แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทความพิเศษ : แดนอาทิตย์อุทัยไม่ได้มี 'มูราคามิ' แค่คนเดียว

แดนอาทิตย์อุทัยไม่ได้มี 'มูราคามิ' แค่คนเดียว

ถ้าพูดถึงชื่อ "มูราคามิ" หลายๆ คนคงนึกถึงนักเขียนยอดนิยมช
าวญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในโลกวรรณกรรม (ของโลก) อย่าง ‘ฮารูกิ มูราคามิ’ ผู้โด่งดังและสร้างอิทธิพลให้นักอ่านทั่วโลกคลั่งใคล้จนแทบจะกลายเป็นศาสดาคนนึงกันเลยทีเดียว


หากแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ไม่ได้มีพระอาทิตย์ดวงเดียวเสียเมื่อไหร่ แต่ยังมี 'มูราคามิ' อีกผู้หนึ่ง ที่เปล่งประกายแสงส่องโดดเด่นเฉิดฉายไม่แพ้กัน เพียงแต่มูราคามิคนที่ว่านั้นโลดแล่นอยู่ในโลกศิลปะและดีไซน์ และมูราคามิคนที่ว่านั้นก็มีชื่อต้นว่า

“ทาคาชิ”

‘ทาคาชิ มูราคามิ’ (Takashi Murakami) เกิดในปี 1962 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พำนักและทำงานอยู่ในญี่ปุ่นและนิวยอร์ก จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ทางสาขา จิตรกรรมแนวประเพณีญี่ปุ่น (Nihonga) จาก Tokyo National University of Fine Arts and Music, ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1986, 1988 และ1993 และได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย UCLA (University of California, Los Angeles) ในปี 1998

ผลงานของเขามีอยู่มากมายหลายแขนง หลากสื่อ ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม โปสเตอร์ บิลบอร์ด งานออกแบบภายใน ของแต่งบ้าน ไปจนถึงสินค้าทั่วๆ ไปอย่างฟิกเกอร์โมเดล ตุ๊กตา ฯลฯ และขยายขอบเขตของงานศิลปะของเขาออกไปสู่ทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับองค์กรทางศิลปะอย่าง GEISAI ไปจนถึงการร่วมมือกับองค์กรพานิชย์อย่าง Roppongi Hills หรือ Yuzu กระทั่งแบรนด์ระดับโลกอย่างLouis Vuitton เขาก็ยังไม่ละเว้น

เขามีงานแสดงนิทรรศการเดี่ยวและกลุ่มมากมาย ทั้งในประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และเพิ่งมีงานนิทรรศการแสดงผลงานย้อนหลังขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นที่ Los Angeles Museum of Contemporary Art เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

งานจิตรกรรม ประติมากรรม และงานออกแบบทั้งหลายแหล่ ของมูราคามิ มีสีสันสดใสดึงดูด และเข้าถึงเสน่ห์ความน่ารักของตัวการ์ตูนเหล่านั้น มูราคามิได้ใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะตะวันตกของเขาผนวกกับความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับงานจิตรกรรมโบราณของญี่ปุ่น ในการสร้างภาพลักษณ์ในแบบ ‘ความเป็นญี่ปุ่นลูกผสมอันพิลึกพิลั่น’ แต่ก็น่าดึงดูด เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติโลกศิลปะ

“เราใช้ความน่ารักและรูปแบบทางการ เพื่ออำพรางสิ่งที่เราอยากจะพูด จริงๆ เนื้อหาสาระในงานของผมเป็นอะไรที่อยู่ฟากตรงกันข้ามกับความน่ารักเหล่านั้น”

ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมป๊อป และรูปทรงจากศิลปะแนวประเพณีของญี่ปุ่น ทาคาชิ มูราคามิ คือหนึ่งในศิลปินญี่ปุ่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยของเขา ความคิดสร้างสรรค์ของเขาดลใจและแผ่ขยายออกไปทั่วโลกผ่านทางผลงานศิลปะ, โครงการ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ออกมาจากสตูดิโอ Kaikai Kiki* ของเขา ผลงานของเขาหลอมรวมความเป็นตะวันออก/ตะวันตก ความเป็นศิลปะ/ดีไซน์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

ผลงานที่โดดเด่นของเขาอย่าง Jellyfish Eyes ซึ่งเป็นวอล์เปเปอร์ซึ่งติดบนกำแพงของ Puck's Café มูราคามิใช้สีสันอันสดใสของการ์ตูนแอนิเมชั่น และลักษณะอันแบนราบเป็นมิติเดียวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่พบได้ในงานศิลปะญี่ปุ่น ไปจนถึงการ์ตูนแบบมังงะ ผลงาน (วอล์เปเปอร์) ชิ้นนี้ยังได้ทำลายกำแพงระหว่างงานจิตรกรรมและงานตกแต่งภายใน ซึ่งสะท้อนแรงบันดาลใจมาจากศิลปินป๊อบอาร์ตผู้ยิ่งใหญ่อย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol)

ในฐานะศิลปิน มูราคามิตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างตะวันออกและตะวันตก อดีตและปัจจุบัน ศิลปะชั้นสูงและวัฒนธรรมป๊อบ เขาไม่ได้หยุดอยู่กับแค่การผลิตงานศิลปะ มูราคามิช็อกโลกด้วยการจับมือกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Louis Vuitton และท้าทายพรมแดนที่แบ่งระหว่างศิลปะและพานิชย์

ในฐานะภัณฑารักษ์ มูราคามิท้าทายความเชื่อของเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ด้วยงานแสดงนิทรรศการสามส่วนของซุเปอร์แฟลต Superflat ซึ่งเดินสายในพิพิธภัณท์สำคัญๆ ในอเมริกาและยุโรป เขาพยายามที่จะนำเสนอศิลปินญี่ปุ่น แอนิเมเตอร์ นักเขียนการ์ตูน ออกสู่สายตาของสาธารณชน ภายใต้ความจริงที่ว่าผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในกรอบและธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมญี่ปุ่น และอาจจะไม่ได้ถูกยอมรับเป็นงานศิลปะด้วยซ้ำ ผลงานจัดวางชิ้นสุดท้ายในนิทรรศการของเขาอย่าง ‘Little Boy’ เปรียบเสมือนการตีความประวัติศาสตร์ทางการเมืองของญี่ปุ่นในเรื่องระเบิดนิวเคลียร์ และตั้งคำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อบในสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลก

ในขณะที่เขานำเสนอแนวคิดใหม่ทั้งภายนอกและภายในเกี่ยวกับญี่ปุ่น มูราคามิยังคงยืนยันที่จะนำเสนอศิลปะญี่ปุ่นออกไปสู่สายตาของชาวโลก ซึ่งในแต่ละสองปีเขาจะจัดงานเทศกาล GEISAI ขึ้นที่ญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ที่มีความสามารถให้ได้แสดงผลงาน และเขายังมีบริษัท Kaikai Kiki ของเขาที่สนับสนุนและจัดการด้านการเงินเพื่อช่วยในด้านความอยู่รอดของกลุ่มศิลปินเหล่านั้น

“ผมอยากจะเป็นสินค้าตัวอย่างที่มีชีวิตเพื่อแสดงศักยภาพของศิลปะ”

นี่คือปณิธาณที่เป็นขุมพลังให้มูราคามิสร้างสรรค์ผลงานมาจวบจนทุกวันนี้

*Kaikai Kiki
ก่อตั้งขึ้นโดยทาคาชิ มูราคามิ ในปี 2001 โดยตอนแรกสร้างขึ้นจากโรงงานเก่าชื่อ ฮิโรปอน เป้าหมายของมันคือการเป็นองค์กรที่รวมเอาทั้งกระบวนการผลิตและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดจำหน่ายผลงานศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยในด้านการจัดการและสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ที่ถูกคัดเลือกเข้ามา ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองฮิโร โตเกียว ลองไอร์แลนด์ นิวยอร์ก และไดนากายามา

โตเกียว ไกไก กิกิ (Tokyo Kaikai Kiki) เป็นบริษัทแห่งแรกในญี่ปุ่นที่มีเป้าหมายในการพัฒนาริ่เริ่มและประชาสัมพันธ์การวิวัฒน์และพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน

ข้อมูล : http://www.nytimes.com/1999/07/18/arts/art-architecture-the-fine-art-of-biting-into-japanese-cuteness.html, http://articles.sfgate.com/2004-07-14/entertainment/17432959_1_sanrio-kitty-president-shintaro-tsuji/2

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Prop Artist เหล่าศิลปินผู้ปิดทองเบื้องหลังแผ่นฟิล์ม

ตัวละครเอกในหนังหลายๆ เรื่อง นอกจากจะมีหน้าที่ทำให้คนดูบันเทิงด้วยการต่อยตี หรือไล่ยิงกันในหนังแอ็คชั่น ตกหลุมรัก ตามจีบ และพลอดรักกันในหนังโรแมนติก หรือทำตลกหัวหกก้นขวิดกันในหนังคอเมดี้แล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบอีกอย่างของตัวละครเหล่านั้นที่ทำให้หนังหนักแน่น สมจริง และเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับคนดูก็คือ อาชีพการงานของตัวละครเหล่านั้นนั่นเอง (ไม่นับรวมหนังหรือละครไทยบางเรื่องที่เราดูจนจบก็ยังไม่รู้ว่าพระเอกนางเอกมันทำงานทำการอะไร นอกจากไล่ตามง้องอนหรืออิจฉาตบตีกันไปวันๆ สงสัยพ่อมันรวย!) ซึ่งถ้าไม่นับอาชีพยอดฮิตอย่างนักธุรกิจแล้ว อาชีพอีกอย่างที่ดูจะเท่ และคูลอย่างยิ่ง จนหนังหลายๆ เรื่องมักจะให้ตัวละคร (ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นพระเอก) สวมบทบาท ก็คงจะหนีไม่พ้นศิลปินหรือจิตรกรไปได้

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่หนังหลายๆ เรื่อง มักจะไม่ค่อยให้ความใส่ใจกับผลงานของศิลปินหรือจิตรกรที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาในหนังเหล่านั้น โดยมากมักจะจ้างช่างฝีมือทำขึ้นมา หรือบ้างก็ไปหยิบยืมผลงานจากนักศึกษาศิลปะตามสถาบันต่างๆ ผลงานที่เราได้เห็นในหนังก็เลยมักจะขาดๆ เกินๆ ไม่มีเอกภาพ และไม่อาจแสดงออกถึงตัวตนหรือบุคลิกภาพที่แท้จริงของตัวละครในเรื่องได้

แต่โชคดีที่ยังมีหนังบางเรื่องที่ไม่ละเลยองค์ประกอบเล็กๆ เหล่านี้ จนทำให้มันมีความโดดเด่นจนเป็นที่กล่าวขานไม่แพ้ตัวหนังเลยทีเดียวถ้าเราไม่นับเอาหนังชีวประวัติของศิลปิน ซึ่งโดยส่วนมากจะหยิบยืมผลงานจริงของศิลปินอาชีพตัวจริง หรือจ้างศิลปินให้สร้างผลงานเลียนแบบขึ้นมาใหม่เพื่อถ่ายทำ หนังที่ดำเนินเรื่องราวด้วยตัวเอกที่ประกอบอาชีพเป็นศิลปิน หรือจิตรกรบางเรื่อง อาจจะว่าจ้างศิลปินหรือจิตรกรตัวจริงมาเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานเบื้องหลังตัวละครเหล่านั้น โดยตำแหน่งหน้าที่นี้จะถูกเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการว่า“ศิลปินหลังฉาก” หรือ “Prop Artist” นั่นเอง

ในบรรดา Prop Artist เหล่านี้ บางคนก็เป็นศิลปินที่โด่งดังและมีชื่อเสียงระดับโลกเลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักกับ Prop Artist เหล่านั้นกันเถอะ

Prop Artist หนังเทศ

หลายคนคงเคยผ่านตา และอาจถึงขั้นหลงรักหนังโรแมนติกดราม่าในปี 1998 ซึ่งเป็นผลงานเบิกทางชิ้นที่สองในฮอลลีวูด ของผู้กำกับชาวเม็กซิกัน อัลฟองโซ กัวรอน อย่าง Great Expectations ที่ดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิกชื่อเดียวกันของ ชาร์ลส ดิกเกนส์ ด้วยความสวยงามของการกำกับ ภาพ แสง สี และดนตรีประกอบอันไพเราะ บวกกับการแสดงอันสง่างามของเหล่าดารานำ ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆ คน

แต่องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจละเลยและหลงลืมได้ก็คือ เหล่าบรรดาภาพเขียนอันสวยงาม สื่อความหมาย และต้องตรงกับบุคลิกของตัวละคร ราวกับจะเป็นตัวสื่อถึงความในใจและแรงปรารถนาของหนุ่มลูกน้ำเค็มในเรื่องอย่าง ฟิน ที่รับบทโดย อีธาน ฮอว์กได้เป็นอย่างดี ซึ่งผลงานดังกล่าว เป็นผลงานที่ถูกทำขึ้นมาใหม่สำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ มันจึงดูเป็นเอกภาพและสอดรับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเนื้อหาอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาภาพเหมือนของเหล่าดารานำในเรื่อง (โดยเฉพาะนางเอก) ที่สวยจับใจจริงๆ โดยผลงานศิลปะทั้งหมดในหนัง เป็นฝีมือของจิตรกรชื่อก้องชาวอิตาเลียน ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ นั่นเอง

ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ เกิดในปี 1952 ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี แรกเริ่มเดิมทีเขาศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม ก่อนที่จะผันแปรมาเป็นจิตรกรจากการฝึกฝนด้วยตัวเอง เขาเข้าร่วมกับกลุ่มศิลปินแนว Transavanguardia ของอิตาลี ซึ่งเน้นการถ่ายทอดความฝันและจินตนาการออกมาในรูปแบบของงานศิลปะที่มีลักษณะคล้ายภาพหลอน ใช้สีสันที่หม่นมัวและฟุ้งฝัน และการถ่ายทอดผลงานที่ไม่กแสดงถึงออกความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด หากแต่มุ่งเน้นการแสดงออกอย่างฉับพลันจากหัวใจ จิตใต้สำนึก และสัญชาติญาณอย่างฉับพลันและใสซื่อบริสุทธิ์

เขาเดินทาง อาศัย และทำงานอยู่ในหลายๆ ประเทศ ปัจจุบันเขาพำนักและทำงานกับภรรยาและลูกๆ อยู่ในนิวยอร์กและอินเดีย

*คเลเมนเต้รักหนัง และเข้าไปมีส่วนร่วมในหนังหลายเรื่อง เขาเคยเล่นหนังสารคดีอัตชีวประวัติที่กำกับโดยลูกสาวของเขาเอง เคยรับบทนำในหนังอิตาลี และเป็นดารารับเชิญ (แบบฮาๆ) ในหนังฮอลลีวูดอย่าง Good Will Hunting อีกด้วย (มีฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Great Expectations พระเอกก็เอ่ยถึงชื่อ คเลเมนเต้ ขึ้นมาด้วย)

Prop Artist หนังไทย

นอกจากหนังฝรั่งต่างชาติอย่าง Great Expectations ที่ผูกเรื่องให้ตัวเอกเป็นศิลปิน ใช้งานศิลปะเป็นตัวร้อยเรียงดำเนินเรื่องราว และใช้ศิลปินตัวจริงเสียงจริงมาทำงานเบื้องหลังแล้ว ประเทศไทยเราก็ มีหนังทำนองเดียวกันนี้ออกมาหลายเรื่องเหมือนกัน แต่เรื่องที่ดูเข้าท่าและน่าจะลงตัวที่สุด ดูจะเป็นหนังรัก โรแมนติกเรื่องที่สองของผู้กำกับฝีปากกล้า ยุทธเลิศ สิปปภาค อย่าง กุมภาพันธ์ ที่เล่าเรื่องราวความรักระหว่างศิลปินสาวความจำเสื่อมกับหนุ่มโรบินฮู๊ดในมหานครนิวยอร์ก ที่ใช้ประโยชน์จากงานศิลปะซึ่งเป็นทั้งตัวตน (Identity) อาชีพการงาน (Career) และสภาวะทางจิตใจ (Mentality) ของตัวละคร อีกทั้งมันยังเป็นจุดแปรผันของเรื่องราว (Turning Point) และสัญลักษณ์แฝง (Symbolic) ของหนังได้อย่างน่าสนใจ (ยุทธเลิศเป็นคนทำหนังที่ชอบใช้สัญลักษณ์แฝงในหนังของเขามาก ถ้าดูดีๆ สัญลักษณ์หนึ่งที่ถูกสื่อออกค่อนข้างชัดเจนและบ่อยครั้งในหนัง กุมภาพันธ์ ก็คือ ‘ปีก’)

ศิลปินผู้ทำงานเบื้องหลังที่ยุทธเลิศเลือกมา ก็เป็นศิลปินที่มีผลงานศิลปะที่มีบุคลิกต้องตรงกับตัวละครและเรื่องราวเป็นอย่างดี ซึ่งผลงานทั้งหมดที่ปรากฏในหนังก็ล้วนแต่ทำขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดรับกับเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ภาพรวมของงานศิลปะในเรื่องจึงดูเป็นเอกภาพ และสอดรับกับเนื้อหาเป็นอย่างดี (ยกเว้นในตอนต้น ก่อนที่นางเอกจะความจำเสื่อม ที่ทำผลงานออกมาคนละเรื่องกับตอนความจำเสื่อมแบบหลังเท้าเป็นหน้ามือไปได้ยังไงไม่รู้) โดยผู้สร้างสรรค์งานเหล่านี้ขึ้นมาก็คือศิลปิน (สาว) ชาวกรุงเทพฯ จากรั้วหน้าพระลาน อย่าง นริศรา เพียรวิมังสา ที่มีผลงานแสดงทั้งเดี่ยวและกลุ่มหลายต่อหลายครั้ง และผลงานของเธอทั้งหมด (ภาพลายเส้นกว่าร้อยชิ้นและภาพเขียนอีก 14 ชิ้น) ที่ปรากฏอยู่ในหนังกุมภาพันธ์ได้ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ ‘February : The Paintings’ ที่ H Gallery กรุงเทพฯ เมื่อปี 2003 ปัจจุบันเธอทำงานเป็น กราฟิกดีไซเนอร์ และศิลปินอิสระ และเพิ่งจะเสร็จจากการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งล่าสุดที่มีชื่อว่า Perfect Skin? ที่ H Gallery เช่นเดียวกัน

เข้าไปชมผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเธอได้ที่
http://nariss.exteen.com/

**ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ เป็นศิลปินโปรดในดวงใจของนริศรา

ของแถม Prop Artist หนังอินดี้

ถ้าใครเคยผ่านตาหนังอินดี้อังกฤษเก๋ๆ ปี 2006 ผลงานการกำกับของ ฌอน เอลลิส อย่าง Cashback ที่เล่าเรื่องราวของ เบ็น หนุ่มนักเรียนศิลปะชาวลอนดอน ผู้เบื่อหน่ายกับชีวิตหลังความรัก (Post Romance) จนต้องหาทางฆ่าเวลาที่ผ่านไปวันๆ ด้วยการทำงานกะดึกในซูเปอร์มาร์เก็ต และกับงานอดิเรกสุดพิสดาร (ที่เก๋โคตรๆ) พล็อตฟังดูงั้นๆ แต่ผลงานศิลปะของตัวพระเอกที่มีทั้งงานลายเส้นงามๆ ภาพนิ่งสวยๆ และภาพเขียนที่สวยระดับหยุดห้วงเวลา ที่โชว์ในนิทรรศการตอนท้ายเรื่อง ที่ส่งผลให้นางเอกหน้าตาบ้านๆ อย่าง อมิเลีย ฟ็อกซ์ สวยจนแทบละสายตาไม่ได้จริงๆ ซึ่งผลงานทั้งหมดเป็นฝีมือของ Prop Artist อย่าง สจ๊วร์ต คลาร์ก และผู้กำกับ ฌอน เอลลิส เอง

***ในแกลเลอรี่ที่ เบน พระเอกของเราถูกหลอกให้เอางานไปเสนอ มีผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงจริงๆ (อีกคน) แขวนอยู่ เธอคนนั้นชื่อ เจสสิก้า อัลบาร์น

บทความโดย คุณภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ที่มา : http://tinyurl.com/39wpkvx