แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภิมลพรรณ อุ่นแก้ว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภิมลพรรณ อุ่นแก้ว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

โปรดเอื้อเฟื้อแก่คนปัญญาอ่อน (Idiots First)

โปรแกรมของคุณอาจไม่สนับสนุนการแสดงรูปภาพนี้เรื่อง: โปรดเอื้อเฟื้อแก่คนปัญญาอ่อน (Idiots First)
เขียนโดย: Bernard Malamud
แปลโดย: วิมล กุณราชา
สนพ.: นาคร
ปีพิมพ์: 2548


โปรดเอื้อเฟื้อแก่คนปัญญาอ่อน เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นโดยเบอร์นาร์ด มาลามัด นักเขียนระดับแนวหน้าชาวอเมริกันเชื้อสายยิว นอกจากนี้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ เนชั่นแนลบุ๊คอะวอร์ด และออสการ์ด้วย ทั้งหมดเป็นการการันตีว่างานเขียนของเขาน่าจะมีวรรณศิลป์อันวิไลแน่นอน จะว่าไปแค่ชื่อหนังสือไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ-- Idiots First หรือภาษาไทยก็ดึงดูดให้ซื้อหามาไว้ในครอบครองอยู่แล้ว พอได้อ่านแต่ละเรื่องจบ ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ ครั้ง นั่นคือ อึ้ง จนทำให้ต้องอ่านซ้ำๆ อยู่หลายครั้งในทุกๆ เรื่อง ไม่ใช่เพราะความอ่อนด้อยในการรู้หนังสือ หรือมีเนื้อหาที่ยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจ แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านรู้จักใช้ความละเมียดละไมในการอ่านและใส่ใจกับรายละเอียดต่างๆ ที่ผู้เขียนต้องการสื่อไปพร้อมๆ กับที่เหตุการณ์ ตัวละคร และเวลาก็เดินอย่างเนิบช้าไปตามจังหวะของมัน

เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของเมเดลพ่อผู้ชราพยายามหาทางส่งลูกชายวัย 39 ปี ที่ไม่เต็มเต็งไปให้พี่ชายอายุ 81 ปี ช่วยดูแล เพราะเขาไม่อาจดูแลลูกต่อไปได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาต้องการเงินอีกเพียง 35 เหรียญเท่านั้น เพื่อสมทบกับเงินที่เขามีอยู่ก็จะได้เป็นค่าตั๋วรถไฟให้ไอแซค แต่การหาเงินเพียง 35 เหรียญนั้น ทำให้เราได้เห็นเส้นแบ่งของมนุษยธรรม มิสเตอร์ฟิชเบียงเป็นคนมีฐานะดีและชอบทำบุญ แต่การทำบุญนั้นมีเงื่อนไขว่าจะทำบุญอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่อย่างน้อยเขาก็เอื้อเฟื้ออาหารชั้นดีให้เมนเดลและลูกหนึ่งมื้อ การวอนขอของเมนเดลไม่สำเร็จและเขาก็ปฏิเสธอาหารมื้อนั้น จากนั้นเขาเดินทางไปหาแรบไบ นักบวชในศาสนายิวซึ่งมีครอบครัวได้ แรบไบไม่ได้ให้เงินอย่างที่เมนเดลต้องการ เขาบริจาคเสื้อโค้ทตัวใหม่ให้เมนเดล แต่ภรรยาของแรบไบคัดค้านและยื้อแย่งเมื่อหล่อนได้ยินเมนเดลหลุดปากว่า “ไชล็อค” ออกมา สองพ่อลูกวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงสถานีรถไฟ เมนเดลต้องวอนขอความมีมนุษยธรรมอีกครั้งและครั้งนี้อาจต้องแลกด้วยชีวิต

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับจดหมายและเทดดี้ เขาอายุประมาณ 50 ปี หรือมากกว่านั้น เป็นชายร่างสันทัด ท่าทางปวกเปียกอยู่ในชุดของโรงพยาบาล จดหมายที่แกถืออยู่ในมือก็คงจะแก่พอๆ กัน เพราะแกถืออย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นจดหมายซองสีฟ้าหนาปึกที่ไม่ได้ปิดผนึก ข้างในมีกระดาษสีขาวนวลสี่แผ่นซึ่งว่างเปล่าจากรอยขีดเขียนใดๆ ที่ฝั่งตรงข้ามของประตูโรงพยาบาลมีตู้ไปรษณีย์ตั้งอยู่และเทดดี้มักเอามือลอดช่องลูกกรงยื่นไปทางนั้นเสมอ เขาขอร้องให้นิวแมน ชายหนุ่มที่มานั่งเป็นเพื่อนพ่อทุกบ่ายวันอาทิตย์ที่โรงพยาบาลช่วยทิ้งจดหมายให้หน่อย อันที่จริงการเอื้อเฟื้อแก่เท็ดดี้นั้นทำได้ง่ายยิ่งนัก เพียงแค่ช่วยส่งจดหมายหรือรับไว้แล้วส่งคืน แต่นิวแมนก็ไม่เคยทำให้ เขาบอกให้เทดดี้เอาไปส่งไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าห้องทำงานแพทย์ตามตึกต่างๆ อยู่หลายครั้ง วันหนึ่ง เท็ดดี้ถามเค้าว่า “ทำไมคุณไม่ทิ้งจดหมายให้ผม?” / “ก็ในนั้นมันไม่มีอะไร” นิวแมนตอบ / “คุณว่าเอาเอง” สายตาของเท็ดดี้เหม่อมองข้ามไหล่ของนิวแมนไปที่ตู้ไปรษณีย์เวลาที่เขาพูดคุย ราล์ฟเองก็เช่นกัน เขาอายุ 80 ปี และเป็นพ่อของเท็ดดี้ ทั้งคู่เคยผ่านสงคราม วันอาทิตย์หนึ่ง สองพ่อลูกยืนขวางประตูเหม่อมองไปที่ตู้ไปรษณีย์กับคำถามที่มีต่อนิวแมนว่า “ทำไมคุณไม่ช่วยหย่อนลงตู้ตอนออกไป?” เขาไม่รับจดหมายแล้วเดินจากไป ราล์ฟยืนตัวสั่นงกเงิ่นอยู่ที่ประตู “คุณมาเยี่ยมใครที่นี่ทุกวันอาทิตย์” แกร้องถามนิวแมน / “พ่อของผม” / “เขาเคยไปรบในสงครามอะไร” / “สงครามในหัวแกนั่นแหละ” / “เขาได้รับสิทธิ์ออกมาเดินเล่นไหม” / “ไม่ เขาไม่อนุญาต” / “ผมหมายถึง เขาเป็นบ้าใช่ไหม” / “ถูกแล้ว” นิวแมนตอบพลางเดินหนี / “คุณก็เป็นบ้าเหมือนกัน” ราล์ฟตะโกนตาม / “ทำไมคุณไม่กลับเข้ามาข้างในนี้ มาเดินเล่นกับพวกเราสิ”

เมื่อหน้าสุดท้ายของหนังสือถูกปิดลง ความรู้สึก อึ้ง ที่บอกไปเมื่อตอนแรกก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเกี่ยวข้องกับมนุษยธรรมที่อาจเป็นปัญหาคาใจมนุษย์ทุกคนเสมอมากับคำพูดที่ว่า “วันนี้ คุณเอื้อเฟื้อแก่ใครบ้างหรือหรือยัง !”

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

Book Review เรื่องเล่าชาววิกล โดย ภิมลพรรณ อุ่นแก้ว

เรื่อง: เรื่องเล่าชาววิกล

เขียน: เชอร์วูด แอนเดอร์สัน

แปล: ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล

สนพ.: สมมติ

ปีพิมพ์: 2552

หากหน้าต่างห้องนอนของคุณสูงเสียจนคุณมองเห็นต้นไม้ไม่ถนัดยามคุณตื่นนอนตอนเช้า คุณจะทำอย่างไร คุณจะเรียกช่างไม้มาต่อเติมเตียงนอนให้อยู่ในระดับหน้าต่าง หรือคุณจะขยายขอบหน้าต่างด้าน
ล่างให้ต่ำกว่าระดับเตียงนอน หรือจริงๆแล้ว คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญใดๆ กับชีวิตคุณเลย “อือ ก็อาจจะใช่” ใครบางคนคิด

แต่สำหรับนักเขียนชราแล้วเรื่องเตียงนอนสำคัญกับเขามาก เขานอนนิ่งแทบไม่ไหวติงอยู่บนเตียง หลายปีมาแล้วที่เขาถูกรบกวนด้วยเรื่องหัวใจที่เต้นอ่อนรัวเนื่องจากสูบจัด ยามเข้านอน ความคิดว่าตัวเองอาจตายลงในทันใดจะผุดขึ้นในใจเสมอ เขามิได้ตกใจกลัว แต่มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่อธิบายยาก มันทำให้ห้วงขณะที่เขาอยู่บนเตียงนอนมีชีวิตชีวากว่าเวลาใดๆ ครั้งนั้นช่างไม้แนะนำให้เขายกพื้นห้องเพื่อให้เตียงสูงขึ้น แต่ต่อมาช่างไม้ก็ต่อเติมไปตามวิธีของเขาทำให้นักเขียนในวัยล่วงหกสิบต้องช่วยตัวเองโดยใช้เก้าอี้ปีนขึ้นเตียงนอน และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่พอจะเข้าใจและยอมรับได้ของชาววิกลทั้งหลายในไวน์สเบิร์ก โอไฮโอ

เรื่องราวต่อมาเป็นเรื่องของวิง บิดเดิลโบม เจ้าของมือที่อยู่ไม่สุข มือคู่นั้นสร้างความกังวลใจไม่น้อยให้กับเจ้าของผู้ต้องการซ่อนมันให้พ้นสายตา เพราะมันมีที่มาจากความเข้าใจผิด บิดเดิลโบมเคยเป็นครูในเมืองเล็กๆ ในเพนซิลวาเนีย เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นเมื่อเด็กชายคนหนึ่งหลงรักครูหนุ่มและมีมโนภาพบางอย่างที่ไม่อาจพูดออกมาได้จนกลายเป็นเรื่องเคลือบแคลงและโจษขานกันไปทั่ว เรื่องนี้ไม่เยิ่นเย้อ เมื่อเด็กชายที่หลงไปในภาพฝันทั้งหลายสารภาพไปว่าครูเอาแขนโอบผมไว้ ครูเอานิ้วลูบไล้เส้นผมของผม ภายใต้สัมผัสลูบไล้คือเรื่องน่าสงสัยว่าเด็กอาจมีสัมพันธ์ใจกับครูหนุ่ม ยังไม่ทันได้อธิบายเรื่องอันใด เขาก็ถูกเสือกไสสภาพปางตายออกจากเมือง และมือที่สั่นไม่หยุดก็คือที่มาของชื่อนี้ วิง บิดเดิลโบม

นอกจากเรื่องของ วิง บิดเดิลโบมแล้ว เรื่องของอลิซ ไฮน์แมน สาววัยยี่สิบเจ็ดที่ยึดมั่นนความรักที่มีต่อเน็ด เคอร์รี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เธอเฝ้าคอยและรอการกลับมาของคนรักทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาจากไปแล้วและคงไม่มีวันกลับมา เธอจมอยู่ในความเศร้านานหลายปี ที่น่าเศร้าที่สุดคือเธอหวาดกลัวสถานะอันโดดเดี่ยวและอ้างว้างในชีวิต แต่วันหนึ่งในคืนฝนพรำเมื่อความเศร้าและความเหงามันเหลือจะทนแล้ว อลิซได้ผจญกับเหตุการณ์ที่ทำเอาหล่อนอกสั่นและสับสน หล่อนเปลื้องผ้าในความมืด ฟังเสียงฝนกระทบบานกระจกและตกอยู่ในห้วงปรารถนาอันประหลาดล้ำโดยมิได้หยุดตึกตรองในสิ่งที่คิดจะทำ หล่อนวิ่งออกไปกลางสายฝนและอยากทำอะไรผาดแผลงด้วยการวิ่งเปลือยกายไปบนถนน หลายปีแล้วที่หล่อนไม่เคยเปี่ยมด้วยความรู้สึกเยาว์วัยและห้าวหาญเช่นนี้ หน้าบ้านมีชายคนหนึ่งกำลังเดินงกเงิ่นกลับบ้าน เธอร้องเรียกเขา แต่เขาเป็นชายแก่หูค่อนข้างหนวก เขายกมือป้องปากและตะโกน “อะไร? ว่าไงนะ?” อลิซทิ้งกายลงกับพื้น นอนตัวสั่น หล่อนรู้สึกกลัวจับจิตเมื่อคิดถึงสิ่งที่ทำลงไป เมื่อชายผู้นั้นลับไปแล้ว หล่อนได้แต่คลานไปตามพื้นหญ้ากลับเข้าบ้าน มือไม้สั่นระริก ซุกหน้ากับหมอนร้องคร่ำครวญด้วยความร้าวรานใจ หล่อนเริ่มคิดและพยายามฝืนตัวเองให้กล้าเผชิญกับความจริงที่ว่า มีคนมากมายที่อยู่และตายไปเพียงลำพังในไวน์สเบิร์ก โอไฮโอ แห่งนี้

ทุกชีวิตที่อยู่ในไวน์สเบิร์ก โอไฮโอ ล้วนแล้วแต่มีความรู้สึกนึกคิดและมีบุคลิกแปลกแยก คนใกล้ตัวกลายเป็นคนแปลกหน้า ทุกคนพยายามแสวงหาที่ทางสักแห่งให้ตัวเองได้อยู่อย่างไม่รู้สึกเป็นอื่น สถานที่พำนักที่เรียกว่า “บ้าน” กลับให้ความรู้สึกขาดไร้ ท้องฟ้าและป่าไพรกลับให้ความสุขใจ ความหวังเปี่ยมด้วยพลังศรัทธาและปลุกสัญชาตญาณเดิมให้กลับมาเผชิญ “ความจริง”

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

ตามรอยพระศรีอาริย์

เรื่อง ตามรอยพระศรีอาริย์

ผู้เขียน ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ส.น.พ. way of book

ปีพิมพ์ ตุลาคม, 2551

กระแสของภาพยนตร์ 2012 ทำให้การพูดถึงวันสิ้นโลกฮือฮาขึ้นอีกคำรบหนึ่ง แต่เรื่องที่พูดถึงมาก่อนหน้านั้นในทุกศาสนาน่าจะเป็นความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับกาลครั้งหนึ่งในอนาคต จะมีผู้ซึ่งได้รับการเรียกขานกันว่า พระศรีอาริยเมตไตรย หรือพระเมตตรัย (Maitreya) ที่จะอุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้ ด้วยการขนานนามต่างกันไปหลากหลายเวอร์ชั่น แต่มุมมองและแง่คิดที่แฝงอยู่ในหนังสือ ตามรอยพระศรีอาริย์ นั้นดูจะมากกว่าการให้ความหวัง การรอคอย การมาถึงและปรากฏตัวของบุคคลจากอนาคตผู้นั้น

ตามรอยพระศรีอาริย์ เป็นเหมือนเรื่องในตำนานที่ชวนให้ผู้อ่านย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าของตำนานนั้นๆ รวบรวมแนวคิด วิธีคิด วิถีทางแห่งความเชื่อที่นำไปสู่ความเชื่อและศรัทธาอันเป็นรากฐานที่มาของบุคคลหนึ่งในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือแนะให้ผู้อ่านมองลึกไปกว่านั้น มากกว่าที่ตาเห็น หรือเชื่อแค่เรื่องที่ได้ฟังมา แต่ศึกษาให้ลึกซึ้งว่าความเชื่อที่ว่านั้น เชื่อแบบไหน เชื่ออย่างไรและมีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในศาสนาต่างๆ จริงหรือไม่ จากความเชื่อแปรเปลี่ยนเป็นความศรัทธาแต่จะกลายเป็นเรื่องบ้าๆ เหมือนฝันลมๆ แล้งๆ หรือเปล่า เหตุใดการเคลื่อนที่ของ จักรแก้ว หรือ ธรรม นั้น ต้องทำให้พระจักรพรรดิองค์เก่าต้องเสด็จออกผนวช แล้วเมื่อใดจักรแก้วจะกลับมาปรากฏตัวขึ้นใหม่ ความขาดตกบกพร่องไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในธรรมก่อให้เกิดการหมุนวนเป็นล้อเกวียนจนกลายเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงขึ้นตามลำดับ ความหวัง ความฝันของแต่ละปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มชนที่ผิดแผกแตกต่าง ทำให้ความเชื่อและความศรัทธาเป็นไปตามแบบฉบับของใคร-ของมัน

โลกแห่งจินตนาการของความเชื่อในเรื่องพระศรีอาริย์นั้น เป็นการจินตนาการถึงสังคมอนาคตที่เต็มไปด้วยความสุข ความสงบ สันติภาพ ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ซึ่งถือว่าเป็น “ไฮไลท์” ของความเชื่อนี้เลยก็ว่าได้ แต่แทนที่ข่าวคราวการปรากฏตัวของพระศรีอาริย์ หรือการป่าวประกาศว่ายุคพระศรีอาริย์มาถึงแล้วนั้น จะนำมาซึ่งสันติภาพ ความสุข ความสงบตามแบบฉบับในโลกอุดมคติ กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันโหดร้าย ทารุณ หดหู่ สร้างความผิดหวังซ้ำๆ ซากๆ ให้กับผู้ที่เชื่อถือ-ศรัทธาในพระศรีอาริยเมตไตรยรายแล้ว-รายเล่า

เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระศรีอาริย์นั้นไม่ได้มีเพียงศาสนาพุทธเท่านั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องของ มิโลโฟ พระศรีอาริย์แห่งดินแดนมังกร ต้นกำเนิดพระเมซซิอาห์ที่เป็นพระศรีอาริย์ในเวอร์ชั่นคริสต์ เรื่องของพระศรีอาริย์ที่เป็นปมปริศนาของชาวอารยันยุคโซโรอัสเตอร์ การแสวงหาของกิลกาเมช แรงปรารถนาแห่งการก้าวข้ามขอบเขตพรมแดนธรรมชาติ ชัยชนะของเทพพระเจ้าแห่งแสงสว่าง และแม้กระทั่งเรื่องราวจากสวนเอเดนถึงโลกพระศรีอาริย์

สวนเอเดนหรือสวนสวรรค์นั้นจะเคยมีอยู่จริงหรือไม่ และจะอยู่ที่ไหน ทุกวันนี้นักประวัติศาสตร์ นักสำรวจจำนวนไม่น้อยก็ยังค้นหากันอย่างชุลมุนวุ่นวาย วนไปวนมากับทฤษฎีต่างๆ ลัดเลี้ยวไปตามเขาวงกตต่อไปเรื่อยๆ ตามแผนที่ ตามตำนานและความเชื่อของใคร-ของมัน

ไม่ว่าสวนสวรรค์นั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่หากจะลองจินตนาการกันดูบ้าง อย่างน้อยก็คงต้องมีต้นไม้สักต้น อาจจะเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ต้นไม้แห่งปัญญา หรือถ้าจะได้รับโอกาสดีกว่านั้นและพอจะยื้อชีวิตและซื้อเวลาจากธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์ได้บ้าง อาจจะลองปลูกต้นไม้อตัมมยตาบ้างก็ได้ เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเมื่อบุคคลแห่งอนาคตที่เรารอคอยมาถึง อาจจะแวะพักลองลิ้มชิมรสของผลไม้จากอัตตาของมนุษย์ !

---------------------

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Review Books Reflex Lives by Tuck : The Way Back Home

เรื่อง The Way Back Home

เขียนโดย Oliver Jeffers

สนพ. Philomel Books

ปีพิมพ์ 2007

The Way Back Home เล่าเรื่องการเดินทางผจญภัยของเด็กชายคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากขั้วโลกใต้ เมื่อนำเรือเข้าเก็บในห้องเก็บของ เขาก็พบเครื่องบินเล็กโดยบังเอิญ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ในห้องนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเค้าก็ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้งทันที เครื่องบินมุ่งสู่ท้องฟ้า บินสูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่นานน้ำมันก็หมด ตอนนี้เด็กชายติดอยู่บนดวงจันทร์ เขาจะทำอย่างไรต่อไป ในห้วงอวกาศนั้นทั้งมืด เหงา โดดเดี่ยวและทำให้เขารู้สึกกลัว แม้เขาจะมีไฟฉายข้างกายแต่ไม่นานพลังงานก็หมด ในขณะเดียวกัน บนห้วงอวกาศนั้นยังมีอีกหนึ่งชีวิตที่ประสบปัญหาเช่นกัน ยานอวกาศลำนั้น...เครื่องยนตร์ขัดข้อง ทำให้มันร่วงหล่นอย่างไม่เป็นท่าอยู่บนเสี้ยวของดวงจันทร์...ดวงเดียวกัน

ทั้งเด็กชายและสิ่งมีชีวิตจากดาวอังคารต่างได้ยินเสียงประหลาด ทั้งคู่ต่างตกใจกลัว แต่เมื่อสองสายตาประสานกันในความมืดนั้น ต่างฝ่ายก็รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ทั้งสองช่วยกันหาทางซ่อมเครื่องยนตร์เพื่อจะได้แยกย้ายกันกลับบ้านของตน ทั้งคู่คิดว่าโลกอยู่ใกล้ดวงจันทร์มากที่สุด เด็กชายจึงโดดร่มลงทะเลและว่ายน้ำกลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้านเขาเหนื่อยล้ามาก เขาจึงใช้เวลาพักเหนื่อยไปกับการกินขนมและชมรายการโปรดทางทีวี แต่อีกชีวิตหนึ่งกำลังเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อและมีความหวัง เมื่อเด็กชายหายเหนื่อยแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองมีภารกิจที่ต้องทำ เขาเตรียมเครื่องมือและสิ่งของที่จำเป็น แล้วออกเดินทางอีกครั้ง เขาตะโกนเรียกสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ แต่มันคงไกลเกินไปที่ใครจะได้ยิน เขาจึงปีนขึ้นสู่ภูเขาสูง ไต่สูงขึ้น สูงขึ้นและสูงขึ้น แม้ครั้งนี้จะไม่มีเสียงตอบรับแต่กลับมีเชือกหย่อนลงมา เด็กชายจึงเริ่มไต่เชือกเพื่อกลับไปบนดวงจันทร์ เครื่องบินมีน้ำมันแล้ว ยานอวกาศก็ซ่อมเสร็จแล้ว ถึงคราวที่ทั้งสองต้องแยกย้าย..กลับบ้าน แต่จะเป็นไปได้ไหมที่เขาจะได้พบกันอีก...

ในนิทาน ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นได้ไร้ขีดจำกัดดยการใช้จินตนาการสรรค์สร้าง แม้จะเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ และแม้จะรู้สึกแปลกหน้าแต่เชื่อว่าการโคจรมาพบกันของสิ่งมีชีวิตนั้นน่าจะเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้ความเป็น เพื่อน ที่หาได้ยากเต็มทีในสังคมเมืองหรือแม้แต่คนที่อยู่รายรอบแล้ว ยังสอนให้เรารู้จักเปิดโอกาส การรอคอย การมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง เชื่อมั่นในคำสัญญาและรักษาสัญญา จะว่าไปแล้วหากเรามองย้อนกลับมาพิจารณาตัวละครและเหตุการณ์สมมติต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันก็คงจะไม่ต่างจากการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันมากนัก จะขาดก็เพียงแต่ มิตรภาพจากสิ่งมีชีวิตด้วยกันเท่านั้นเอง

--------------------------------


โดย ภิมลพรรณ อุ่นแก้ว

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Review Books Reflex Lives by Tuck

เรื่อง ท่าอากาศยานต่างความคิด
เขียนโดย อนุสรณ์ ติปยานนท์
สำนักพิมพ์ GM BOOKS
ปีพิมพ์ 2552

การเดินทางเป็นภาวะหนึ่งของสิ่งมีชิวิตและสิ่งไร้ชีวิต อาจเคลื่อนที่หรืออยู่กับที่ด้วยตัวเองหรือพาหะอื่นๆ การเดินทางมีหลากหลายรูปแบบ หลายเส้นทางและวิถีทาง แต่สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่คนเดินทางมากกว่าว่าจะเลือกเส้นทางใดให้กับตัวเอง ในอดีตการเดินทางเป็นไปเพื่อการขัดเกลาตัวเอง เพื่อละทิ้งอัตตาหรือความยึดมั่นในตัว เพื่อหลอมตัวเองเข้ากับโลกรอบๆ แต่ปัจจุบันการเดินทางของผู้คนกลับเป็นการแสวงหาสิ่งที่คิดว่าสำคัญโดยที่ไม่อาจรู้ว่า หรือไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร

ท่าอากาศยานต่างความคิด นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางไว้อย่างน่าสนใจและทำให้เราต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกนับครั้งไม่ถ้วนว่า การเดินทางของเรานั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหนและจะสิ้นสุดลงเมื่อใด การเดินทางที่ว่าเป็นการเดินทางภายใน เป็นการเดินทางของความคิดและจิตใจ อาจจะเดินทางเพื่อค้นหาจริยธรรม คุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจตน ดังคำกล่าวในนิกายเซนวว่า หากเราเดินทางตามความเชื่อที่ว่าเราทุกคนล้วนมีศักยภาพแห่งการเป็นบุคคลที่พร้อมตื่นจากอวิชชาอยู่ในตัว ความเชื่อเช่นนั้นสำคัญกว่าการรู้คำสอนมากมาย และหากเราเชื่อว่าสิ่งปฏิกูลที่เกาะเกี่ยวจิตใจอยู่นั้นล้วนถูกชำระทิ้งได้ การเดินทางตามความเชื่อนั้นก็น่าจะเป็นบททดสอบหนึ่งในสภาวะที่ชีวิตหาความเชื่อมั่นได้น้อยเต็มที มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนโดยเฉพาะเรื่องของความคิด แม้มันจะไม่มีชีวิต ไม่อาจจับต้องได้ แต่มันเป็นสิ่งที่เดินทางอยู่ตลอดเวลาและอยู่เหนือการควบคุมใดๆ ความคิดสามารถเดินทางกลับไปในอดีตได้เพราะอดีตเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ ความคิดเดินทางสู่อนาคตได้แม้จะมีข้อจำกัดแต่ก็สามารถคาดการณ์ได้ แต่ปัจจุบันคือสถานที่ที่ความคิดมีส่วนร่วมเดินทางมากที่สุด หากเราเข้าใจปัจจุบัน เราจะเริ่มมีส่วนร่วมและเลิกแบ่งแยกตัวเองออกจากสิ่งต่างๆ เราจะรู้สึกว่าเราอยู่ในโลกใบนี้อย่างแท้จริงและไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้อย่างโดดเดี่ยว ในไม่ช้าเราจะได้รู้จักความจริงที่ยิ่งใหญ่และซ่อนเร้นกว่าที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ

การเดินทางของมนุษย์เปรียบได้กับการเยียวยาจิตใจ เราเดินผ่านสิ่งต่างๆ ที่เราอาจไม่เคยรู้สึกถึงมันแม้จะเป็นการกระทำของตัวเราเอง แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาสะกิดต่อมความรู้สึก เราถึงกับร้องไห้อย่างต่อเนื่องไม่หยุด การเดินทางไปพร้อมๆ กับตัวละครทั้งในวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนตร์และอื่นๆ ก็เช่นกัน “ใช่...ทุกความปวดร้าว ทุกหยดน้ำตาล้วนขึ้นอยู่กับเรา” ดังประโยคสุดท้ายในเรื่อง ประวัติศาสตร์น้ำตา

เมื่อเราเดินทางมากขึ้น เชื่อมั่นในเส้นทางของตนเองมากขึ้น เราจะยอมรับความแตกต่างจากคนอื่นได้หากเขาจะมีทางเดินเป็นของตนเอง เพราะนั่นหมายถึงการเคารพสิทธิและความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ แต่หากเราออกเดินทางอย่างไร้จุดหมาย ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่แยแสใคร หลงลืมผู้อื่นและหลงลืมแม้กระทั่งตัวเอง เป็นการเดินทางอย่างลุ่มหลง และเมื่อกระบวนการคิดไม่สามารถควบคุมสภาพจิตใจได้ การเดินทางเที่ยวนั้นอาจกลายเป็นการทำลายล้างผู้อื่นและตัวเองก็เป็นได้


หากมนุษย์ตระหนักถึงการมีชีวิตอยู่
รักษาคุณสมบัติของการมีชีวิตอยู่โดยอยู่อย่างเจียมตน และเข้าใจเรื่องความตาย คงจะทำให้การออกเดินทางในแต่ละครั้งมีความหมายและรุ่มรวยไปด้วยสุนทรียะมากขึ้น ดั่งการซาบซึ้งกับศิลปะแบบ Memento Mori ที่ปรากฏอยู่ตามหลุมฝังศพหรือชั้นใต้ดินของอาสนวิหาร เพราะความตายนั้นไร้รูปและอาจแปรไปได้ในทุกสิ่ง อยู่ร่วมได้ในทุกสิ่ง มันอาจปรากฏตัวต่อหน้าเราโดยเราไม่รู้ตัวและอาจฝังตัวอย่างเงียบๆ ใน “ความเป็น” ของชีวิตเรา

นอกจากการเดินทางภายในแล้ว ท่าอากาศยานแห่งนี้ยังเปิดโลกทัศน์นักเดินทางให้มองไปยังโลกภายนอกเพื่อให้รู้ว่าแม้ความคิดและจิตใจของเราจะเดินทางอย่างไม่หยุดพัก แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้เสมอคือ Tempus Fugit -- เวลานั้นโบยบิน มันโบยบินอย่างต่อเนื่อง และไม่ย้อนคืน ดังสมดุลที่ไม่เคลื่อนที่สำหรับสิ่งมีชีวิต และปรากฏในลักษณะเดียวคือ... ความตาย


เขียนโดย
ภิมลพรรณ อุ่นแก้ว

อาจารย์ประจำสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

Creative Commons License
ท่าอากาศยานต่างความคิด โดย ภิมลพรรณ อุ่นแก้ว อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.