป็นภารกิจแรก ๆ ที่จะได้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยเบี่ยงเบนเส้นทางโคจรได้อย่างไร

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พบน้ำบนดาวเคราะห์น้อย

เชื่อกันว่า น้ำบนโลกน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากวัตถุจำพวกดาวหางที่มาชนโลกในยุคตั้งต้นของระบบสุริยะ ดาวหางมีน้ำแข็งอยู่มาก เมื่อมาพุ่งชนก็เอาน้ำมาทิ้งไว้บนโลกด้วย การชนครั้งแล้วครั้งเล่าได้ทำให้โลกกลายเป็นดาวเคราะห์ที่ชุ่มฉ่ำดังเช่นปัจจุบัน


แนวคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ดาวหางอาจไม่ใช่แหล่งน้ำเดียวของโลกก็ได้ เมื่อนักดาราศาสตร์พบว่าดาวเคราะห์น้อยก็มีน้ำแข็งได้เหมือนกัน

ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวคือ ดาวเคราะห์น้อย 24 เทมีส (24 Themis) ดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี หมุนรอบตัวเองครบรอบใช้เวลา 8.37 ชั่วโมง นักดาราศาสตร์จากสองคณะพบว่ามีน้ำแข็งบาง ๆ ปกคลุมอยู่

การค้นพบนี้ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้น เพราะเทมีสมีวงโคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่ร้อนพอที่จะทำให้น้ำแข็งบนดาวเคราะห์น้อยระเหยออกไปได้ แล้วเทมีสกลับมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่และคงอยู่ได้นับพันล้านปีอย่างนี้ได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสันนิษฐานว่า สาเหตุเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ จะต้องมีแหล่งกำเนิดน้ำแข็งอยู่ภายในดาวเคราะห์น้อยที่คอยคายน้ำออกมาเติมน้ำที่ระเหยไปอยู่เสมอ"ก่อนหน้านี้เคยคิดแต่ว่าดาวหางเท่านั้นที่จะนำน้ำมาที่โลกได้" แอนดรู ริฟกิน จากมหาวิทยาลัยฮอปกินส์ในลอเรลกล่าว "แต่ตอนนี้เราพบแล้วว่าการชนโดยดาวเคราะห์น้อยก็มีส่วนนำน้ำมาไว้บนโลกด้วยในปริมาณที่มีนัยสำคัญ"

คณะของริฟกินสำรวจดาวเคราะห์น้อย 24 เทมีสมาตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2551 มีการวิเคราะห์สเปกตรัมแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ในหลายย่านความถี่เพื่อค้นหาองค์ประกอบของพื้นผิว และพบว่าสัญญาณที่สะท้อนออกมาใกล้เคียงกับน้ำแข็งบวกกับสารอินทรีย์อีกจำนวนหนึ่ง

นอกจากงานของริฟกินแล้ว นักดาราศาสตร์อีกคณะหนึ่งที่นำโดย ฮับเบอร์โต แคมปินส์ จากมหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดา ก็ได้ทดลองเรื่องเดียวกันด้วยวิธีต่างกัน โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำงานร่วมกัน แต่ก็ยังได้ผลสรุปแบบเดียวกัน

นอกจากจะพบว่ามีน้ำแข็งอยู่บนดาวเคราะห์น้อยแล้ว ยังพบว่าน้ำแข็งนั้นกระจายอยู่ทั่วทั้งดวงอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะพบสารอินทรีและน้ำ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต แต่ปัจจัยอื่นบนดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีน้ำที่อยู่ในสถานะของเหลว ไม่มีบรรยากาศ และมีรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เข้มข้น ล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย 11 พ.ค. 2553
ที่มา:Ice asteroids likely source of Earth's water - COSMOS Magazine
http://thaiastro.nectec.or.th/news/viewnews.php?newsid=38

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดวงจันทร์

วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

คนแรกที่เสนอความคิดว่าดวงจันทร์เต็มไปด้วยภูเขาคือ ดีโมครีตัส นักปราชญ์ชาวกรีก มีอายุในช่วงปี 460-370 ปีก่อนคริสต์กาล

คนแรกที่เขียนแผนที่ของดวงจันทร์คือ ดับเบิลยู กิลเบิร์ต ในช่วงราว ๆ ปี พ.ศ.2143 ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2194 แผนที่นี้เขียนโดยการสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้น

ในปี 2535 พรรคนิวคาสเซิล กรีน ในอังกฤษ มีการกำหนดปฏิทินการประชุมพรรคโดยใช้ปฏิทินจันทรคติ โดยกำหนดให้ประชุมกันทุกวันจันทร์ดับ และปฏิบัติงานตามแผนทุกวันจันทร์เพ็ญ

คำว่า lunatic ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่า คนเพี้ยน คนไม่สมประกอบ เริ่มใช้ในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1290 แต่มีการใช้มาตั้งแต่ยุคโรมันแล้ว คำนี้มีรากศัพท์เกี่ยวกับดวงจันทร์เนื่องจากคนในยุคนั้น (รวมถึงยุคนี้บางคน) เชื่อว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมประหลาด ๆ ของมนุษย์

คนดังอย่าง เจมส์ วัตต์, เบนจามิน แฟรงคลิน และอีกหลายคน เคยถูกเรียกว่า lunatic มาก่อน ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนเพี้ยน แต่เป็นสมาชิกของสมาคมดวงจันทร์ (Lunar Society) ซึ่งเรียกสมาชิกของสมาคมว่า lunatic และสมาคมนี้ก็ไม่ได้ดำเนินงานเกี่ยวกับดวงจันทร์ แต่เป็นสมาคมสำหรับอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มีการจัดประชุมทุกคืนวันจันทร์ก่อนวันเพ็ญ ด้วยเหตุผลที่ว่าแสงจันทร์ใกล้เพ็ญจะช่วยส่องทางยามค่ำคืนเมื่อสมาชิกกลับบ้าน จึงมีชื่อสมาคมว่า Lunar Society

แผนที่ดวงจันทร์ชิ้นแรกที่เขียนโดยการสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์เขียนโดย โธมัส แฮริออต ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2262 ซึ่งแสดงรายละเอียดต่าง ๆ บนผิวดวงจันทร์ได้อย่างละเอียดและแม่นยำกว่าแผนที่ที่เขียนโดยกาลิเลโอในปี พ.ศ.2263 เสียด้วยซ้ำ

ภูเขาลูกแรกบนดวงจันทร์ที่มีการวัดความสูงกันคือ อัลเพนไนนส์ โดยกาลิเลโอ ในปี พ.ศ.2263

คนแรกที่อธิบายแสงจาง ๆ บนดวงจันทร์ด้านมืดในคืนจันทร์เสี้ยวคือ ลีโอนาร์โด ดา วินชี เขาอธิบายว่าแสงนั้นเกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากผิวโลกอีกทีหนึ่ง ซึ่งถูกต้องทุกประการ

ภาพถ่ายภาพแรกของดวงจันทร์ เป็นผลงานของ เจ ดับเบิลยู แดรเปอร์ ถ่ายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2383 ใช้กล้องโทรทรรศน์หักเหแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว เปิดหน้ากล้องนาน 20 นาที

การวัดอุณหภูมิพื้นผิวของดวงจันทร์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2412 ผลของการวัดครั้งนั้นคือ 100 องศาเซลเซียส (ตัวเลขที่แท้จริงในปัจจุบันคือ -163 ถึง 117 องศาเซลเซียส)

การวัดการสะท้อนเรดาร์ของดวงจันทร์เพื่อวัดระยะห่างเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1946 โดย แซด เบย์ ที่ฮังการี

การวัดระยะทางของดวงจันทร์ที่แม่นยำที่สุดในขณะนี้คือการวัดการสะท้อนของแสงเลเซอร์ ระยะทางเฉลี่ยที่วัดได้คือ 353911.218 กิโลเมตร

ทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ชื่อ ทะเลแห่งฝน(Mare Imbrium) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1300 กิโลเมตร ลึก 7 กิโลเมตร

ด้านไกลของดวงจันทร์มีทะเลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือ ทะเลตะวันออก (Mare Orientale) มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 กิโลเมตร

แอ่งที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์คือ South Pole-Aiken มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 2500 กิโลเมตร ลึก 13 กิโลเมตร ค้นพบโดยยานคลีเมนไทน์ ในปี พ.ศ.2537 เชื่อว่าแอ่งนี้มีอายุถึง 3800 ถึง 4300 ล้านปี เกิดจากอุกกาบาตที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 กิโลเมตร

เครเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์คือ เบลลี(Bailly) เส้นผ่านศูนย์กลาง 295 กิโลเมตร ลึก 3.96 กิโลเมตร

ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของโลกคือ เอเบิล 1 เป็นของสหรัฐอเมริกา ปล่อยจากฐานวันที่ 17 สิงหาคม 2501 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกที่ประสบผลสำเร็จคือ ลูนาร์ 1 ยานนี้ไม่ได้ลงจอด เพียงแต่ผ่านดวงจันทร์ไปและส่งข้อมูลกลับมายังโลก

ยานลำแรกที่ลงจอดบนดวงจันทร์คือ ยานลูนา 2 ซึ่งลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2502

ภาพถ่ายดวงจันทร์ด้านไกลภาพแรกถ่ายโดยยาน ลูนา 3 ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2502

ภาพยานอวกาศที่โคจรรอบดวงจันทร์ที่สามารถถ่ายได้จากโลกคือ ภาพของยานออร์บิเตอร์ 5 ถ่ายเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2511 โดย J. Fountain, S. Larson และ G. Kuiper ถ่ายด้วยกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงขนาด 100 นิ้วที่แคตาลีนา จุดของยานมีอันดับความสว่างประมาณ 12 ถึง 15

เที่ยวบินอวกาศเที่ยวบินแรกที่นำมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์คือ อะพอลโล 8 ในเดือน ธันวาคม พ.ศ.2511

นักบินคนแรกที่เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์คือ นีล อาร์มสตรอง ซึ่งเดินทางไปกับยานอะพอลโล 11 เขาได้เหยียบดวงจันทร์ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2512 คนถัดมาก็คือเอ็ดวิน อัลดริน

ยานอวกาศลำแรกที่นำตัวอย่างหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกโดยไม่มีนักบินคือ ลูนา 16 ปล่อยจากฐานในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2513

ศาสตราจารย์ทางธรณีวิทยาคนแรกที่เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์คือ แฮริสัน ชมิทท์ เดินทางไปกับยานอะพอลโล 17 ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2515

นักบินอวกาศคนล่าสุดที่ได้เหยียบดวงจันทร์คือ ยูจีน เซอแนน นักบินอวกาศยานอะพอลโล 17

ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของญี่ปุ่นคือ ฮะโกะโมะโระ ปล่อยจากฐานไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2533

การสังเกตการณ์ดวงจันทร์ในขณะดวงจันทร์เป็นเสี้ยวบางที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2515 โดยนาย อาร์. มอแรน จากแคลิฟอเนีย ด้วยกล้องสองตาขนาด 10 x 50 ในขณะนั้นดวงจันทร์มีอายุคาบเพียง 14 ชั่วโมง 53 นาที เท่านั้น

.

วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)

5 มกราคม 2548

ที่มา http://thaiastro.nectec.or.th/library/moontip/moontip.html