แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"บ้านที่ฉันอยู่"

เช้าวันเดียวกัน แต่ทิ้งช่วงห่างหนึ่งเดือน

แมวสองตัวที่แม่เอ็นดูเลี้ยงไว้อย่างอ้วน!

มีอันต้องโดนรถชนตายกลางถนนหน้าบ้าน

ถึงแม้ มันผ่านมานานเป็นปีๆ แล้วก็ตาม

ถึงแม้อาหารแมวเม็ดสีช้ำๆ ยังอีกถุงใหญ่

ถึงแม้มีแมวตัวอื่นๆ เวียนมาออดอ้อน

แม่ก็ไม่คิดจะเลี้ยงแมวอีกเลย...

และ ถึงแม้ว่าในแต่ละวันๆ

ทุกครั้งเวลาแม่ปิดร้านข้าว

ทุกอย่างภายในบ้าน

รังแต่จะย้ำให้ยิ่ง..

เงียบเหงาเศร้าหม่น




อุเทน มหามิตร
16 พฤษภาคม 2553

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

คำตาม ‘สมองนัวเนีย’ : สาส์นริษยาจากสำนักไขสันหลัง

คำตาม ‘สมองนัวเนีย’
สาส์นริษยาจากสำนักไขสันหลัง

กล่าวตามสัตย์ อุเทน มหามิตรเป็นบุคคลที่ผมริษยาเป็นที่สุด!
ความริษยาแตกต่างจากความเกลียดชังก็ตรงที่ เรามักริษยาสิ่งที่เราหลงใหลอย่างยิ่ง แต่เราไม่สามารถครอบครองมันได้ ไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ และในกรณีนี้ย่อมคือตัวหนังสือของอุเทน มหามิตร !
เราพบกันครั้งแรกในร้านหนังสือ คนตัวสูงโย่งผมยุ่งตลอดเวลา (เขาน่าจะควบตำแหน่งกวีที่ผมยุ่งที่สุดในโลกอีหนึ่งตำแหน่ง) ซึ่งพูจาไม่รู้เรื่อง กล่าวตามจริงเราสนทนากันน้อยมาก แต่ในยามสายที่ฝนตกวันหนึ่งในร้านหนังสือ ผม เขา และ นฆ ปักษนาวิน ต่างจมอยู่ในมหาสมุทรเฉพาะตน กลายเป้นภาพประทับที่งดงามยิ่งกว่าบทสนทนายืดยาวใดๆ
เอาละ กลับมาที่ความริษยาเถอะ
“งูสีดำว่ายผ่านบ่อปลาอย่างอิสระ
นกที่จับกิ่งไม้ส่งเสียงตื่นตระหนก
พักเที่ยงดวงอาทิตย์หยุดเดิน
ทุกสิ่งวางนิ่งอยู่อย่างถูกที่ถูกเวลาและไม่ดื้อดึง
ใบไม้น้อยๆและฝุ่นบางๆแสดงอาการซึมเซา
ฤดูกาลไหวตามเงากระโดดอ้างว้างของกระต่ายป่า
ไกลๆนู้นว่าวจุฬาปิดด้วยกระดาษเก่าปรุชำรุด
ล่องลอยเคว้งคว้างบนฟ้าสีครามกว้างหมดจด
สายผูกเส้นใยเบาบางยากจะสังเกตเห็น
เหมือนไม่มีใครเป็นเจ้าของ”
พูดก็พูดเถอะในฐานะคนที่ขีดๆเขียนๆอยู่บ้าง เราไม่สมควรริษยาคนที่เขียนบทกวีข้างต้นนี้หรือ ! สมควรสิสมควร ริษยาให้ถึงตับไตไส้พุงได้โดยไม่ต้องขัดเขินกันเลยเทียวล่ะ
ภาษาพิเศษของ อุเทน พาเราเหาะข้ามพรมแดนจินตนาการเข้าไปยังเขตแดนลึกลับที่ภาษาไม่เคยพาเราล่วงล้ำเข้าไปถึงมาก่อน แดนสนธยาหยำเหยอะ ยากอธิบาย (ถ้าผมอธิบายได้ผมคงไม่ต้องมานั่งริษยาในยามเช้าอยู่เช่นนี้) พรมแดนที่มีงูเงี้ยวเขี้ยวขอ แสงรำไรลอดกิ่งไม้หงิกงอ ย่ำลงบนสมองเหนียวหนืบดูดเท้าดังจ๊วบๆ! (นั่นปะไร ผมพยายามอีกแล้ว ล้มเหลวอีกแล้ว ความพยายามงอกง่อยในการ ‘เลียนอุเทน’)
ภาษาของอุเทนเป็นเรื่องประหลาด การลงมืออ่านหนังสือของเขาให้ความรู้สึกแตกต่างไป ในจักรวาลนัวเนียนี้ ไม่มีที่ใดให้ท่านยึดจับ คล้ายการห้อตะบึงเข้าไปในป่ากลีบสมองรกชัฏ ท่านมีแต่ถูกถ้อยคำรุนหลังไปข้างหน้า สับสนอย่างเศร้าเกี่ยวกับการเขียนซึ่งดูคล้ายคลึงการลงทัณฑ์มากกว่าความพึงพอใจ และเมื่อท่านล่วงพ้น ปิดหนังือหน้าหนึ่ง เงยหน้าครั้งหนึ่ง สูดลมหายใจครั้งหนึ่ง ไม่เหลือเรื่องราวใดๆไว้ให้ท่านได้เอาไปบอกต่อ จงลืมเพื่อนๆของท่านเสีย พวกเขาไม่ควรค่าพอจะได้ร่วมรับรู้เรื่องราวหรอก อย่ามาโกหก มันอธิบายไม่ได้ และด้วยการณ์นี้นี่เอง ตัวหนังสือขออุเทน มหามิตรจึงไม่คล้ายการอ่านในแบบที่คุ้นเคย มันไม่ใช่การอ่านเอาเรื่องไม่ใช่กระทั่งการอ่านเอารส หากมันคือประสปการณ์ลึกลับอันอธิบายไม่ได้ คล้ายคลึงกับอะไรดีนะ กับการเข้าทรงนั่นปะไร ถูกต้องที่สุด การอ่านหนังสือของอุเทน มหามิตรคือประสปการณ์แบบอาการ ‘ผีเข้า’ ที่จะทิ้งไว้เพียงร่องรอยเลือนรางค้างก้านสมองหลังท่านรอดพ้นมา !

และเพื่อเป็นการทำลายความขรึมขัลศักดิ์สิทธิ์ทางภาษาของอุเทน (ที่ผมเองเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง) ผมจะบอกเคล็ดให้ก็ได้ ผมจะบอกวิธีอ่านให้ ท่านผู้อ่านจะได้ทำเป็นยักไหล่ แสดงความสาสมใจที่อ่านเอากับเขาได้เหมือนกัน แต่บอกไว้ก่อนนะ นี่มันแค่ทางลัดของ ‘นักริษยานิยม’ เท่านั้น อย่ามาเอานิยมนิยายอะไรกับผมล่ะ
บอกให้ก็ได้ วิธีการเดียวที่จะอ่านอุเทนให้รู้เรื่อง คือการโยนตรรกะระบบคิดที่ผูกติดคุรมาทิ้งไปเสียก่อน นั่นล่ะอย่างนั้น วิธีคิดเหตุผลรึ ระเบียบวิธีทางภาษาเรอะ เอามาฝากที่เคาน์เตอร์นี่ เราจะเอาไปขายมือสอง ฝากไว้ตรงนี้ก่อนแล้วค่อยเดินเข้าไป การเขียนแบบอุเทนคือการมองโลกด้วยสายตาใหม่ สายตาดึกดำบรรพ์ของเด็กจากดาวดวงอื่นที่มองโลกใบนี้ด้วยการเปรียบเทียบอย่างง่ายเข้ากับสิ่งต่างๆบนดวงดาวของตนเอง เมื่อเขาเห็นสิ่งหนึ่งเขาอธิบายมันด้วยสิ่งอื่น อธิบายทั้งตัวของสิ่งนั้น กัปกิริยาของมันไปจนถึงผลพวงที่เกิดขึ้นอย่างเลื่อนเปื้อนที่ช่วยไม่ได้ มันราวกับว่าเมื่อเราปล่อยให้ภาษารุกคืบอาณาเขตของโลก เราย่อมจะต้องสูญเสียรี้พลความจริงให้กับการศึกของภาษายังไงหยั่งงั้น
และนี่ เข้าเรื่องกันเสียที เถอะพ่อคุณ ‘สมองนัวเนีย’ หนังสือเล่มกระจิ๋วหลิวที่คุณกำลังจะเปิดอ่าน (หรือเพิ่งอ่านจบลงไปแล้วก็ไม่ทราบได้ –ผมไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่ผมเขียนจะไปประกบอยู่ส่วนไหนในหนังสือ อาจจะเป็นนอกเล่ม ฮา!) คืออาการทางประสาทของกวีอัจฉริยะที่มาจากดาวดวงอื่น นี่ผมยกย่องเขาลเศลอย หรือทำให้เขาดูแย่กันแน่ อย่างไรก็เถอะ หนังสือกวีนิพนธ์หยำเหยอะเนื้อสมองเล่มนี้ คืออีกครั้งที่พรมแดนลึกลับถูกเปิดประตูทิ้งค้างเอาไว้รอคุณเดินเข้าไป (และอย่าหวังจะได้กลับคือนมาง่ายๆ เฮอะ!) บทกวีในเล่มเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการคิดซึ่งถูกรุกคืบโดยโลกของวิธีเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ ระบบกายวิภาค สรีรวิทยาเข้าสิงสู่ หนึ่งหน่วยของวิทยาศาสตร์หยดลงในมหาสมุทรของกวีนิพนธ์ เจือจางลื่นไหลกลายเป็นหนึ่งและแปลกแยก ความเคลื่อนไหวในเซลล์ประสาทของกวี กลายเป็นข้อความหัวด้วนหางกุด หนุนเนื่องกันราวกับการหลากไหลของแม่น้ำฤดูฝน และนั่นทำให้ผมริษยามากที่สุด มาท่วมฉันบ้างสิถ้อยคำ

และถ้าอุเทนจะเข้าข้างสมองแล้วละก็ เอาสิ ปมจะลองเลือกข้างไขสันหลังดูที ว่ากันไปเถอะ เขาว่าสมองนั้นเอาไว้สั่งการด้วยระบบคิดจิตสำนึก แต่ไขสันหลังสิแน่นอนกว่า เพราะมันคือระบบสังการตอบโต้อัตโนมัติ ประสบพบตอบโต้โดยไม่ต้องไปผ่านการคิดให้ยุ่งยาก สำนักไขสันหลังปราศจากกลีบเหยื่อหยำเหยอะ มันทิ้งเส้นประสาทดิ่งตรงไปยังปลายรยางค์สู้ตายเมื่อภัยมาและไร้ความสามารถในการคิดใคร่ครวญ! เอาสิอุเทน ผมไม่เลียนคุณก็ได้ ขอริษยาไกลๆก็พอ!
นับเป็นการพล่ามที่เพียงพอประสาทไขสันหลังบใวมพองอ่อนล้า ขณะสั่งนิ้วมือให้เคาะแป้นคีย์บอร์ดก๊อกก๊อก โดยไม่สำรวจตรวจสอบ อย่ามาทำเป็นอ่านรู้เรื่องเลยผู้อ่าน คุณปราดตาแวบเดียวก็รู้แล้วว่าผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากพยายามเลียนแบบอุเทน แต่ไม่สำเร็จ ทุด ! รันทดจนได้แต่ริษยานั่นแหละ อย่ามาเสียเวลากับผมเลย ไปหางานของอุเทนมาอ่านอีกกันดีกว่า อันนี้รับรอง!

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา aka FILMSICK