แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัปปะรดกวน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัปปะรดกวน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แม่

โดย เล็ก หมีพูห์




ระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาจากบิ๊กซี เชียงราย
แว่บหนึ่งของความรู้สึกอยากจะเขียนถึงแม่ขึ้นมา
เนื่องจากได้พูดคุยถึงหนังเรื่องหนึ่งของจางอวี้โหมว เรื่อง The Road Home
ที่นางเอกของเรื่อง เอากระดาษฉลุลายดอกไม้สีแดง มาประดับห้องเรียน ที่พระเอกเป็นครูประจำชั้น
เป็นการรอคอยพระเอก ที่ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไร เพราะพระเอกถูกพรรคคอมมิวนิสค์เรียกตัวไปสอบสวน

นางเอกของเรื่อง The Road Home แสดงโดยจางซี่ยี่
นางเอกเป็นเด็กสาววัยรุ่นบ้านนอก การศึกษาน้อย
แต่ไปปิ๊งกับครูอาสา ที่เข้ามาสอนเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน
หนังถ่ายทอดความรักใสซื่อของครูอาสาและสาวบ้านนอก ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
ความรักมีอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ พอให้คนดูเอาใจช่วยลุ้น
จนกระทั่งพระเอกถูกพรรคเรียกตัวไป อย่างที่เล่าไว้ตอนต้น

ใครที่ยังใม่เคยดูหนังเรื่องนี้ น่าจะไปหามาดูอย่างยิ่ง
ชมรมแสงเล็กน่าจะเอามาฉายเป็นโปรแกรมเด่นได้อีกเรื่องหนึ่ง
จะไม่ขอเล่าเรื่องจากหนังมากกว่านี้นะครับ เพราะว่าผู้เขียนจะคุยเรื่องแม่ตัวเอง

จริง ๆ แล้ว ความรู้สึกจากหนังที่มันลิงก์มาหาแม่ ไม่มีอะไรมากเลย
นอกจากฉากที่นางเอกตกแต่งลายฉลุกระดาษแดง ประดับหน้าต่างห้องเรียน
มันทำให้ผู้เขียนคิดไปถึง คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา ที่เรียนหนังสืออย่างมากก็ชั้น ป 4
คนจบ ป 4 เรามักจะคิดว่า รู้น้อยแค่นั้น ทำอะไรได้กับชีวิต

แม่ของผู้เขียน เรียนจบ ป 4 เช่นกัน
เดี๋ยวนี้แม่ไม่ได้ทำงานหนักอะไร เพราะอายุมากแล้ว
ลูก ๆ ส่งเงินให้ใช้ทุกเดือน ไม่มีอะไรต้องดิ้นรน
มีน้องชายคนเล็ก ดูแลสุขภาพให้แม่อย่างใกล้ชิด

ตามประสาคนแก่ แม่มักจะอยู่กับบ้าน ไม่ค่อยเดินเหินไปไหน เพราะเข่าไม่ค่อยดีแล้ว
เนื่องจากแม่มีความรู้แค่ ป 4 จึงพูดจาคมคายแบบแม่ที่มีการศึกษาสูงไม่เป็น
และทำให้สังคมของแม่ เป็นชาวบ้านร้านตลาด ที่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าว่าง ไม่ล้อมวงนินทา ก็คุยเรื่องหวย
โชคดี ที่แม่กลับไม่ชอบไปจับกลุ่มนินทาแบบนั้น
แต่แม่ของผู้เขียน กลับชอบใช้เวลาไปกับการตกแต่งบ้าน
ฟังดูเหมือนธรรมดา ใครก็แต่งบ้านเป็น แต่แม่ของผู้เขียนน่าจะแตกต่างจากแม่ ๆ คนอื่น ๆ อยู่บ้าง
เพราะแม่ของผู้เขียน มีมุมมองและกระทำกับการแต่งบ้าน เหมือนกับ สถาปนิก หรือ Architect
คือมีการออกแบบในใจ (หรืออาจจะเคยขีดเขียนเป็นแปลนกระดาษก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)
มีการไปเดินเลือกซื้อของตกแต่ง ที่ตลาดนัดจตุจักร หรือห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน
เพื่อมาประกอบหรือจัดวางให้ได้ตามที่ตัวเองวาดฝันหรือจินตนาการไว้

ที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของแม่ คือการตกแต่ง Landscape รอบบ้าน
ในพื้นที่ 26 ตารางวาของทาวน์เฮาส์ บ้านแม่ที่บางบัวทอง ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างแข็ง
แม่ได้แก้ปัญหาความแข็งของโครงสร้างบ้าน
ด้วยการปลูกต้นมะม่วงใหญ่ ที่อายุกว่ายี่สิบปีแล้ว ดูร่มรื่นกว่าบ้านไหน ๆ
หน้าบ้าน ที่เป็นปูนแข็ง ๆ แม่ขุดบ่อปลาด้านซ้ายมือ ตรงพื้น ที่ยกระดับก่อนเข้าตัวบ้าน
ทำระบบปั๊มน้ำ หมุนเวียนน้ำ เกิดเป็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่ไหลเซาะผ่านโขดหิน ลงไปในบ่อปลา
ที่มีปลาหลากพันธุ์แหวกว่ายในน้ำใส ๆ กับเสียงน้ำใสไหลจ๊อก ๆ ดูน่าฟัง

เมื่อย่างเข้าไปในตัวบ้าน สัมผัสแรกที่แขกผู้มาเยือนจะได้สัมผัส คือพื้นกระเบื้องสีเข้ม สะท้อนความสะอาดแวววาว
สิ่งที่หายากมากในบ้าน คือ...ฝุ่น
นั่งเอนบนเบาะโซฟานุ่ม ๆ หากแขกมองไปรอบ ๆ ห้อง ก็จะเห็นโมบายล์นก แขวนไว้หลาย ๆ มุม
เพราะแม่ชอบนกประดิษฐ์ ไม่ว่าทำด้วยวัสดุอะไร ก็จะเอามาตกแต่งบ้าน
แม่ไม่นิยมการเลี้ยงนกจริงในกรง เพราะขี้สงสาร เลยมีแต่นกปลอม
อากาศในบ้าน ที่ถ่ายเทได้ดี และบ้านกรองความร้อนได้ดี ทำให้รู้สึกเย็น
พอเอนบนโซฟานุ่ม ๆ เผลอเพลินชมนกชมไม้ปลอม ๆ ในบ้านและนอกบ้าน อาจจะหลับได้
หากหลับไปยาว ตื่นมากลางคืน ถ้าไฟในห้องดับแล้ว จะเห็นสติกเกอร์ดาวเดือนปสะท้อนแสงออกมาจากเพดานด้วย

แม่ไม่ได้มีโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติป่าเขามากนัก
แต่ถ้าหากได้ไป แม่จะจับจ้องมองภูเขา แทบจะตลอดเวลา จนภูเขาลูกนั้นหายลับไปจากสายตา
ด้วยเหตุที่แม่มีความรักในธรรมชาติ และไม่ได้ไปชื่นชมบ่อยนัก
แม่ก็เลยเอามาตกแต่งเลียนแบบ ไว้ในบ้านเสียเลย

ผู้เขียนเดาเอาว่า แม่คงเป็นสถาปนิกโดยธรรมชาติ ไม่ได้ไปเล่าเรียนที่ไหน ๆ
ตอนดูหนังเรื่อง Roadhome ในฉากนางเอกไปแต่งห้องเรียน ด้วยกระดาษฉลุลายดอกไม้ ก็นึกถึงแม่ทุกที
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ความรักในบางสิ่งบางอย่าง มีอยู่ในตัวคนแล้วโดยธรรมชาติ ระบบการศึกษามาทีหลัง
แม่เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และแม่ทำมันอยู่เรื่อย ๆ
นี้อาจจะเป็นปรัชญาชีวิตที่แม่อยากจะบอกกับลูกทุกคนก็เป็นได้นะ

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลุงคิวมูโล

โดย เล็ก หมีพูห์






เมฆคิวมูโลนิมบัสเป็นเมฆที่ก่อตัวขึ้นจากหยดน้ำ ก่อตัวขึ้นเป็นชั้น ๆ จนคล้ายภูเขา
เป็นเมฆที่ก่อตัวจนใหญ่มหึมา สร้างความตื่นตาให้กับผมมาตลอดชีวิต

ผมเป็นเด็กโตในตลาด ที่เมืองแปดริ้ว หรือจังหวัดฉะเชิงเทรา
เป็นตลาดเล็ก ๆ ชื่อ ตลาดบ่อบัว แต่ไม่เคยเห็นสระบัวแถวนั้นสักครั้ง
เท่าที่จำได้ ก็เห็นแต่ตึกแถว ร้านค้า และผู้คนที่ทำมาค้าขายกันขวักไขว่
พ่อของผมได้ตึกแถวมาห้องหนึ่ง เป็นค่าตอบแทนจากการรับเหมาก่อสร้างตึกแถวหน้าตลาด
ซึ่งเป็นบ้านในวัยเยาว์ของผมนั่นเอง

ผมจึงมีความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับบ้านตึกแถวในตลาด
ไม่ว่าจะเป็นถนนหน้าตลาด ที่กว้างใหญ่และสะอาด น่าเดิน
ตึกแถวก็ใหญ่โตและทันสมัย สูงขนาดต้องแหงนคอมองจนเมื่อย

อีกความทรงจำหนึ่ง คือไฟจราจรแห่งแรกของแปดริ้ว
ที่มาติดตั้งตรงสี่แยก ไกลจากบ้านไปหลายร้อยเมตร
ช่วงขาสั้น ๆ ในวัยเด็ก กับความใจร้อนจะไปดูไฟเขียวไฟแดง
ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเดินเท่าไร ก็เดินไม่ถึงสักที

และอาจจะเพราะผมเป็นเด็กย่านตึกแถว ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกแถว
เพื่อให้เห็นอะไรได้มากขึ้น อย่างหนึ่งที่ทำได้ คือ แหงนคอมองเมฆ
เพื่อให้สายตาไม่ถูกบีบจากกำแพงตึกแถว ที่ล้อมกรอบสายตาเด็ก ๆ ของเราไว้

และเมฆที่ชื่อ คิวมูโลนิมบัส ก็หันมาทักทายผม
นั่นเป็นครั้งแรก ที่ผมรู้จักผู้ใหญ่ใจดี
อย่างลุงคิวมูโล....คิวมูโลนิมบัส

คุณลุงคิวมูโล ชอบแปลงร่างให้เด็ก ๆ อย่างพวกเราดู
เป็นหมา เป็นหมี เป็นช้าง เป็นบัวรดน้ำ หรือเป็นดอกเห็ด
ผมจึงชอบคุณลุงคิวมูโล และจำชื่อแกได้แม่นที่สุด
แต่พอผมรู้จักแกมากขึ้น ผมจึงรู้ว่าแกไม่ได้ใจดีตลอด
เพราะบางครั้งแกก็ทำตัวดำ ๆ และกระแทกเสียงเปรี้ยงปร้างใส่ผม
และถ้าอารมณ์แกเป็นอย่างนั้น ผมก็ควรอยู่ในบ้านตึกแถวของผม เพื่อความปลอดภัย
นั่นเป็นความทรงจำในวัยเด็กที่มีต่อบ้านร้านตลาดและหมู่เมฆ

เมื่อผมมีโอกาสได้กลับไปเยือนบ้านเกิดอีกครั้ง ในอีกสามสิบปีต่อมา
ถนนในตลาดบ่อบัวดูแคบและสกปรก
การสัญจรไปมาดูขวักไขว่ ไร้ระเบียบ
ตึกแถวสองฟากเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา และไม่ได้ใหญ่โตเหมือนที่เคยรู้สึก
ส่วนสี่แยกไฟแดง ที่ผมเคยใช้เวลาเดินนานแสนนาน
กลับห่างออกไปจากหน้าตลาดแค่สาวเท้าก้าวถึง

....ไม่มีอะไรเหมือนเดิม และผมไม่ควรมาที่นี่อีก......

ทุกวันนี้ ผมไม่กลับไปถิ่นเกิดเพื่อดูตึกรามบ้านช่องอีกแล้ว
แต่ยังคงมองลุงคิวมูโล อย่างนักสังเกตการณ์ทุกวัน
ลุงอย่าเขินจนบิดตัวม้วนต้วน ถ้าผมจะบอกว่าผมแอบถ่ายลุงทุกวัน
เพราะลุงคิวมูโลมีเสน่ห์ โพสต์ท่าไม่ซ้ำแบบสักวันเดียว
ทำให้หลายคนหลงรักคุณลุง รวมทั้งผมด้วย

ก่อนจากกัน ผมมีบางคำถามที่สะกิดใจ อยากถามลุงคิวมูโล
จริง ๆ แล้ว ลุงอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่า
ที่ลุงเปลี่ยนรูปร่างไปมา ไม่เคยคงทน แต่ก็คงทนมาครึ่งชีวิตผมแล้ว
ผมแก่ตัวลงทุกวัน แต่ลุงเหมือนเดิม...เหมือนวันแรกที่ผมแหงนหน้าทักทาย

วันที่ผมจากโลกนี้ไปแล้ว ลุงก็จะยังคงอยู่
ลุงอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ

ว่าผมควรใช้ชีวิตอย่างไร








ผู้สนใจมวลเมฆ สามารถไปเยี่ยมลุงคิวมูโลและครอบครัวของลุงได้ที่ ชมรมคนรักมวลเมฆ

http://www.facebook.com/#!/group.php?gid=128849467130754



วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โฮมทรี โดย เล็ก หมีพูห์

โฮมทรี

โดย เล็ก หมีพูห์

ณ เวทีประกวดรางวัลสำหรับวงการบันเทิงไทย

ดาราไทยหนุ่มใหญ่ คว้ารางวัลเกียรติยศ

เขาเปรียบเทียบว่าในบ้านหลังเดียวกัน มีบางคนไม่รักพ่อ

เขาอยากบอกว่า ถ้าไม่รักพ่อ ก็ให้ออกไปจากแผ่นดินของพ่อ

ข้าพเจ้าฟังถ้อยคำนั้น จึงได้เข้าใจเอาเองว่า

เขาได้มอบรางวัลนั้นแด่เจ้า

ณ เวทีประกวดรางวัลภาพยนตร์ระดับโลก

อินดี้หนุ่มไทยผู้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ระดับโลก

ชนะเลิศปาล์มทอง เกียรติยศสุดหรูที่คนทำหนังใฝ่ฝัน

ประกาศก้องบนเวที ขอบคุณเหล่าวิญญาณภูติผีสำหรับความสำเร็จ

ข้าพเจ้าฟังถ้อยคำนั้น จึงได้เข้าใจเอาเองว่า

เขามอบรางวัลทรงเกียรตินั้นแด่ผี

“ผีหรือวิญญาณ” ในความหมายของผู้กำกับหนังอินดี้ ดีกรีเมืองคานส์

ก็คือ ชนชั้นล่างที่ถูกทำลายลงไปแล้ว โดยชนชั้นปกครอง

เขาคารวะชนชั้นผี เพื่อพุ่งหอกแหลมโดยตรงสู่ชนชั้นสูง

สาระในหนังของเขา เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจชาวไร่ชาวนา

ในฐานะผู้ถูกกระทำ มาตลอดยุคสมัย

โดยมีสัญญลักษณ์คนในเครื่องแบบทหาร เป็นตัวแทนของอำนาจ

ทหารที่เป็นทั้งตัวละครตัวหนึ่งในหนัง

หรือเป็นออบเจ็คหนึ่งในงานศิลปะ

ดังเช่น การแสดงศิลปะแบบอินสตอลเลชั่น ชุดพรีมีทีฟ

ที่จัดแสดงในแกลลอรี่ ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ

“พ่อ” ในความหมายของผู้กำกับอาชีพ กลับไม่ต้องตีความลึกซึ้ง

การออกมาแสดงทัศนะว่า เป็นบ้านของพ่อ แผ่นดินของพ่อ

ถ้าไม่รักพ่อ ก็ออกไปจากแผ่นดินของพ่อ

แม้จะสร้างความจับใจให้กับคนไทยจำนวนมาก

แต่คนไทยจำนวนหนึ่งกลับมีปฏิกิริยาในทางตรงข้าม

เขาคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

เขาไม่ได้อาศัยแผ่นดินใครอยู่

เขามีสิทธิ์จะคิดอย่างนั้นไหม

แน่นอนว่านี่คือเสรีภาพในความเชื่อ

และดูเหมือนคนจะเชื่ออย่างนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

......

แต่ชาวนาวี ในโลกของแพนดอรา หาเชื่ออย่างนั้นไม่

เพราะชาวนาวี ในหนังเรื่อง Avatar เชื่อในสิ่งสูงสุดอย่างหนึ่ง

ถึงแม้พวกเขาจะมีความเป็นปัจเจก

แต่ก็มีความเป็นองค์รวม ที่แยกไม่ได้

ในหนัง เราจะเห็นสายใยเชื่อมกัน ผ่าน โฮมทรี

โฮมทรี...ต้นไม้ใหญ่ ที่ใหญ่กว่าต้นไม้ทั้งปวง

ชาวนาวีรักษาทั้งบ้านต้นไม้เล็ก ๆ และโฮมทรี

โฮมทรี... ต้นไม้ใหญ่ ศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ

ดังนั้นเมื่อกองทัพทหารโค่นโฮมทรีลง ใจชาวนาวีจึงแตกสลาย

โมเดลสังคมอย่างแพนดอรา ที่จริงแล้ว คนไทยน่าจะคุ้นเคย

คุ้น ๆ ไหม ว่าต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่ร่มเงากว้างขวางเช่นนี้

เปรียบเทียบเหมือนอะไรในบ้านเรา

น่าเสียดาย ที่คนรุ่นใหม่ในสังคมไทย กลับไม่รักษาโฮมทรีของตนเองไว้

แต่กลับเชื่อชุดความคิดที่กลับตาลปัตร

ว่าเจ้าบงการทหาร ในการกดขี่ชนชั้น

พวกเขาจึงพยายามโค่นล้มโฮมทรี

สารดังกล่าว ที่ว่า เจ้าบงการทหารและกดขี่ชนชั้น

ได้ลอยลมจากเมืองคานส์ไปทั่วโลกแล้ว

ความคิดของเขากลายเป็นตัวแทนความคิดของคนรุ่นใหม่อีกนับล้าน

แล้วเสียงอ้อนวอนให้รักพ่อ แผ่นดินของพ่อ ก็จะเจือจางหายไป

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้คุยกับผู้กำกับดีกรีเมืองคานส์

ถึงหนังสั้นเฉลิมพระเกียรติเรื่องหนึ่งของเขา

ในเรื่องนั้นไม่มีพูดเรื่องเจ้าเลย

แต่เป็นบันทึกแบบโฮมวิดีโอ ที่พูดเรื่องครอบครัวไปไหว้เช็งเหม็ง

ข้าพเจ้าถามว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับเจ้ายังไง

เขาบอกว่าต้องการสื่อว่าเจ้าหมดความหมายแล้ว

นั่นเป็นความคิดล้ำหน้าของผู้กำกับผู้นี้

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเก่ง ระดับโลก

แต่ข้าพเจ้าขอไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา

คนรุ่นต่อ ๆ ไปในสังคมไทยจะเชื่อในหลักเสรีภาพและภราดรภาพ

ในความหมายของการเท่าเทียมกัน ที่ไม่มีเจ้า...กระนั้นหรือ

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว โฮมทรีของสังคมไทย คือความเกื้อกูลที่ยาวนาน

ไม่ทวงบุญคุณ ไม่หวังลาภผล สิ่งตอบแทนใด ๆ

โฮมทรี ที่มีทศพิธราชธรรม เป็นรากหยั่งลึก

และหล่อเลี้ยงต้นไม้เล็ก ๆในอาณาเขตป่าอันกว้างขวาง

โดยมีจิตวิญญาณโพธิสัตว์ ที่ห่มคลุมทั้งป่าไว้ให้ร่มเย็น

แต่น่าเสียดาย บนหลักการเสรีภาพ ภราดรภาพ ที่ไร้จิตวิญญาณ

ที่ขาดความเชื่อว่าคนเราต่างกันได้ เพราะบารมีและการประพฤติธรรม

จึงมองไม่ออกว่า เจ้าที่ดำรงทศพิธราชธรรม จะต่างกับคนธรรมดาอย่างไร

สายตาและจิตวิญญาณมืดบอดแบบนี้อย่างไรเล่า

ที่ต้นไม้พิษ ที่ได้อาศัยร่มเงาของโฮมทรี

พอเริ่มจะแผ่กิ่งก้าน ลงรากชอนไชได้แล้ว

จึงบังอาจจะโค่นล้มโฮมทรีลงให้ได้


วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ครูผ่องศรี โฟล์คเต่าสีส้ม และความทรงจำของผม โดย เล็ก หมีพูห์

คุณครับ คุณเคยหลงรักครูประจำชั้นบ้างมั้ย

.....ลองทบทวนความจำดูสิ ..อาจจะมีสักครั้งหนึ่ง ในชีวิตของคุณน่ะ บางทีคุณอาจจะลืม

สำหรับผม ไม่จำเป็นต้องทบทวนอะไร เพราะแม้ว่าความรักครั้งนั้นจะเป็นเหมือนกับเรื่องราวตลก ๆ ที่คิดขึ้นมาครั้งใด ก็อดรู้สึกยิ้มน้อย ๆ ขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็แปลก ที่ผมกลับยังรู้สึกจริงจังกับมัน และมันก็ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ อย่างกับว่ามันคือลายมือที่ไม่มีทางลบเลือนไปจากฝ่ามือของผมเอง

ราว 7.30 นาฬิกา ของทุกวัน ที่รถโฟล์คเต่าสีส้มคันเล็กกะทัดรัดจะค่อย ๆ เคลื่อนผ่านประตูทางเข้าโรงเรียน แล่นช้า ๆไปตามถนนเล็ก ๆ ที่ทอดตัวไปหาอาคารเรียน โดยมีต้นจามจุรีดอกสีส้มแดงปลูกอยู่สองข้างทาง

รถโฟล์คเต่าคันสีส้มป้ายทะเบียน ฉช -2364 ค่อย ๆ แล่นเอื่อย ๆ ตรงมาจอดนิ่งสนิทด้านหน้าอาคารเรียนชั้นประถม ก่อสร้างด้วยซีเมนต์ ทาสีไข่ไก่หลังนั้น

เมื่อประตูรถโฟล์คเต่าค่อย ๆ เปิดออก การเดินทางของเวลาในจินตนาการของผมก็เริ่มอ้อยสร้อยเชื่องช้า หรือที่ภาษาภาพยนตร์เขาเรียกว่า สโลว์โมชั่น

สายตาของผมตัดส่วนความสนใจอยู่เฉพาะตรงประตูรถ ที่มีน่องขาเรียวยาวของคุณครูผ่องศรี กับรองเท้าส้นต่ำสีส้ม ค่อย ๆ ก้าวย่างลงมาอย่างเชื่องช้า เป็นภาพอันสวยงามที่ผมดูไม่เคยเบื่อ เพราะหลังจากนั้นเมื่อคุณครูผ่องศรีก้าวออกมาจากรถแล้ว สายตาผมก็จะเริ่มซูมออก รับเป็นภาพกว้าง เพื่อบรรจุภาพของคุณครูผ่องศรี ครูประจำชั้นที่สวยที่สุดในโ ลก ไว้ในกรอบภาพได้พอดี

ครูผ่องศรีเป็นผู้หญิงที่มีคุณสมบัติความงามด้านเรือนร่างและหน้าตา สมบูรณ์แบบเท่าที่กวีเคยนิยามความงามของอิสตรีด้วยถ้อยคำ สำหรับเด็กอายุ 12 ขวบอย่างผม ซึ่งเรียนภาษาไทยไม่ได้เรื่องได้ราว จึงหมดโอกาสที่จะพรรณนาความงามของครูผ่องศรีให้ดีเท่า ไม่เช่นนั้นแล้ว ทุกเช้าที่ผมแอบมองอยู่หลังพุ่มชบา คงจะต้องฮึมฮำบทกวีออกมาไม่ซ้ำบท ในแต่ละวันทีเดียว

ครูผ่องศรีมีสามีหนุ่มที่บุคลิกภูมิฐาน เป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ ฯ สาขาฉะเชิงเทรา นั่นคือเมื่อ 30 ปีผ่านมาแล้ว

บ่าย 4 โมงครึ่งคือเวลาที่ครูกลับบ้าน พร้อมหอบแฟ้มเอกสารไปทำงานที่บ้านต่อ ในช่วงเวลาเย็นอย่างนี้ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ จะมีพ่อแม่ผู้ปกครองรับกลับบ้านไปหมดแล้ว แต่ผมก็ยังซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มต้นชบาเพื่อกดชัตเตอร์เก็บภาพครูผ่องศรีไว้ในความทรงจำอีกภาพหนึ่ง

บางทีผมก็เป็นห่วงคุณครู ว่าจะทำงานดึกเกินไป เพราะทุกวัน ๆ ผมก็เห็นคุณครูหอบเอกสารเป็นตั้ง ๆ อยู่เรื่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะครูทำงานช้า จนทำงานไม่ทันหรือว่าอธิการโรงเรียน มอบหมายงานให้เยอะเกินไป ถึงต้องเอากลับไปทำที่บ้าน แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่มีเวลาจะมาห่วงคุณครูมากนักหรอกครับ เพราะการบ้านที่ผมได้รับในแต่ละวันก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไร

ผมชอบการระบายสีเป็นชีวิตจิตใจ ชอบที่สีน้ำละลายเข้าหากันบนกระดาษ สีฟ้าละลายเข้าหาสีเขียว สีเหลืองละลายเข้าหาสีส้ม ผมมักจะมีสมาธิจดจ้องการเคลื่อนไหวของสีบนกระดาษที่ชุมน้ำได้เป็นเวลานาน ๆ ขณะที่เพื่อน ๆ ผู้ชายของผมจะชอบวิ่งไล่เตะหรือกระโดดถีบกัน โดยเลียนแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ญี่ปุ่นสุดฮิตในยุคนั้น คือ เรื่องไอ้มดแดง หรือไม่ก็เรื่องยอดมนุษย์อุลตร้าแมน

ด้วยความที่ผมเป็นคนช่างคิด ช่างจินตนาการ ผมจึงรู้สึกว่าช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคนเรา บางทีก็แทนด้วยสีได้เหมือนกัน คนที่อารมณ์ตกอยู่ในห้วงรักคงจะเข้าใจสิ่งที่ผมเปรียบเปรยได้เป็นอย่างดี ก็อย่างที่พูดกันว่า แหม ดูสิ ช่วงนี้อะไร ๆ ก็เป็นสีชมพูไปหมดเชียวนะ ตั้งแต่มีความรักเนี่ย... แล้วคนที่ถูกแซวก็อายหน้าแดงไปเลย อะไรประมาณนั้น

สีฟ้า

ผมชอบสีฟ้า เวลาเช้า ๆ ก่อนที่กระดิ่งไฟฟ้าของโรงเรียนจะดัง ผมจะชอบนอนตรงสนามหญ้า ดูสีฟ้าของท้องฟ้า และมองเมฆคิวมูลัส ซึ่งเป็นเมฆก้อนปุกปุยน่ารักไหลเลื่อนไปตามช่องว่างของท้องฟ้า

กริ๊งงงงงง !!!

เสียงกระดิ่งไฟฟ้าดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าได้เวลาเข้าแถว โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนชายล้วน มีนักเรียนราว ๆ พันห้าร้อยคน ซึ่งจัดว่าเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ ผู้ปกครองที่ฐานะดีถึงปานกลาง จะพาลูกมาสมัครเรียนที่นี่เป็นอันดับแรก เพราะเป็นโรงเรียนเอกชนในเครือเซนต์คาเบรียล ที่มีมาตรฐานการศึกษาสูง หรือที่เรียกกันแบบชาวบ้าน ๆ ว่า “โรงเรียนฝรั่ง”

นักเรียน ตัวเล็ก ตัวใหญ่ วิ่งไปรวมกันที่สนามหน้าเสาธง เพื่อเข้าแถวตามชั้นของตัวเอง ในตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นประถม 5 แถวจะถูกจัดอยู่กลาง ๆ ถ้าหากมองจากอาคารเรียน ไปที่สนามหน้าเสาธง ชั้น ป.มูล (เทียบเท่ากับชั้นอนุบาลสมัยนี้) จะอยู่ทางด้านซ้ายสุด ไล่ไปชั้น ป 1 ป 2 ป 3 ไปจนถึง ป 7 ซึ่งอยู่ทางขวาสุด

หลังร้องเพลงชาติจบ จะมีหัวหน้านักเรียนนำสวดบูชาคุณรัตนตรัย แล้ว “ภราดา” ซึ่งใส่ชุดนักบวชนิกายโรมันคาทอลิก เป็นชุดคลุมสีขาว ดูศักดิ์สิทธิ์ ทั้งให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและดูมีเมตตาอยู่ในที ก็จะก้าวออกมาพูดให้โอวาทนักเรียน หรือว่าหากมีข่าวสารการประชาสัมพันธ์ใด ๆ ก็จะใช้โอกาสนี้เช่นกัน

“นักเรียนที่รักทั้งหลาย วันนี้ภราดามีความยินดี ที่ได้ต้อนรับครูประจำชั้น ประถมปีที่ 5 ข คนใหม่ คือคุณครูผ่องศรี นพคุณ ที่จะมาแนะนำตัวเองให้นักเรียนได้รู้จัก ขอเชิญคุณครูมาทักทายกับเด็ก ๆ หน่อยครับ”

คุณครูคนใหม่ก้าวเดินออกมาจากกลุ่มมาสเตอร์ อ้อ ! โรงเรียนคาทอลิกของเรา จะเรียกครูผู้ชายว่า มาสเตอร์ แต่นักเรียนมักจะเรียกกันผิด ๆ โดยออกเสียงว่า มาสเซ่อ เว้นแต่พวกนักเรียนลิงทโมน ตัวแสบทั้งหลาย จะเรียก มาส เซ่อ โดยออกเสียงกระแทกแรง ๆ ตรงคำว่า เซ่อ อย่างตั้งใจที่จะล้อเลียนเลยทีเดียว ส่วนครูผู้หญิง ก็จะเรียกว่า “ครู” เหมือนเดิม ไม่ยักเรียกว่า มิสเตรส

ครูผ่องศรีก้าวออกมา ยิ้มให้กับนักเรียนทุกแถว ผมสังเกตเห็นว่ามีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในแถว โดยเฉพาะนักเรียนแถว ป 6 ป 7 จะมีการหยอกล้อ ดันหลัง กระทุ้งเอวและกระซิบกระซาบกันไปมา บ้างก็หัวเราะกันกิ๊ก แต่ก็แสดงออกกันเท่าที่จะไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง เพราะอย่างที่ผมบอกแล้ว ว่าภราดานั้น บทท่านจะเมตตา ท่านก็จะน่ารักกับนักเรียนและยิ้มหัวให้กับทุกคน แต่ถ้าท่านเห็นว่านักเรียนคนไหนเกเร ท่านก็จะเรียกออกจากแถว เพื่อมาฟาดก้นด้วยไม้เรียวต่อหน้าชั้นดัง เควี้ยว ควับ จนกระทั่งหลังแอ่นเลยทีเดียวเชียวแหละ

ผมเองก็ยอมรับว่าใจผมก็เต้นตึ้กตั้ก ผมบอกแล้วว่าครูผ่องศรีเป็นคนสวย กวียังต้องยอมแพ้ที่จะบรรยายความงาม แปลกนะครับนักเรียนมักจะชอบครูสวย ๆ ครูหล่อ ๆ ยิ่งทั้งสวยทั้งหล่อและเก่งด้วย นักเรียนทั้งห้องจะรู้สึกยืดอกอย่างภูมิใจ ว่าข้าเองมีครูประจำชั้นสวยนะโว้ย ข้ามีครูประจำชั้นหล่อนะโว้ย ข่มกันไปมาอยู่อย่างนี้ ส่วนพวกที่ได้ครูประจำชั้นไม่หล่อไม่สวย แถมดุอีกต่างหาก อย่างนี้ก็ลำบาก ชีวิตการเรียนหมดความรื่นรมย์ไปเลย เขาว่ากันอย่างนั้น

ผมดูออกว่าครูพยายามเก็บความประหม่าตื่นเต้นเอาไว้ ไม่ให้พวกเราสังเกตเห็น ผมแอบยิ้มด้วยความเอ็นดูคุณครูประจำชั้นของผม

สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน ครูชื่อ ครูผ่องศรี มาเป็นครูประจำชั้นประถมปีที่ 5 ข นะคะ ครูจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ เท่านี้ค่ะ” ครูผ่องศรีกล่าวแค่สั้น ๆ และเสียงสั่นเล็กน้อย

ทั้งหมดคือพิธีต้อนรับครูใหม่อย่างง่าย ๆ นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ครูผ่องศรี นพคุณ ก็เป็นครูประจำชั้น ป 5 ข อย่างเป็นทางการ

...........................

“ไหนใครเป็นหัวหน้าห้องคะ” ครูผ่องศรีถามขึ้นเป็นประโยคแรก ๆ หลังจากที่เข้าชั้นเรียน นักเรียนทุกคนเข้าประจำที่นั่งของตัวเองหมดแล้ว

“นายบรรจงครับ” ไอ้หมง ปากหมา เสือกขึ้นมาทันที พร้อมชี้นิ้วข้ามหัวเพื่อน มาทางผม “หมง” หรือวีรศักดิ์ ที่พวกเราเติมสร้อยให้มันว่า “ปากหมา” เพราะปากมันอยู่ไม่ค่อยสุข และชอบเสือกไปทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่ไร้สาระ ส่วนเรื่องที่เป็นการเป็นงาน หมงก็ไม่รู้หายหัวไปอยู่ที่ไหน หมงดูจะเอาการเอางานเกินไป กับการแนะนำตัวผม คงอยากประจบครูใหม่ เพราะจะได้รู้สึกปลอดภัย ถ้าหากครูประจำชั้นที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในชั้น รักและโปรดปรานมันซะอย่าง ไอ้หมงก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว นิสัยชอบประจบผู้มีอำนาจของมัน ทำให้มันเหมาะที่จะทำงานเป็นนักการเมืองหรือ สส. มาก เมื่อมันโตขึ้น

ผมลุกจากเก้าอี้ ยืนตรง เป็นการแนะนำตัวเองกับคุณครู จะว่าไปแล้วผมต้องขอบใจไอ้หมงถึงจะถูก เพราะว่าผมกับครูผ่องศรีได้สบตากันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้ ครูผ่องศรีมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ คงเห็นผมเป็นเด็กตัวแกร็น ๆ แขนขาเล็กลีบ ใส่แว่นสายตาสั้นขอบโต จนไม่สมดุลกับวงหน้าเล็ก ๆ อาจจะคิดว่าตัวเท่าลูกหมาอย่างผมจะเอาอยู่ พวกผีดิบ ๆ ตัวใหญ่ ๆ ที่ไปสุมกันอยู่ข้างหลังชั้นเรียน ได้ยังไง

คุณครูถามเรื่องทั่ว ๆ ไปในชั้นเรียน เนื่องจากครูเข้ามากลางเทอม จึงไม่รู้อะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น ข้อมูลของนักเรียนแต่ละคน ใครนิสัยยังไง ใครเรียนเก่ง ไม่เก่ง ใครมีปัญหาอะไร

“บรรจงจ๊ะ ไหนบอกครูหน่อยซิว่า ในห้อง ใครเป็นตัวแสบบ้าง ครูจะได้สนใจดูแลเป็นพิเศษ” ครูถามทีเล่นทีจริง

ผมเป็นหัวหน้าห้องมาสามสมัยติดต่อกันแล้ว แน่นอนที่ผมรู้อยู่แก่ใจว่า ไอ้โต๋ชอบรังแกเพื่อน ด้วยการเดินเข้าไปแกล้งเพื่อน ตบกบาลเพื่อน โดยไม่มีสาเหตุความผิดที่ชัดเจน ไอ้อึ่งชอบล้อเพื่อนที่มีอาการตุ้งติ้งเป็นกระเทย ไอ้หมงชอบเสือกไปทุกเรื่องที่ไร้สาระ จนเพื่อน ๆ ไม่เป็นอันทำงานทำการ ไอ้แห้วชอบขโมยตังค์เพื่อนในห้องไปเล่นเกมตู้ ไอ้โป๋ชอบทะเลาะวิวาทกับเพื่อนที่ตัวเล็กกว่า และไอ้ต่ายขี้แตกในห้องเป็นประจำ เดือดร้อนนักการภารโรงทุกที ลือกันว่ามันไส้รั่ว

“ไม่มีครับ ทุกคนเรียบร้อยดี” ผมรายงานไม่เป็นความจริง

ครูเลิกคิ้ว จดจ้องดวงตาของผมไม่กระพริบ เหมือนต้องการจับผิด ผมกลับสบตากับคุณครูอย่างกล้าหาญ ซ่อนโกหกคำโตไว้ได้อย่างมิดชิด

“จริงอ้ะ” ครูเอ่ยขึ้น

“จริงครับ” ผมตอบสั้น ๆ ไม่ต่อปากต่อคำ

จริง ๆ แล้วผมไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมประกันชีวิตไม่เข้ามาหาประกันกับนักเรียนในห้องเรียนชั้นประถมหรือมัธยม พวกเค้าเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ ที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถึงขั้นแขนขาหักได้ เพราะถูกพวกผีดิบแฟรงเกนสไตน์แถวหลังห้องทำร้าย โทษฐานไม่ยอมร่วมมือกับพวกมัน ซึ่งในที่นี้ ผมหมายถึงการปิดความลับของพวกมัน ไม่ให้ได้รับความเสื่อมเสียก่อนเวลาอันควรด้วย

“งั้นก็ดีแล้ว ครูอยากให้นักเรียนทุกคนสามัคคีกันไว้ ฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้ โตขึ้นจะได้เป็นพลังของประเทศชาตินะ” ครูผ่องศรีสรุปในที่สุด

อย่างที่คุณรู้ โรงเรียนของเราเป็นชายล้วน การมาของครูผ่องศรี จึงนำความสดชื่นมาสู่ห้องเรียนของเรา โรงเรียนของเรา

สำหรับคนชอบระบายสีอย่างผม ผมจึงยกให้วันนี้ของผมเป็นสีฟ้าครับ

สีชมพู

ผมตื่นจากเตียงในยามเช้าด้วยความรู้สึกที่สดใส นกกระจอกบนสายไฟฟ้า นอกหน้าต่าง ๆ กระโดดเต้นเร่า ๆ เริงใจ


ผมจัดกระเป๋าเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พออาบน้ำแปรงฟันและทานข้าวเสร็จ ผมก็สะพายกระเป๋าเดินออกจากบ้านอย่างร่าเริง


“แหม ไปโรงเรียนเช้าจังเลยนะวันนี้” แม่พูดขึ้นมาลอย ๆ ขณะกำลังกวาดบ้าน


ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่ง เหวี่ยงแขน โยนกระเป๋าหนังสือไปสุดแขน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ทันรู้ตัวก็ถึงโรงเรียนเสียแล้ว


เวลาที่หอนาฬิกาของโรงเรียนเป็นเวลา 6 นาฬิกา 30 นาที ซึ่งยังเช้ามากแม้แต่ในความรู้สึกของเด็กที่ขยันมาโรงเรียนแต่เช้า ผมใส่ใจกับรายละเอียดความเคลื่อนไหวในเช้านี้ไปเสียหมด จากบริเวณที่ผมซ่อนตัวอยู่ คือหลังพุ่มชบา เมื่อมองออกไปตรงประตูทางเข้าโรงเรียน ก็จะเห็นคนเดินเข้าออกตลอดเวลา นักเรียนบ้างก็เดินกันมาเอง บ้างผู้ปกครองก็เอารถยนต์มาส่ง บ้างผู้ปกครองก็จ้างรถสามล้อถีบมา ส่วนคุณครูคนอื่น ๆ ก็มีรถของตัวเอง ซึ่งผมหมายถึงทั้งรถจักรยาน จักรยานยนต์ และรถยนต์


แล้วรถโฟล์คเต่าสีส้มก็เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ ผมมองนาฬิกา เป็นเวลา 7 นาฬิกา 28 นาที ผมจดจำเวลาใส่สมองไว้และหลังจากนั้นผมก็มีนัดกับครูผ่องศรีในเวลาใกล้เคียงกันนี้ ทุก ๆ วัน

..............

ระบบการเรียนในสมัยนั้น เป็นระบบการเรียนแบบเก่า ที่เราอยู่นิ่ง ๆ ในห้องเรียน แล้วคุณครูสลับหน้ามาสอนพวกเราเอง อย่างเช่นในวันนี้เริ่มตั้งแต่เช้าด้วยวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งสอนโดยมาสเตอร์สมชาย ทำให้เราเจอกับครูผ่องศรีแค่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ที่เข้ามาเช็คชื่อเท่านั้น หลังจากจบวิชาคณิตศาสตร์ ก็เป็นวิชาภาษาอังกฤษ ของครูลำดวน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นครูที่ดุมากที่สุดคนหนึ่ง พวกเราชอบดูลิ้นของครูลำดวน ตอนแกสาธิตการพูดให้ชัดเจนแบบฝรั่ง เวลาแกทำปากและลิ้นห่อ ๆ เพื่อออกเสียง จะคล้ายฝรั่งมาก แต่พวกเราดูแล้วตลกจนไม่กล้าเลียนแบบ แต่พวกลิงทโมนแก็งค์ไอ้แห้ว ไอ้โป๋ ไอ้โต๋ ไอ้อึ่ง จะเอามาเล่นมุขซะมากกว่า โดยทำเลียนแบบบุคลิกของครูลำดวน และแน่นอน นั่นคือตอนที่ครูลำดวนเดินพาร่างอ้วนจ้ำม่ำของแกออกจากห้องไปแล้ว


แต่ช่วงบ่าย ครูผ่องศรีรับเหมาสอนหลายวิชา ทำให้ช่วงบ่ายเป็นเวลาแห่งความเพลิดเพลิน เพราะได้อยู่กับครูผ่องศรี เราได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์และวิชาภาษาไทยจากคุณครู ผมมารู้ทีหลังว่าครูผ่องศรีเรียนเอกภาษาไทยมา ทำให้วิชานี้เป็นความโดดเด่นของคุณครู


นักเรียน อ่านอาขยานบทนี้ตามครูนะคะ” ครูผ่องศรีอ่านอาขยานจากหนังสือแบบเรียน เสียงเจื้อยแจ้วและนุ่มนวลกังวาลดั่งเสียงระฆัง “ สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพยอม อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม”


เอ้า บรรจงมาอ่านอาขยานให้ครูฟังหน่อยซิ” ครูเจาะจงมาที่ผม ผมลุกจากเก้าอี้เดินไปรับหนังสือแบบเรียนมาจากคุณครู


ครูผ่องศรีอยู่ทางด้านหลังของผม แล้วเอื้อมมือมาชี้อาขยานบทที่จะให้ผมอ่าน ด้วยอาการดังนี้ ครูผ่องศรีจึงอยู่ใกล้ผมเข้ามาอีก จนผมได้กลิ่นน้ำหอมที่คุณครูประพรม


บทนี้นะ เอ้า ลองดูซิว่าอ่านได้มั้ย”


แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ดต้องเข็ดขม ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย" ผมอ่านทำนองเสนาะเจื้อยแจ้วอย่างมั่นอกมั่นใจ


ดีมากจ้ะ อ่านได้ไพเราะมากเลย”ครูเข้ามาลูบหัวผมอย่างเอ็นดู แล้วก็หันมาพูดกับนักเรียนทั้งชั้น “เอ้า ตบมือให้บรรจงหน่อย เก่งมากจ้ะ ”


แล้วเพื่อน ๆ ก็ปรบมือให้ผมอย่างเกรียวกราว แต่ถ้าหูผมไม่ฝาด ผมว่าผมได้ยินเสียงกระทืบเท้าปนมาจากแถวหลัง ๆ ด้วย


หลังจากผมส่งคุณครูกลับขึ้นรถโฟล์คเต่าในวันนั้นแล้ว ผมก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ผิวปาก และเหวี่ยงกระเป๋าไปข้างหน้าสุดวงแขน ด้วยอากัปกิริยาเช่นนี้ไปตลอดทาง จนถึงบ้าน


วันนี้ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีชมพู แถมเป็นสีชมพูที่มีกลิ่มหอมของน้ำหอมจาง ๆ ด้วย


สีเทา

ผมคิดว่ามีเพียงไม่กี่คน ที่อยากจะระบายสีเทาลงไปบนภาพเขียน

กาลเวลาผ่านมาแล้วสี่เดือนเต็ม ๆ ย่างเข้าปลายเดือนตุลาคม ผมนั่งอยู่ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ ที่มีฝักสีน้ำตาลของมันเกลื่อนกล่นอยู่เต็มพื้น ท้องฟ้ายามนี้หม่นหมอง จนแสงแดดขี้คร้านจะออกมาเล่นด้วย

แต่ใจของผมตอนนั้นมันช่างหม่นหมองยิ่งกว่า ทางบ้านของผมเริ่มมีบรรยากาศไม่ดี พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อย ๆ ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร พ่อไม่ค่อยกลับบ้าน เห็นว่าไปสมาคมจีน คุยกับพวกคนจีนนาน ๆ ถึงดึกดื่น พอกลับบ้านมาก็เมาแอ๋


ส่วนบรรยากาศในชั้นเรียน ก็ไม่สนุกเหมือนเดิม ครูผ่องศรีหน้าตาไม่ค่อยผ่องแผ้ว หมง ปากหมา บอกว่าครูทะเลาะกับผัวมา ซึ่งผมว่ามันปากหมาไปงั้นเอง แต่บางทีก็อดเชื่อตามไม่ได้ เพราะถ้าหากว่าความรักของคุณครูเริ่มไม่สดใส ก็คงลามมาถึงนักเรียนไม่ยาก บางทฤษฎีก็ว่าสามีของครูคงไปติดสาวเอ๊าะ ๆ คนอื่น แต่ครูสวยออกยังงั้น ยังโง่ไปติดสาวอื่นเหรอ หมง ปากหมา บอกว่าเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างเราไม่เข้าใจหรอก

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องใหญ่ ครูผ่องศรีให้การบ้านภาษาไทยกับพวกเรา ระหว่างหยุดเสาร์อาทิตย์ เป็นบททดสอบการอ่านและวิเคราะห์เรื่อง ครูแจกชีทที่โรเนียวมาให้กับนักเรียนทุกคน โจทย์ของการวิเคราะห์ก็ไม่ยาก เรื่องมีอยู่ว่าไก่ฟ้าตัวนึงไปติดกับดักของนายพราน ไก่ฟ้าขอชีวิตโดยบอกว่าหากปล่อยมันไป มันจะไปหลอกล่อให้เพื่อน ๆ มาติดกับดักของนายพรานเยอะ ๆ นายพรานแค่นหัวเราะบอกว่า ไก่ฟ้าตัวนี้ โกหกปลิ้นปล้อน เพื่อเอาตัวรอด คบไม่ได้ เลยสังหารซะ เรื่องก็จบเท่านี้ แล้วในชีทก็จะมีคำถามเชิงวิเคราะห์ให้ตอบสองสามคำถาม เช่น การกระทำของนายพรานถูกต้องหรือไม่ ให้อธิบายรายละเอียด และนักเรียนได้อะไรเป็นข้อคิดเตือนใจจากนิทานเรื่องนี้บ้าง ให้ระบุ


การวิเคราะห์จากเรื่องเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับผม ผมใช้สมองวิเคราะห์ไม่นานนักและเขียนอย่างรวดเร็วลงในชีท จากนั้นก็สอดเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะของผม และไม่ได้เฉลียวใจว่าจะมีเหตุร้ายตามมาในวันจันทร์


...........


เลยเวลา 7นาฬิกา30 นาที ไปนานแล้ว แต่ผมก็ไม่เห็นวี่แววรถโฟล์คเต่าสีส้มคันนั้นเลย ผมอดเป็นห่วงคุณครูไม่ได้ กำลังจะเดินไปดูที่หน้ารั้ว ก็พอดีเห็นคุณครูก้าวลงมาจากรถโดยสาร

คุณครูหน้าตาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ตาก็แดงช้ำ เหมือนกับผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน

ในชั่วโมงเรียนภาษาไทยของบ่ายวันนั้น ครูเดินเข้าห้องมาพร้อมกับชีทที่พวกเรารวบรวมส่งให้ครูตั้งแต่ตอนเช้า ครูกระแทกหนังสือที่หอบมาด้วย ลงบนโต๊ะดังโครม มองมาที่กลุ่มนักเรียนด้วยสีหน้าโกรธจัด


ไหน ใครเป็นคนเอาการบ้านให้เพื่อนลอก อย่าบอกนะว่าไม่ได้ลอกกัน มีอย่างที่ไหน คำถามวิเคราะห์แท้ ๆ แต่ตอบตรงกันเด๊ะทุกคำทุกประโยคเลย” ครูแว้ดใส่พวกเราเป็นชุด ๆ เสียงแว้ดของคุณครูไม่น่าฟัง ทั้งแหลมเสียดหู และน่ากลัวมาก


พวกเราถูกสั่งให้ยืนขึ้น เราก้มหน้ากันทุกคนโดยอัติโนมัติ แม้แต่นักเรียนที่ไม่ได้ลอกจริง ๆ ก็ยังไม่กล้าสบตาครู


นี่น่ะ อะไรกัน” ครูหยิบปึกชีทที่อยู่ในกลุ่มลอก ขึ้นมาอ่านเสียงระรัวอย่างโกรธจัด “ ข้อคิดเตือนใจของนิทานเรื่องนี้คือ คนเราควรจะมีคุณธรรมความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง คิดเอาตัวรอด เหมือนอย่างไก่ฟ้าอันแสนจะปลิ้นปล้อนตัวนี้ ที่โกหกนายพรานผู้แสนจะเก่งกล้า ว่าจะพาเพื่อนมา...”


ครูหยุดอ่านแล้วเงยหน้าจากแผ่นกระดาษ มองหน้านักเรียนที่หลบสายตากันไปมา ย้ำคำช้า ๆ


สำนวนเหมือนกันหมด ใคร ใคร ใคร!!

ผมรู้ว่าเป็นต้นฉบับมาจากผม ผมกำลังจะยกมือสารภาพ ก็พอดี......


ผมเองครับ ครู ผมเป็นคนให้ลอกเองครับ” เป็นเสียงของหมง ปากหมา

เปล่าครับ ครู ของผมตังหาก” ผมค้าน


อ๋อ ดี ดีละ พวกเธออยากรับผิดชอบแทนกันใช่มั้ย ถ้างั้นพวกที่ลอกออกมาให้หมด เดี๋ยวนี้เลย”ครูแหวใส่

พวกเราที่อยู่ในกลุ่มลอกออกมายืนกันทั้งหมด แต่คุณครูก็ไม่ละความพยายามที่จะหาคนผิด เลยหันไปถามเพื่อนของผมคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลอกกับเขาด้วย ว่าใครให้ลอก แต่ไม่มีใครเอ่ยปาก ทำให้ครูผ่องศรียิ่งโมโห พาลทำโทษหมดทั้งห้อง ด้วยการฟาดไม้เรียวสุดแรงเกิด จนหลังแอ่นกันหมดทุกคน


ครูฟาดก้นนักเรียนคนสุดท้าย คือผม ซึ่งโดนสองเท่าในฐานะหัวหน้าห้อง ก่อนที่ครูจะแอบปาดน้ำตารื้น ๆ ของตัวเอง


วันนั้นผมเดินกลับบ้านอย่างซึมเซา พอน้ำตามันรื้นขึ้นมา ผมก็ถอดแว่นตาเพื่อปาดน้ำตาออกเสียทีหนึ่ง


สีดำ

มีเรื่องชวนละอายเกิดขึ้นตอนสาย ๆ ของกลางสัปดาห์ ก่อนวันคริสต์มาสสองสามวัน นำไปสู่การไต่สวน ลงโทษและพาลไม่ได้เรียนหนังสือกันทั้งวัน


ตั้งแต่ตอนที่ครูผ่องศรีลงโทษพวกเราทั้งชั้น มีหลายคนรู้สึกละอายต่อการลอกการบ้านและไม่กลับไปทำอีก เรื่องราวผ่านมาเกือบสองเดือนและลืมเรื่องนี้กันไปหมดแล้ว...แต่ไม่ใช่ทุกคน


วันนั้นคุณครูปล่อยให้พวกเราอ่านหนังสือเตรียมสอบแต่จะผลัดกันเรียกพวกเราไปหาที่โต๊ะ เพื่อทดสอบการอ่านอาขยานเป็นรายบุคคลด้วย ตอนที่สมาชิกแก็งค์ป่วนคนใดคนหนึ่งออกไปอ่านอาขยานที่โต๊ะครู จะต้องมีเสียงหัวเราะคิกคัก ๆ ดังจากทางท้ายแถวเสมอ ๆ ซึ่งตอนแรกก็ไม่มีใครฉุกใจคิดอะไร นึกว่าเป็นการล้อเลียนกันเอง แต่เรื่องมาแตก ตอนที่มีเพื่อนเราคนหนึ่งในกลุ่มเด็กเรียน ที่ออกไปอ่านอาขยาน สังเกตว่าตรงพื้นบริเวณที่ครูผ่องศรีนั่ง แปะไว้ด้วยเศษกระจกเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งสะท้อนเข้าไปใต้กระโปรงคุณครูพอดี เพื่อนเราคนนั้นเลยฟ้องคุณครู ผมจำได้ว่าครูผ่องศรีไม่ได้ลงโทษหรือว่าใครซักคน นอกจากแสดงอาการตกใจเอามือทาบอก หน้าเสีย ตาแดง ๆ และถลันออกจากห้องไปในทันที


มีการสอบสวน จากภราดา ฝ่ายปกครอง พวกแก็งค์ป่วนถูกลงโทษอย่างรุนแรง ด้วยการเฆี่ยนประจานในหอประชุมโรงเรียน พวกนั้นคงเจ็บสาหัสและอับอาย แต่รอยเจ็บที่ไม่มีทางหายได้ และความอับอายที่สุดทน ก็คือคุณครูต่างหาก


ผมไปดักพวกแก็งค์ที่หลังโรงเรียนหวังคาดคั้นเอาผิดกับพวกมัน เจอพวกมันครบแก็งค์ ผมท้าชกกับไอ้โต๋ตัวต่อตัว ผลก็คือผมเป็นฝ่ายฟกช้ำดำเขียวและเดินแว่นแตกกลับบ้าน


กลับมาถึงบ้านแม่บอกว่าพ่อป่วยเข้าโรงพยาบาล หลังจากที่ผ่านมาพ่อดื่มเหล้าหัวราน้ำ เมาแอ๋กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ วันนั้นพ่อไถลลื่นล้มลงและช็อคไม่รู้สึกตัวอีกเลย


.............


สีรุ้ง

พ่อโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา สมาชิกในบ้านผลัดกันไปเยี่ยม ครบสองอาทิตย์พ่อผมก็จากไป

ครอบครัวเราจัดการเรื่องงานศพจนเรียบร้อย ผมก็กลับมาเรียนตามปกติ พวกแก็งค์ตัวแสบถูกย้ายไปเรียนห้อง ค จนหมด ผมห่างห้องเรียนไปทั้งอาทิตย์ กลับมารู้สึกแปลกแยกชอบกล เพื่อน ๆ ก็มองผม เหมือนอยากจะส่งผ่านความเห็นใจมาให้ ผมไม่ค่อยกล้าสบตาครูผ่องศรี ทั้งที่ใจอยากให้ครูถามผมเรื่องทางบ้านบ้าง ผมยังอยากถามเรื่องทางบ้านของครูเลย


แต่ทั้งวันคุณครูก็ไม่ได้ถามอะไรจากผม จนกระทั่งหลังเลิกเรียน เพื่อน ๆ กลับกันไปเกือบหมดแล้ว เหลือผมกับเพื่อนอีกสองสามคนที่เป็นเวรทำความสะอาดในห้อง ครูผ่องศรี ก็เรียกผมไปหาที่โต๊ะครู


ครูเสียใจด้วยกับการจากไปของพ่อเธอนะ” ครูเอ่ยกับผมอย่างอ่อนโยน มองผมอย่างใส่ใจ และเอามือแตะไหล่


ขอบคุณครับ” ผมเบือนหน้าหนีคุณครู ทั้งที่ไม่สมควร เพราะความรู้สึกอัดแน่นกำลังท่วมทับอยู่ในหน้าอก จนพูดไม่ออก น้ำตารื้นขึ้นมาอีก ไม่รู้เป็นเพราะว่าความรู้สึกที่พ่อจากไปหรือความใส่ใจที่ครูมีให้กันแน่

พรุ่งนี้เราจะไม่ได้เจอกันแล้วนะ บรรจง” ครูเอ่ยขึ้น


ผมใจหายวาบ งงกับสิ่งที่ครูพยายามบอก ผมไม่อยู่ตลอดอาทิตย์ คงมีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ยิ่งทำให้อยากรู้เรื่องของคุณครูมากขึ้น อยากจะถามว่าเรื่องอะไร แต่เด็กตัวเล็ก ๆ จะถามเรื่องของผู้ใหญ่ได้หรือ อยากจะหันหน้ากลับมาสบตาครู แต่ก็ไม่กล้าอยู่ดี


ครูส่งห่อกระดาษสายื่นใส่มือผม บอกว่ากลับบ้านไปค่อยแกะ ผมได้แต่ตอบคำว่า ขอบคุณครับ แล้วคุณครูก็เดินจากไป


ผมยืนนิ่งอยู่จุดเดิม นานเท่าไรไม่รู้ แต่พอนึกขึ้นได้ ผมก็รีบวิ่งไปหน้าอาคารเรียน มองหารถโฟล์คสีส้ม แล้วก็เห็นรถโฟล์คกำลังจะผ่านประตูโรงเรียนออกไป ยังทันได้เห็นว่าบนรถมีครูผ่องศรีอยู่บนเบาะที่นั่งคนขับเพียงลำพัง แล้วรถก็ลับสายตาผมไป


นั่นเป็นภาพสุดท้ายของครูผ่องศรีที่อยู่ในความทรงจำของผม


........


พอผมกลับถึงบ้าน รีบแกะห่อกระดาษสาออก มันคือแบบเรียนภาษาไทยเล่มที่ผมอ่านอาขยาน ข้างในปกเขียนไว้ด้วยลายมือคัดตัวบรรจงของคุณครูผ่องศรี นพคุณ


แด่บรรจง ลูกศิษย์ที่ครูรักมากที่สุด.....เห็นทุกเช้า ๆ เธอมาดูแลต้นชบาตรงหน้าอาคารตลอดเลย ครูไปแล้ว อย่าลืมดูแลเขาเหมือนเดิมล่ะ”


บรรทัดต่อมา มีลายเซ็นของครูกำกับไว้


.........


ผมอดยิ้มไม่ได้กับประโยคที่คุณครูเขียนฝากไว้ ขณะกำลังรดน้ำต้นชบาที่ปลูกเป็นแนวรั้วบ้านผม ลำแสงสีเหลืองที่ตัดผ่านม่านน้ำตอนรดต้นชบา ทำให้เกิดประกายสายรุ้งจาง ๆ

ครูครับ นี่ก็เนิ่นนานถึง 35 ปีแล้ว แต่ผมยังคิดถึงคุณครูเสมอนะครับ


.............................................


วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ปัตตานี




คอลัมน์สับปะรดกวน โดย เล็ก หมีพูห์
12 เมษายน 2553


ผมขอแสดงความเสียใจ ไว้ ณ ที่นี้ ที่สังคมไทยต้องเผชิญกับความสูญเสียอีกครั้ง ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า สังคมไทยเรายังมีคนกลุ่มหนึ่งโหดร้ายอำมหิตและเลือดเย็น สามารถเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้อย่างเย็นชา แต่ความอำมหิตที่ว่า ยังไม่อาจเทียบเท่าผู้บงการเบื้องหลัง ที่อำมหิตยิ่งกว่าสัตว์ร้ายในนรก


น่าเสียดายที่คอลัมน์ของผมไม่ใช่คอลัมน์การเมือง ทั้ง ๆ ที่พลังในการเขียนของผม ณ ขณะนี้ คือเรื่องพยายามแยกแยะปรากฎการณ์ดังกล่าว ในทัศนะของผม ผมหลับตา พยายามจมดิ่งกับสมาธิครู่หนึ่ง แล้วก็พิจารณาว่า เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมก็ยังอยู่กับความรู้สึกดี ๆ อย่างหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต นั่นคือการได้ไปเยี่ยมเยือนจังหวัดปัตตานี จังหวัดที่ได้ชื่อว่าไม่ปลอดภัยที่สุดจังหวัดหนึ่ง ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมนึกภาพ "น้องดาดา" เด็กสาวมุสลิม ที่ยื่นหมวกกะปิเยาะมาให้ผม เพื่อเป็นของที่ระลึก ก่อนวันสุดท้ายของการอบรมหนังสั้นอันยาวนานสิบวัน ที่โรงแรมซีเอสปัตตานี ภาพที่ทะยอยตามมา ล้วนแล้วเป็นความประทับใจในมิตรไมตรี ที่หยิบยื่นให้โดยเยาวชนหนุ่มสาวและผู้คนบนแผ่นดินนี้....ที่ขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า "ลังกาสุกะ" ที่เจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและศาสนา มานับพันปี

ผ้าโสร่งผืนงาม โรตีกรอบบรรจุกล่อง ขนมลูกหยี บูดูรสเลิศ และสรรพขนม ถูกนำมามอบให้วิทยากรและทีมงานอบรมหนังสั้น ไม่ขาดสาย รอยยิ้ม แววตาที่ส่งต่อ จากใจสู่ใจ ไหนหรือ...ที่สื่อมวลชนพยายามบอกเรา ว่าปัตตานี เป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัยในการมาเยี่ยมเยือน

ตลอดสิบวันของการเดินทางมาอบรมหนังสั้นที่ปัตตานี ผมได้รับการบอกเล่ามาตลอดว่า การแตะเนื้อต้องตัวเด็กสาว ในสังคมมุสลิม เป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควร หลายๆ ครั้งในการลาจากกัน การแสดงออกทางมิตรภาพอย่างหนึ่ง ก็คือการโอบกอด ผมเองยังอยากจะกอดน้อง ๆ หลายคนด้วยความเอ็นดู เพราะไม่คิดว่าจะมีการแสดงออกถึงความห่วงหาอาทรอันใด ที่ดียิ่งไปกว่าการโอบกอด ...แต่ก็ไม่กล้า

ในวันที่เราจะลาจากกันจริง ๆ มีน้องทั้งชายหญิง มามะรุมมะตุ้มอย่างกับพวกเราเป็นดารา น้องผู้หญิงคนหนึ่ง สวมคลุมผ้าฮิญาบ(ฮิญาบ แปลว่า ปิดกั้น) ตรงมาหาผม บอกว่าอยากกอดพี่เล็กจัง ผมตอบกลับว่า แล้วทำไมไม่กอดล่ะ แล้วเธอก็โผเข้ากอด หลังจากนั้นน้องอีกหลายคนก็ตรงเข้ามากอดบ้าง

บางทีผมคิดว่า ข้อห้ามอาจจะมีการละเว้นในรายละเอียดบ้าง หรือถึงแม้ว่าข้อห้ามจะเคร่งครัด...บางครั้งการละเมิดบนพื้นฐานความดีความงาม ก็ไม่น่าจะเป็นไร

ระหว่างการเดินทางกลับ บนรถตู้ ทีมงานของผม หยิบกระดาษโน้ตที่น้อง ๆ เขียนให้กับพี่ๆ มาอ่านอย่างมีความสุข "ไอรีน" เจ้าเด็กกระเทย ที่น่ารักเป็นที่สุด โทรมาเช็คแทบตลอดทาง ว่าพวกเราเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพจริง ๆ และเมื่อกลับมาถึงบ้านที่เชียงรายแล้ว ผมเองก็ยังได้รับอีเมล์ แมสเสจทางมือถือ..หรือการทักทายผ่านเฟซบุ๊คบ้าง เอ็มเอสเอ็นบ้าง จากน้อง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ดูสิ...มิตรภาพที่งอกงามเบ่งบานปานนี้ ใช้เวลาเพียงสิบวันเท่านั้น

ส่วนผู้ใหญ่หลาย ๆ คน ที่เป็นครูบาอาจารย์ ที่พาเด็กมาอบรม ท่านก็น่ารัก ในการปฎิบัติตัว ท่านไม่แทรกแซงกระบวนการทำงานของเด็ก ๆ เลย มิหนำซ้ำ กลับอำนวยความสะดวกทุกเรื่อง เพื่อให้เด็กทำงานได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปรับไปส่งในโลเคชั่น การดูแล ให้คำปรึกษา (ในขอบเขตที่เรียกว่าเป็นคำปรึกษาจริง ๆ) หรือแม้กระทั่ง การลงมือแสดงเองก็ตาม

แล้วผมก็นึกย้อนถึงความรู้สึก เมื่อผมรู้ว่าจะได้มาปัตตานีเป็นครั้งแรก เป็นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ตื่นเต้น ผสมปนเปกับความหวาดระแวง ความกลัว ที่แม้จะน้อยนิด ก็ยังรู้สึกได้ แต่ก็ไม่อาจหักห้ามใจ ที่จะมาเยือนปัตตานีสักครั้ง

น่าแปลก...ในเบื้องต้นของการตัดสินใจมาเป็นวิทยากรอบรมหนังสั้นให้เยาวชน ห้าจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งที่มีสิทธิเลือก...ทีมวิทยากรพวกรา ก็ขอเลือกจังหวัดปัตตานี เป็นคำตอบแรกและคำตอบเดียว

การที่เราลอดผ่านปราการความกลัว ที่กักกันเราเอาไว้กับความคับแคบของกำแพงทึบ ที่ทำให้เราเชื่อว่า มีอันตราย จากสายตาไม่เป็นมิตร การจับจ้องมุ่งร้าย และการฆาตกรรมอย่างไร้เหตุผล ภายใต้ปราการ ที่จำจองเราเอาไว้ ไม่ให้ได้รู้จักกับปัตตานีที่แท้จริง เมื่อปราการความกลัวนั้น ถูกทำให้สลายไป เราจึงพบว่าแท้จริงแล้ว นอกเหนือปราการ คือ สายลมบริสุทธิ์ที่พัดผ่านรอบตัวเรา สายลมที่โอบอุ้มเราไว้ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์และคำอำนวยพรจากพระอัลเลาะห์ และเสียงอาซานยามเช้าและยามบ่าย ที่ขับกล่อมให้สันติสุขยังดำรงอยู่ในดินแดนลังกาสุกะ

อะไรหนอ ที่ทำให้เธอทั้งหลายอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพี่ ๆ วิทยากร มาตลอดสิบวัน อะไรอยู่ภายใต้ดวงตาอันอ่อนโยนและใสซื่อของเธอ เมื่อเราได้สบตากัน ความมุ่งมั่นของเธอมาจากไหนกัน เธอจึงนั่งทำงานจนโต้รุ่ง กระทั่งเสียงอาซานลอยมาตามอากาศ พี่เชื่อเสมอว่า การละหมาด อย่างซื่อตรงและเปิดเผยของพวกเธอนั่นไง ที่ทำให้เธอมีพลังนั้นอย่างเต็มเปี่ยม และพระเจ้ายังดำรงอยู่ในเธอตราบเท่าที่เธอได้เปิดเผยต่อพระองค์

ในวันสุดท้ายของการอบรม ที่เป็นวันฉายหนังและมอบประกาศนียบัตร ผมใส่หมวกกะปิเยาะที่ดาดาให้ไว้เมื่อวาน จนหลายคนทักว่าผมเหมือนมุสลิมมากเลย เราชื่นชมให้กันในวันอันงดงามนี้ และหนังสั้นสิบเรื่องก็ได้แสดงให้เห็นความงาม ความศรัทธา ความสูญเสีย และความสงบ

"ฮัม" เด็กสาวหน้าตาสวย ดูคล่องแคล่วแบบผู้นำ นั่งข้างผม ในช่วงรอรับประกาศนียบัตร "พี่เล็กไม่เข้าอิสลามเหรอคะ" ผมยิ้มให้ฮัม พอให้รู้ว่าเป็นการปฎิเสธความปรารถนาดี ที่กรุงเทพฯ ในวันอากาศร้อนระอุ ผมนั่งดูข่าวสาร ประชาชนและทหารบาดเจ็บร่วมร้อย ผมยังคิดถึงความโหดร้าย ที่คนกระทำกับคน ทำลายชีวิต เพื่อสถานะทางการเมือง...ความอยู่รอดของนักการเมือง

ผมผละจากทีวีและเดินมายืนรับลมที่ระเบียงคอนโดสูง แล้วลมแผ่วเบาก็โชยมากระทบใบหน้า เหมือนได้รับการปลอบใจจากพระอัลเลาะห์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอีกครั้ง ผมนึกถึงสิ่งที่ดี ๆ ที่ปัตตานี รอยยิ้มของเด็ก ๆ และความทรงจำดี ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายที่นั่น ทำให้ผมยังไม่ทิ้งความเชื่อที่ว่า....

ความรักและสันติภาพยังมีอยู่จริง...บนแผ่นดินไทยผืนนี้

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

มิตรภาพข้ามรั้วไผ่ ที่เปียงฟ้า

มิตรภาพข้ามรั้วไผ่ ที่เปียงฟ้า

โดย เล็ก หมีพูห์

คอลัมน์ สัปปะรดกวน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทางข้ามพรมแดนไทยพม่า ด้านหมู่บ้านพญาไพร ดอยแม่สะลอง เข้าสู่หมู่บ้านเปียงฟ้า ที่อยู่ในเขตปกครองอิสระ รัฐฉาน ในประเทศพม่า โดยการเดินทางไปครั้งนี้ เป็นการติดสอยห้อยตาม คุณหมออุกฤษฏ์ มิลินทางกูร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเยี่ยมเยียน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ของเพื่อนพี่น้องชาวไทยใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

หมู่บ้านเปียงฟ้า เป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลไทยใหญ่ ขนาดเล็ก 20-30 เตียง ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน จาก เจ้ายอดศึก ผู้นำสูงสุด กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ที่สู้รบกับองกำลังพม่า มาอย่างยืดเยื้อยาวนาน หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านในแนวกันชน ระหว่างไทยกับพม่า ทำให้ได้รับผลกกระทบจากสงครามโดยตรง หากสถานการณ์ครุกรุ่น และเกิดการปะทะ ระหว่างกองกำลังไทยใหญ่และกองกำลังพม่า ชาวบ้านที่อาศัยอย่ ณ ที่นี้ ก็ต้องเดือดร้อน ลี้ภัยเข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งทางฝ่ายไทยก็จะให้การช่วยเหลือ ตามหลักมนุษยธรรมเสมอมา เดชะบุญ เท่าที่ผมถามชาวบ้าน และคณะแพทย์ที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าเสียงปืนตามแนวรบด้านนี้ สงบมาได้หกปีแล้ว

ที่จริงการเดินทางเข้าหมู่บ้านเปียงฟ้า ตามแผนเดิมจะเดินทางเข้ามาเป็นหมู่คณะ เพราะเป็นกำหนดการที่วางไว้ล่วงหน้า ของกิจกรรมการเสวนาแลกเปลี่ยน บูรณาการประวัติศาสตร์เชียงราย ที่เครือข่ายบูรณาการประวัติศาสตร์เชียงราย เป็นผู้จัดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากโรงพยาบาลแม่สะลองใน และ อบต. แม่สะลองใน

แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่สู้ดี ทางพม่ามีการเคลื่อนไหวกองกำลังผิดปกติ คาดว่าเตรียมการเข้าปะทะกับกองกำลังไทยใหญ่อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ คุณหมอเชอร์รี่ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สะลองใน ท่านจึงมีความเห็นว่า น่าจะยกเลิกการเข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลเปียงฟ้าเป็นหมู่คณะใหญ่ เพราะอาจทำให้กองกำลังทหารพม่าตระหนกในสถานการณ์ และเคลื่อนไหวในทางหนึ่งทางใด

แต่เป็นโชคดีของผมน่ะครับ ที่ผมสะพายกล้องไว้ข้างตัว และยืนอยู่ข้างหมออุกฤษฏ์ มานานสองนานแล้ว หลังจากน้องทหารไทยใหญ่ ช่วยหารถมอเตอร์ไซค์มาได้สามคัน ก็เลือกตัวแทนคนไทยเข้าไป ผมถูกดันหลังให้เข้าไปด้วยคนนึง เข้าใจว่ามีกล้อง เลยเหมือนสื่อมวลชนมากหน่อย

ถนนหนทางเป็นหลุมเป็นบ่อ หลายช่วงเป็นทางชัน ด้านข้างเป็นหุบเหว เครื่องรถต้องแรง และคนขับต้องชัวร์ ผมโชคดี ที่น้องทหารในรูป เป็นคนขี่ เลยโล่งอกมากกว่าคนอื่น ถึงอย่างไร บางช่วง หัวใจร่วงไปตาตุ่ม

ราว 10 นาที เราก็ถึงโรงพยาบาล ผู้อำนวยการคนไทยใหญ่ ออกมารับด้วยตนเอง ผมอดชื่นชมคุณหมออุกฤษฏ์ ไม่ได้ โดยบุคลิกภาพท่านอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง และเอาใจใส่เรื่องสาธารณสุขของเพื่อนบ้าน ต่างชาติ อย่างกับว่าเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันเอง คำแนะนำของคุณหมอ ด้านการรักษาพยาบาล เช่น ในรายที่โดนระเบิด จนตาบอด ข้อมืดขาด ไฟลวกตามตัว เป็นความรู้ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับเพื่อนบ้านของเราที่ขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง

พวกเราคนไทย ทั้งหกคน ใช้เวลาอยู่โรงพยาบาล ราวค่อนชั่วโมง พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำเรี่ยเขา ถึงเวลาต้องกลับ เรารวบรวมเงินกันได้ก้อนเล็ก ๆ ก็บริจาคให้โรงพยาบาล เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำได้ ในขณะนั้น เป็นความประทับใจมาก ๆ ในทริปนี้ ที่ไม่มีวันลืมเลยครับ

ผู้ที่สนใจอยากเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหว คงต้องตามเข้าไปดูวิดีโอที่ผมถ่ายไว้ ในเฟซบุ๊ค ที่ lek_meepooh@hotmail.com