แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ oy kanjanavanit แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ oy kanjanavanit แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

ไผ่ วัตถุดิบศตวรรษ 21

ใครๆ ก็รู้ว่าไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์สารพัดประโยชน์ อยู่เคียงข้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเรามาหลายพันปี  พัวพันกับชีวิตตั้งแต่จากครรถ์มารดาสู่เชิงตะกอน อุแว้ออกมาก็ใช้มีดไผ่คมกริบตัดสายสะดือ พอตาย ก็เอาแคร่ไม้ไผ่หามร่างเอาไปเผา เผลอๆ อาจได้ไฟจุดจากไม้ไผ่ผ่าซีกอีก

แม้ว่าไผ่จะขึ้นกระจายกว้างไกลอยู่ทั่วโลก แต่คนเอเชียมีวัฒนธรรมไผ่โดดเด่นกว่าใคร จนไผ่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเอเชีย เป็นความงาม เรียบง่าย เต๋า เซน และเศรษฐกิจพอเพียงเนื่องจาก เรามักจะมองเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิถีชีวิตแสนสุขของคนมักน้อยแห่งวันวาน พอให้นึกถึงไม้ไผ่ เราก็จะเห็นแต่ภาพเครื่องจักสานและกระท่อมโย้ปลายนา  ถ้ารวยเก๋มีรสนิยมวิไล ก็อาจนำไปประกอบบรรยากาศสปารีสอร์ต เพื่อชื่นชมได้ปลื้มกับสัมผัสรักษ์ธรรมชาติเรียบๆ ง่ายๆ ของตัวเองในราคาหลักหมื่น

แต่ถ้าคุณกูเกิ้ลเข้าไปค้นหาแบมบูแก็ตเจ๊ต และนวัตกรรมโมเดิร์นจากไผ่ คุณจะพบว่าไผ่กำลังเป็นวัตถุดิบที่ฮ๊อตที่สุดในยุคโลกร้อน

เรา ไม่พูดถึงกระบุงตะกร้า เก้าอี้ดีไซเนอร์ ชิ้นส่วนตกแต่งภายใน หรือแม้แต่ฝาปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของเอซัสที่ทำจากไผ่  แต่ขอบอกว่าสินค้าไผ่ยุคนี้กำลังก้าวล้ำพรมแดนวัสดุอื่น รายการกูเกิ้ลจึงมีกางเกงในและบราเซียผ้าใยไผ่  พลาสติกเขียวมิตซูบิชิ จักรยานไม้ไผ่ และกระดานโต้คลื่นรางวัลชนะเลิศ ด้วยคุณสมบัติเหนือกระดานไฟเบอร์กลาสชนิดเทียบแทบไม่ติด

ไผ่เป็นหญ้ายักษ์โบราณที่มีความแข็งแรงของไม้และความโอนอ่อนของต้นหญ้าผสมผสานในเนื้อเดียวกัน เหนียว แกร่ง เบา มีสปริงยืดหยุ่นไปพร้อมๆ กัน
 อันนี้เป็นคุณสมบัติของยอดบู๊ลิ้ม เป็นเคล็ดลับของศิลปะการต่อสู้ตะวันออก ที่วิศวกรและสถาปนิกทั่วโลกกำลังหลงไหล

 simon_velez













ไซมอน เวเลซ สถาปนิกชาวโคลัมเบีย ผู้สร้างโครงสร้างไม้ไผ่กว้างใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปีที่แล้วที่เม็กซิโกซิตี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 55,000 ตารางฟุต ถึงกับตั้งสมญานามไม้ไผ่ว่า “Vegetal Steel” – เหล็กกล้าพืช พร้อมกับบอกว่า “ลืมเหล็กกล้าและคอนกรีตไปได้เลย วัสดุก่อสร้างของศตวรรษที่ 21 ดูท่าว่าจะเป็นไม้ไผ่”

ที่สำคัญ ไผ่เป็นพืชบกที่โตเร็วที่สุดในโลก บางชนิดโตได้เกือบ 1 เมตรต่อวัน และสามารถปลูกเป็นสวนป่าใช้งานได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยไม่ทำลายดิน มันจึงเป็นวัสดุที่สามารถจัดการให้ยั่งยืนได้ไม่ยาก เพราะผลิตหมุนเวียนในพื้นที่จำกัดได้เร็ว

ไผ่จึงตอบโจทย์การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในยุคคนล้นโลก ป่าหดหาย น้ำเป็นพิษ แผ่นดินปนเปื้อน ภูมิอากาศแปรปรวน ได้ดีกว่าวัตถุดิบอื่นๆ ที่เราใช้ๆ กันอยู่

เนื้อเยื่อของไผ่สามารถนำมาทำเป็นผ้าคุณภาพดี ใส่สบายพอๆ กับผ้าลินินและผ้าฝ้าย แถมไม่ใช้สารเคมีปลูกอย่างไร่ฝ้ายส่วนมาก และมีคุณสมบัติพิเศษฆ่าเชื้อแบคทีเรีย คนผิวขี้แพ้ใส่ได้สบาย

ผ้าใยไผ่จึงกำลังเป็นที่ฮือฮาในวงการแฟชั่น โดยเฉพาะในหมู่ดีไซเนอร์หัวใจเขียวอย่าง แคทเธอรีน แฮมเน็ต และลินดา เลาวเดอร์มิลค์  เชื่อว่าเมื่อกระบวนการผลิตพัฒนาขึ้น เราจะเห็นผ้าใยไผ่กันมากกว่านี้

จุดอ่อนของไผ่ที่ทำให้คนยุคโมเดิร์นศตวรรษ 20 ไม่คิดใส่ใจมันมากนัก อยู่ที่ปัญหาอายุการใช้งาน ราชสีห์แพ้หนูฉันใด ไผ่ก็แพ้แมลงฉันนั้น  โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรไม่ให้บ้านไม้ไผ่ผุพังภายใน 5-6 ปี

แต่สัตว์ฉลาดอย่างมนุษย์ ขอให้ตั้งใจเสียอย่าง ทำได้อยู่แล้ว เทคโนโลยีการทรีตไม้ไผ่จึงก้าวหน้าขึ้นมากในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา
การทรีตไม้ไผ่ในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธีและหลายขั้นตอนรวมเบ็ดเสร็จราว 3 เดือน บางวิธีใช้สารเคมีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมเท่าไหร่ แต่ที่น่าสนใจคือการใช้ความร้อนอุณหภูมิไม่สูงมาก วิธีนี้ต้องใช้มือทำ ค่อยๆ ลนไฟลำไม้ไผ่ทีละท่อน ละท่อน แต่ละท่อนใช้เวลา 20-30 นาที  พี่ชายวิศวกรของฉันเพิ่งสร้างบ้านในฝันครึ่งหลังด้วยวิธีนี้ เป็นกระบุงยักษ์ที่สานเป็นฝาผนังแผ่ขึ้นมาเป็นหลังคา กะว่าอยู่ได้ถึง 30 ปี

เรื่อง งานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ด้วยไม้ไผ่ในรูปแบบใหม่ๆ เป็นเรื่องที่เราเออออคล้อยตามได้  แต่ไอ้ที่นึกไม่ออกเลยก็
เจ้ารถจักรยานไม้ไผ่ที่กำลังเป็นข่าวในยุโรปมันจะขี่กันเข้าไปได้ยังไงกัน

จักรยานทำด้วยไผ่

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิทพ์เดอะการ์เดียนที่ทดลองขี่แล้วรายงานให้อิจฉาเล่นว่าสุด ยอด ทั้งเบา และซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าจักรยานโลหะ แถมพรรณา ว่า “ให้พลังและความรู้สึกเหมือนเมื่อเราเล่นหวดไม้เรียวไม้ไผ่ในอากาศตอน เด็กๆ” สนนราคาคันที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์อย่างเครก คาลฟี ก็แค่สามพันปอนด์เท่านั้นเอง! ในขณะที่จักรยานไม้ไผ่เป็นได้เพียงของเล่นคนรวยในยุโรป ที่แอฟริกามันกำลังเป็นพาหนะทางเลือกของ
คนจน  เป็นผลงานของโครงการจักรยานไม้ไผ่ (Bamboo Bike Project) ริเริ่มโดยกลุ่มนักศึกษาวิศวะมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  ล่าสุด มีการคิดประดิษฐ์เครื่องลนไฟไม้ไผ่ ไม่ต้องนั่งทำมือทีละท่อนอีกแล้ว ที่สำคัญ มอเตอร์เครื่องลนไฟนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นับว่าโครงการนี้รวมสัญลักษณ์การพัฒนายั่งยืนไว้ได้ครบแทบทุกมิติ ทุกขั้นตอน
เอช.จี.เวลส์ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นปู่ เจ้าของคำพูดคลาสสิค “เมื่อผมเห็นผู้ใหญ่ขี่รถจักรยาน ผมมีความหวังกับอนาคตของมนุษยชาติ”จะดีใจขนาดไหนเมื่อได้เห็นผู้ใหญ่ขี่ จักรยาน ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งถูกทรีตด้วยเครื่องจักรพลังงานแสงอาทิตย์

Article Credit : ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ | มูลนิธิโลกสีเขียว http://www.greenworld.or.th

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

ความจริงวันนี้

ที่มา : http://tinyurl.com/3bafusz

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวการสำคัญที่ทำให้โลกต้องเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมถึงขั้นสาหัสสากัณฑ์อยู่ทุกวันนี้ หนีไม่พ้นการบริโภคทรัพยากรทิ้งๆ ขว้างๆ ในอัตราและปริมาณมหาศาล ขับเคลื่อนโดยระบบเศรษฐกิจการตลาดที่ไม่คิดราคาต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม

สองวิชาว่าด้วยศาสตร์แห่ง eco หรือ oikos–“บ้าน” ในรากภาษากรีก ได้แก่ economic เศรษฐศาสตร์ และ ecology นิเวศวิทยา แม้จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับบ้านหรือโลกใบนี้ของเราเหมือนกัน แต่ระบบเศรษฐกิจที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับระบบผลิตในวงจรธรรมชาติเลย

เรียน eco เหมือนกันแท้ๆ แต่กลับพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

เลยกลายเป็นว่าสินค้าและบริการหลายอย่างในสังคมที่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสูง เช่น พืชผักที่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยเคมี ซึ่งใช้น้ำมันปริมาณมากในการผลิต สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าพืชผักอินทรีย์ปลอดสารที่อาศัยการดูแลระบบนิเวศตามธรรมชาติในดินเกื้อกูลการเจริญเติบโต มันเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดปัจจุบันได้ยาก ธรรมชาติใช้เวลา 60 ล้านปีผลิตน้ำมัน ขุดเจาะขึ้นเอามาเผาแล้วทำโลกร้อน เอามาผลิตปุ๋ยไนโตรเจนก็ทำให้โลกร้อนมากขึ้นไปอีก แถมทำลายระบบนิเวศในดิน ทำให้ดินตาย ชะลงน้ำลงทะเลก็ทำให้สัตว์ในทะเลตาย ซ้ำกระบวนการผลิตปุ๋ยก็ต้องลงทุนลงแรงสร้างโรงงาน บริหารโรงงาน ทำการตลาด ฯลฯ ใส่พลังงานลงไปมากขนาดนี้ เหตุไฉนพืชผักเคมีจึงราคาถูก สำหรับคนที่เรียนวิชาคำนวณบวกลบคูณหารแบบตรงไปตรงมา กดเครื่องคิดเลขทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร ก็ไม่เห็นว่ามันควรจะถูกได้เลย

นี่คือความสามารถพิเศษของมนุษย์ เราสร้างระบบตลาดที่ไม่สะท้อนราคาที่แท้จริงของระบบธรรมชาติ ทั้งๆที่เราเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ต้องพึ่งพาระบบธรรมชาติเพื่อดำรงพื้นฐานชีวิต หายใจ กิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เลี้ยงดูลูกหลาน เหมือนกับสัตว์อื่นๆ แต่เรากลับไปเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจการตลาดที่เราสร้างขึ้นมาทุกวันนี้คือ “ความเป็นจริง” ในชีวิตจริง และคนจำนวนไม่น้อยมองว่าพวกนักอนุรักษ์ นักสิ่งแวดล้อม เป็นคนที่ไม่มองโลกตาม “ความเป็นจริง”

แต่ความจริงก็คือ มันมีความเป็นจริงทางนิเวศและความเป็นจริงของสังคมมนุษย์ ทั้งนักนิเวศวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็พยายามเข้าใจโลกตามจริง และเราขาดมุมมองทั้งสองไม่ได้เลย ตราบเท่าที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์ และตราบเท่าที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์อื่น เพราะเราเป็นสัตว์สังคม เราแบ่งหน้าที่ทำงาน พึ่งพาอาศัยกัน

ทางออกของเราจึงต้องทำให้ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของสังคมมนุษย์สะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ ทั้งสองระบบ ทั้งสองมุมมอง ต้องไปด้วยกัน ส่งเสริมกัน ไม่ใช่ขัดแย้งกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้คุยกับนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมชาวเยอรมันคนหนึ่ง ชื่อคุณไค ชเลเกลมิลค์ (Kai Schlegelmilch) เขาอธิบายได้เห็นภาพว่า ทุกวันนี้ ประชากร 5-10% ในสังคมเปรียบเสมือนคนเดินขึ้นเขา เป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไร้เหตุผลทางการเงินโดยสิ้นเชิง แต่ก็เลือกกระทำเพื่อส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาก็คือตราบใดที่ทางเดินสีเขียวเป็นทางเดินขึ้นเขาชัน คนเดินต้องออกแรงต้านแรงดึงดูดโลก คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เลือกเดินทางนี้ ซึ่งหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนในวงกว้าง เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกฎกติกาในสังคมเพื่อปรับองศาความลาดชัน ให้ทางเดินสีเขียวเป็นเส้นทางที่ราบขึ้น จนคนอีก 90% ที่เหลือหันมาเดินทางนี้ เพราะมันเป็นทางเดินสะดวก คุ้มค่า กำไรดี โอ้ว! และแถมสิ่งแวดล้อมดีด้วย

กฎกติกาที่ว่าคือนโยบายและกฎหมายที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าและการบริการในตลาดสะท้อนความเป็นจริงทางนิเวศ เพื่อจูงใจให้คนส่วนใหญ่หันมาตัดสินใจลงทุน จับจ่าย และเปลี่ยนพฤติกรรมในเชิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นคือความเป็นจริงที่สัตว์บนโลกอย่างเราต้องยอมรับ

หมายความว่ารัฐบาลต้องปฎิบัติการอีโคสองเด้ง ดูแลบ้านช่องและการบัญชีให้ดี เก็บภาษีสิ่งที่เป็นโทษต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม และต้องเลิกอุดหนุนการประกอบการหรือกิจกรรมใดๆ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม (เช่น เกษตรใช้สารเคมี) พูดง่ายๆ ให้ครอบคลุมตามสำนวนคุณไค คือ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่วิ่งสวนทางกับเป้าหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมควรจะได้รับการแก้ไข

ที่เหลือก็แล้วแต่จะจินตนาการคิดออกแบบกฎกติกา กูเกิ้ลเข้าไปหาดูตัวอย่างได้มากมาย อิตาลีออกกองทุนดอกเบี้ยต่ำให้เจ้าของอาคารปรับปรุงตึกรามบ้านช่องให้ประหยัดพลังงานภายใน 5 ปีก่อนเริ่มเก็บภาษีพลังงานกับอาคาร ลอนดอนเก็บค่าทำจราจรติดขัดกับรถยนต์ เยอรมันเก็บภาษีการบิน และแน่นอนว่าเก็บภาษีพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอซซิล และภาษีถุงพลาสติกตามห้าง อันนี้พื้นฐานสุดๆ

หลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเหล่านี้ไปแล้ว โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป ริเริ่มไปกว่า 10 ปี บางประเทศเกือบ 20 ปี และหลายประเทศในเอเชียก็เริ่มแล้ว มาตรการการคลังเหล่านี้ทำพรวดพราดไม่ได้ ต้องค่อยๆ ทำ เพื่อให้ผู้คนในสังคมสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ใครเริ่มมานานก็ทำได้มาก และจะได้เปรียบทางการค้าเมื่อเกิดข้อตกลงระดับโลกขึ้น

เรากำลังพูดถึงอนาคตอันใกล้ เพราะปีหน้าสังคมโลกมีนัดประชุมที่กรุงรีโอ ประเทศบราซิล ว่าด้วยวาระ “เศรษฐศาสตร์สีเขียว” เพื่อสิ่งแวดล้อม

หันมาดูประเทศไทย เรากำลังทำอะไรอยู่ เรามีนโยบายสวนทางกระแสโลก ภาษีรถยนต์บ้านเรา 15-25% ในขณะที่ภาษีรถจักรยานพับได้สูงถึง 30% ทั้งๆ ที่มันเป็นพาหนะปลอดมลพิษที่เหมาะที่สุดแก่การสัญจรในกรุง ก่อนยุคยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าเราจะบ่นว่าน้ำมันแพงขนาดไหน แต่ราคาน้ำมันในบ้านเราที่ผ่านมาก็แทบจะถูกที่สุดในโลกอยู่แล้ว นี่เรายังมาทำให้ถูกลงไปอีก และเราไม่มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกเลยไม่ว่าจะในรัฐบาลยุคใด

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อหลายๆ ประเทศเสียภาษีคาร์บอนหรือภาษีพลังงาน แต่เราไม่เสีย ในอนาคตประเทศที่มีกฎหมายภาษีคาร์บอนอาจไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากไทยแลนด์ได้ หรือมีกติกาบังคับให้ผู้ส่งออกสินค้าไทยต้องเสียภาษีคาร์บอนแก่ประเทศคู่ค้า แทนที่เม็ดเงินนั้นจะจ่ายเข้าคลังประเทศไทยในรูปแบบของภาษีภายในประเทศ เรากลับอาจต้องจ่ายให้แก่ประเทศอื่น

ตื่นเถิดชาวไทย เลิกฝันถึงน้ำมันราคาถูก เผชิญหน้ากับโลกของความจริง เพราะความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมกำลังจูนคลื่นเข้าหากัน

กรุงเทพธุรกิจ: กันยายน 2554

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำ CSR แต่เป็น BFB ด้วยหรือเปล่า?

BFB ย่อมาจาก bicycle-friendly business

หมายถึงธุรกิจหรือสถานที่ประกอบการที่เป็นมิตรต่อการใช้จักรยานเป็นพาหนะสัญจร อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและพนักงานนักปั่น และถ้าเจ๋งจริงก็ต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานปั่นจักรยานมาทำงานเป็นพิเศษอีกด้วย

ก็แล้วทำไมธุรกิจต้องหันมาส่งเสริมจักรยานล่ะ? ถ้าเราขายไอติม ผลิตพัดลม ออกแบบรองเท้า และแม้แต่ขายรถยนต์ มันมาเกี่ยวอะไรกับการขี่จักรยาน?

เพราะจักรยานเป็นทางออกสารพันปัญหาสังคมแบบหมัดเดียวได้หลายเด้งครบยก แก้ปัญหาจราจรในราคาแสนถูก แก้ปัญหาที่จอดรถไม่พอ แก้ปัญหามลพิษอากาศและโลกร้อน แก้ปัญหาโรคอ้วน โรคหัวใจ ประหยัดเวลา ประหยัดพื้นที่ ประหยัดน้ำมัน ประหยัดสตางค์ ส่งเสริมความเป็นเมืองน่าอยู่ จักรยานแวะจอดได้ทุกที่ ขนของได้สบาย จึงสามารถอุดหนุนร้านรวงทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ในเมือง เงินสะพัดทั่วถึง

แม้ว่ารัฐไทยจะยังมองไม่เห็นความสำคัญของจักรยานในฐานะพาหนะสัญจร แต่ภาคเอกชนสามารถก้าวหน้าไปก่อนได้ โดยส่งเสริมการใช้จักรยานให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรับผิดชอบต่อสังคม หรือโปรแกรมซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility, CSR) เล่นได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ในระดับดำเนินงานประกอบการธุรกิจของตนเอง จนไปถึงระดับส่งเสริมวาระจักรยานในสังคมวงกว้าง ทั้งหมดทำได้ง่ายๆ ด้วยต้นทุนเพียงน้อยนิด แถมได้ผลประโยชน์เป็นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นด้วย

ไม่นานมานี้ มีการวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์เปรียบเทียบอัตราวันลาป่วยระหว่างพนักงานที่ขี่จักรยานมาทำงานกับคนไม่ขี่ พบว่าคนขี่จักรยานเป็นประจำลาป่วยน้อยกว่า ยิ่งปั่นไกล ปั่นบ่อย ยิ่งแข็งแรง ความแตกต่างเห็นชัดในกลุ่มคนที่ขี่จักรยานอย่างน้อยวันละ 30 นาที สรุปว่าถ้ามีคนขี่จักรยานไปทำงานเพิ่มขึ้นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงปีละ 27 ล้านยูโร (1,146 ล้านบาท)

พื้นที่ใช้จอดรถหนึ่งคัน สามารถจอดจักรยานได้ถึง 10-12 คัน การสำรวจในยุโรปยังพบว่าคนขี่จักรยานแวะซื้อของบ่อยกว่าคนขับรถยนต์ ในสวิสเซอร์แลนด์มีการคำนวณสัดส่วนราคาสินค้าที่นักช้อปจับจ่ายกับขนาดพื้นที่ที่ใช้บนลานจอดรถในรอบหนึ่งปี พบว่าคนขี่จักรยานซื้อของต่อตารางเมตรมากกว่าคนขับรถถึง 875 ยูโร (37,138 บาท) ห้างร้านที่ฉลาดจึงต้องทำที่จอดล็อครถจักรยาน

นี่ยังไม่ได้คำนวณค่าน้ำมันที่พนักงานประหยัดได้จากการเดินทางมาทำงาน หรือค่าน้ำมันที่บริษัทใช้ในการวิ่งทำธุระจิปาถะ เช่น ส่งเอกสาร ซื้อบะหมี่และโอเลี้ยง ฯลฯ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำมาคิดเป็นเครดิตคาร์บอนของบริษัทได้ เอาไปแสดงในรายงานซีเอสอาร์ หรือรายงานการพัฒนายั่งยืนประจำปีได้สบายมาก ไม่มีข้อกังขาว่าตอแหลฟอกเขียวใดๆ เป็นเรื่องจริงที่จับต้องได้ทันที

การส่งเสริมจักรยานจึงเป็นซีเอสอาร์ที่มีเครดิตดีพอๆ กับการปลูกต้นไม้ และทำได้ง่ายกว่าการเดินทาง (ด้วยรถยนต์) ไปปลูกต้นไม้นอกเมืองเสียอีก

แล้วทำยังไงจึงจะเป็น BFB ?

ประการแรกคืออำนวยความสะดวกทางกายภาพแก่จักรยาน มีที่จอดล็อคจักรยานที่ปลอดภัยติดตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าอาคาร หรือมีที่ฝากจักรยานพับได้ภายในอาคาร เพราะทุกวันนี้ คนใช้จักรยานที่นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้น พบปัญหาที่จอดจักรยานขาดแคลน แถมอาคารหลายแห่งยังแสดงอาการรังเกียจจักรยานชัดเจน กลุ่มผู้ใช้จักรยานจึงพากันไปอุดหนุนร้านรวงที่ต้อนรับจักรยาน เลือกเป็นจุดนัดพบ

และถ้าเป็นไปได้ สถานที่ประกอบการควรมีห้องอาบน้ำ ล็อคเกอร์เปลี่ยนเสื้อผ้า สำหรับพนักงานที่ขี่จักรยานมาทำงาน บริษัทใหญ่ๆ สามารถไปไกลถึงขั้นจัดสรรจักรยานบริการให้พนักงานใช้ปั่นระหว่างสถานีขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า กับอาคารบริษัท และถ้าให้ดีก็เผื่อแผ่แก่สาธารณชนเช่าใช้ในละแวก โดยประสานกับเขต กทม.ขออนุญาตติดตั้งจุดบริการจักรยาน เป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรไปในตัว

ประการที่สองคือส่งเสริมการใช้จักรยาน ทำได้มากมายหลายรูปแบบ เช่น สร้างแรงจูงใจให้พนักงานขี่จักรยานโดยให้สิทธิพิเศษ เป็นต้นว่า โบนัสพิเศษ วันหยุดเพิ่ม ให้เวลายืดหยุ่นในการเข้างาน 15 นาที และมีโปรแกรมให้ความรู้กับพนักงงานหัดใช้จักรยานเดินทางอย่างปลอดภัย โดยติดต่อขอวิทยากรจากชมรมจักรยานหรือกลุ่มจักรยานต่างๆ ไปให้คำแนะนำ พาหัดขี่บนถนน และช่วยเหลือให้คำปรึกษาหาเส้นทางดีๆ สำหรับจักรยาน ออกนโยบายการแต่งตัวสุภาพที่เหมาะสมกับประเทศเขตร้อนในที่ทำงาน ซึ่งเอื้อต่อการขี่จักรยาน ตลอดจนประสานความร่วมมือทางธุรกิจกับร้านจักรยานในการขอส่วนลดพิเศษแก่พนักงาน แลกเปลี่ยนกับการส่งลูกค้าให้ร้าน

เพียงแค่นี้ ธุรกิจก็สามารถถักทอวัฒนธรรมจักรยาน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือวัฒนธรรมเมืองน่าอยู่และยั่งยืน มีสุขภาวะดี เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ถ้าจะเล่นให้ไกลถึงสังคมวงกว้างก็ไม่ยาก ที่กรุงปารีส ธุรกิจหลายแห่งรวมหัวตกลงกันส่งเสริมจักรยานในวิถีชีวิตประจำวัน โดยสอดแทรกภาพการใช้จักรยานในโฆษณาสินค้าของตัวเอง

แต่โดดเด่นสุดต้องยกให้ภาพยนต์โฆษณารถยนต์ยี่ห้อเกียที่ฉายในแคนาดา รณรงค์ให้คนขับรถยนต์ปรับทัศนคติ รู้จักแบ่งพื้นที่ถนนกับจักรยาน ด้วยสโลแกน “KIA Sportage มีสมรรถภาพที่จะครองทุกถนน แต่ชอบแบ่งปันกันมากกว่า เพราะการแบ่งปันช่วยให้เราขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลง” (ค้น youtube: KIA 2011 sportage commercial – share the road) หลายคนดูแล้วตะขิดตะขวงใจ โดยเฉพาะว่ามันเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเอนกประสงค์ (SUV) ไม่ใช่รถประหยัดน้ำมัน แต่ต้องยอมรับว่าเป็นโฆษณาที่ฉลาด เป็นรถยนต์ยี่ห้อแรกที่รู้จักช่วงชิงการนำแนวคิดเอ็นจีโอปูทางสู่ตลาดอนาคต เก็บคะแนนกับค่านิยมใหม่ กับกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ได้แก่ คนมีกำลังซื้อรถ แต่เลือกขี่จักรยานในเมือง และใช้รถเป็นเพียงเครื่องมือสนองกิจกรรมยามจำเป็น เช่น เมื่อขนของหรือเมื่อเดินทางออกนอกเมือง เกียผลิตทั้งรถยนต์และจักรยาน เขาไม่ปล่อยให้สินค้าตกยุคในโลกที่สังคมแคร์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกวัน

รัฐอาจจะเชย แต่เอกชนต้องเล็งเห็นอนาคต สังคมจักรยานในกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นแน่นอน แต่จะพัฒนาได้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ถ้าสังคมหลายกลุ่มช่วยเสริมกัน

มาเป็นธุรกิจ BFB กันเถอะ

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, กุมภาพันธ์ 2554

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไม่ต้องรักขาปั่น แต่ต้องเลือกจักรยาน

สวัสดีปีใหม่ 2011 ลาก่อนทศวรรษที่ 1 แห่งคริสตศตวรรษที่ 21

สิบปีผ่านไป กรุงเทพฯ ของเราเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไร

ประชากรกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเพิ่มขึ้นมาเกือบ 10% จาก 9 ล้านกว่าคนในปี พ.ศ. 2542 เป็น 10 ล้านกว่าคนในปี พ.ศ. 2552 ยังไม่นับประชากรแฝง

จำนวนคนว่ามากแล้ว แต่จำนวนรถยนต์จดทะเบียน กทม.ยิ่งเพิ่มมากกว่าถึง 32% จาก 4 ล้านกว่าคันในปี พ.ศ. 2542 เป็น 6 ล้านกว่าคันในปี พ.ศ. 2552 และกราฟยังคงพุ่งสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ ทุกปี ช่วงนี้ขึ้นปีละ 3% แต่ก่อนยุคน้ำมันแพงจำนวนรถขึ้นเฉลี่ยปีละ 13%

ก็เป็นธรรมดา เพราะตราบใดที่ระบบจราจรเอื้ออำนวยความสะดวกสบายแก่รถยนต์ส่วนตัวมากที่สุด จำนวนรถก็ยังคงจะถีบตัวเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แม้รถจะติด แต่อย่างน้อยๆ ก็ได้นั่งฟังเพลงที่ชอบอยู่ในรถติดแอร์ ดีกว่านั่งในรถเมล์ซึ่งก็ติดอยู่บนถนนเดียวกัน ไม่มีเลนพิเศษให้วิ่งฉิวๆ

ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถติด ติดเครื่องเปิดแอร์เฉยๆ ไม่วิ่งขยับไปไหน น้ำมันก็ถูกเผาผลาญไปเปล่าๆ ราว 0.2-0.4 ลิตรทุกๆ 10 นาที คิดเป็นเงิน 6-13 บาท ถ้าลองคำนวณขั้นต่ำ สมมุติว่า 10% ของรถยนต์กว่า 6 ล้านคันในกรุงเทพติดนิ่งอยู่ 10 นาที ก็คิดเป็นเงินได้ราว 3.7 ล้านบาท ถ้าติด 1 ชั่วโมง ก็เป็น 22 ล้านบาท

ลองคิดเป็นบัญชีส่วนตัว ถ้าผู้เขียนขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน แล่นสบายๆ ไม่ติดขัดเลย จะใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาที แต่ในความเป็นจริงของสภาพจราจรกรุงเทพ มันใช้เวลา 60 นาทีหรือบางทีก็มากกว่านั้น ถ้าขับไปกลับเดือนละ 20 วัน ผู้เขียนจะใช้เวลานั่งในรถติดเครื่องเฉยๆ แทบไม่ขยับไปไหนปีหนึ่งประมาณ 240 ชั่วโมง ใช้น้ำมันแกซโซฮอล 95 ก็เสียตังค์ไปเปล่าๆ อย่างน้อย 10,000 บาทต่อปี เพียงเพื่อปล่อยก๊าซพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อปอดมนุษย์

ถ้าคนขับรถไปทำงานในกรุงเทพ 10% มีสภาพเดียวกัน ก็นับว่าเราเผาเงินกันเล่นปีละ 6-11 พันล้านบาท

แน่นอนว่าถ้าเราคิดค่าสูญเสียจากรถติดอย่างจริงจัง ตัวเลขที่เคาะออกมาจะสูงกว่านี้มาก ลำพังค่าเสียน้ำมันก็น่าจะสูงกว่าที่คำนวณนี้อยู่แล้ว เพราะรายงานธนาคารโลกประเมินว่าการเดินทางประจำวันของคนกรุงเทพใช้รถยนต์ส่วนตัวถึง 46% อันนี้ไม่ได้รวมแท็กซี่ และถ้าบวกค่าสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจ ค่าปัญหาสุขภาพ ทั้งป่วยทั้งตาย นึกไม่ออกเลยว่ายอดรวมจะเป็นเท่าไหร่ ฝากการบ้านกับนักเศรษฐศาสตร์ด้วย มึนหัว เมื่อยนิ้ว จิ้มเครื่องคิดเลขไม่ไหวแล้ว

รถติดเป็นปัญหาใหญ่ราคาแพง ใครๆ ก็รู้ ไม่ต้องสงสัยเลย

เราพยายามแก้ปัญหาด้วยการขยายถนนสร้างทางด่วน แต่ถึงวันนี้ก็ขยายกันสุดๆ แล้ว จะไล่ที่ชาวบ้านร้านช่องมาให้รถวิ่งเพิ่มอีกก็ทำไม่ได้อีกต่อไป ช่วงนี้รัฐบาลจึงคิดสร้างถนนคร่อมถนนเพื่อเพิ่มเลน อาทิ โครงการถนนเพชรบุรียกระดับยาว 5 กิโลเมตร ราคา 3 พันล้านบาท ถนนเพชรบุรีที่รถติดเต็มทั้ง 8 เลน ก็จะได้เลนวิ่งตรงเพิ่มอีก 4 เลน ซึ่งต่อไปก็จะติดอีก เมื่อรถยนต์เพิ่มจำนวน

หันมาที่ระบบราง โครงการพัฒนารถไฟฟ้า 6 สาย 300 กว่ากิโลเมตรใน 10 ปีหน้า งบประมาณ 8 แสนล้านบาท เป็นรถรางสายปรารถนาถ้ากรุงเทพไม่จมน้ำเสียก่อนได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ แต่ถึงจุดหนึ่ง การพัฒนาระบบรางก็จะเจอเพดาน เต็มขีดศักยภาพ ขยายรองรับจำนวนประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ต่อไป เหมือนที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน

อีกทางเลือกหนึ่งได้แก่ทางจักรยาน ใช้พื้นที่น้อย สร้างได้เร็ว ราคาถูกกว่าเส้นทางคมนาคมอื่นชนิดเทียบกันไม่ติด ผู้เขียนไม่มีตัวเลขงบสร้างทางจักรยานในบ้านเรา แต่ถ้าดูราคาทางจักรยานคุณภาพดีจากเมืองอื่น อาทิ โบโกต้า ลองบวกลบคูณหารเปรียบเทียบเล่นๆ เป็นไอเดียพอสังเขปกับงบประมาณโครงการก่อสร้างเส้นทางอื่น จะพบว่ารถไฟฟ้าราคากิโลเมตรละ 27 พันล้านบาท (ซึ่งน่าจะรวมค่าตัวรถ) ถนนยกระดับสี่เลนกิโลเมตรละ 600 ล้านบาท ส่วนทางจักรยานกิโลเมตรละไม่เกิน 5 ล้านบาท รวมสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นที่จอดรถจักรยานเข้าไปด้วย

ที่สำคัญ ทางจักรยานไม่เพียงแต่ชักทุนคืนได้เร็วมากถ้าทำให้มันใช้ได้สะดวกและปลอดภัย หากประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ยังพบว่าสามารถคืนทุนถึง 3-7 เท่า เพราะลงทุนเบื้องต้นต่ำ และการใช้งานนำไปสู่การประหยัดน้ำมันอย่างมหาศาล

มันง่ายขนาดนี้ แต่จักรยานก็ยังไม่อยู่ในสายตาของผู้กำหนดนโยบายจราจร ไม่อยู่แม้แต่ในร่างแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของสำนักแผนและนโยบายสิ่งแวดล้อม (สผ) ของประเทศ

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะกลัวกันว่ามีพื้นที่ถนนไม่พอ มีเท่าไหร่ต้องเก็บให้รถยนต์วิ่ง เนื่องจากรถยนต์มีมาก จักรยานมีน้อย (ก็จักรยานกลัวรถยนต์) และก็..อย่างว่า..คนวางนโยบายเป็นคนใช้รถยนต์

สิ่งหนึ่งที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกัน คือการแบ่งพื้นที่ถนนมาให้จักรยาน ที่สุดแล้วจะเป็นผลดีแก่ผู้ใช้รถยนต์เอง เพราะเมื่อการใช้จักรยานสัญจรสะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น ขี่ได้ทั่วไป คนจำนวนไม่น้อยจะเลือกใช้จักรยาน และคนอยากขี่จักรยานจำนวนไม่น้อยเป็นชนชั้นกลางที่มีเงินซื้อทั้งรถยนต์และจักรยาน การดึงดูดคนกลุ่มนี้ออกมาใช้จักรยานแทนขับรถยนต์ หมายถึงการลดจำนวนรถยนต์บนถนนลง ทำให้รถที่วิ่งอยู่แล่นได้สะดวกขึ้น หรืออย่างมากก็ติดเท่าเดิม

แทนที่จะแก้ปัญหารถติดด้วยการเพิ่มเลนรถยนต์ เราสามารถไปสู่เป้าเดียวกันด้วยการลดจำนวนรถยนต์ลง แปรจำนวนส่วนเกินให้เป็นจักรยาน

ค่อย สวัสดิวัตน์ ทอมสัน อดีตผู้อำนวยการองค์กรรณรงค์จักรยานลอนดอน อธิบายได้ตรงประเด็น “คุณไม่ต้องรักคนขี่จักรยาน คุณอาจจะหมั่นไส้เราก็ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณต้องเลือกที่จะสนับสนุนจักรยาน เพราะมันเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับคุณ และที่สุดแล้วคุณไม่มีทางเลือกอื่น”

ราคาถูก สร้างได้เร็ว กินที่น้อย ไม่ตดเหม็น ลดจำนวนรถยนต์ คือคุณประโยชน์ทางจักรยาน

สวัสดีปีใหม่ จุ๊บๆ

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, 6 มกราคม 2554

ที่มา: http://tinyurl.com/35n99sa

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทำไมเราต้องมีต้นไม้ใหญ่ทั่วเมือง

ในยุคที่คนทุกสี ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ตั้งแต่พ่อประจักษ์ แม่วนิดา ยันป้าทอง รู้จักคำว่าโลกร้อน จึงนับว่าเป็นเรื่องแปลกที่ทั้งรัฐและธุรกิจชั้นนำยังตัดต้นไม้ใหญ่ในเมืองกันแบบไม่คิดอะไรมาก ขนานไปกับนโยบายลมปากเพิ่มพื้นที่สีเขียวและซีเอสอาร์ปลูกต้นไม้ในชนบทเพื่อลดโลกร้อนกันหน้าตาเฉย

คุณค่าของต้นไม้เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ต้องเข้าใจ ต้นไม้ไม่ใช่แค่วิว ไม่ใช่แค่สีเขียวสวยงาม ไม่ใช่แค่สัญญลักษณ์แสดงความ “รักษ์ธรรมชาติ” แต่ต้นไม้คือชีวิตให้อากาศหายใจ จำเป็นอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในเมืองที่ปล่อยมลภาวะกันมากมาย

ต้นไม้ใหญ่โตเต็มที่หนึ่งต้นสามารถผลิตอ๊อกซิเจนให้มนุษย์หายใจได้ 8-10 คนต่อวัน กะคร่าวๆ ถ้ามีราว 500 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์ธรรมดาขับ 20,000 กิโลเมตร/ปีได้ และถ้าต้นไม้นั้นอยู่ในเมืองก็จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าอีกหลายเท่า แถมยังดักซับฝุ่นละอองพิษอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กเข้าไปอุดถุงลมปอดเราได้ เมื่อเปรียบเทียบถนนขนาดเดียวกัน ถนนไม่มีต้นไม้ใหญ่จะมีฝุ่นละอองมากกว่าถนนมีต้นไม้ใหญ่ถึง 5 เท่า

ร่มเงาของต้นไม้ช่วยกรองแสงแดดและรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตบนท้องถนน จึงช่วยลดการผลิตโอโซนระดับผิวดินจากไอเสียรถยนต์ ซึ่งเป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจของเรา เป็นสาเหตุของหมอกควันเทาๆ ที่ทำลายวิสัยทัศน์ในเมือง

น่าสนใจว่า เมื่อต้นปีนี้มูลนิธิโลกสีเขียวและกลุ่มอาสาสมัครเยาวชนทำการสำรวจไลเคน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพอากาศในบริเวณสวนลุมพิณี พบว่าแม้ใจกลางสวนจะมีสภาพโอเค แต่บริเวณรอบสวนใกล้ริมถนนอากาศจะแย่และพบไลเคนน้อย ยกเว้นด้านที่ติดกับถนนวิทยุ พบไลเคนดีกว่าด้านอื่น แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีกว่า ทั้งๆ ที่จำนวนรถยนต์บนถนนวิทยุก็ไม่ได้หนาแน่นน้อยไปกว่าถนนด้านอื่น แต่ถนนวิทยุโดดเด่นตรงแนวต้นก้ามปูขนาดใหญ่ทั้งริมทางและบนเกาะกลาง แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมร่มรื่นไปทั้งถนน ต้นก้ามปูเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการลดปริมาณมลภาวะที่บรรดารถยนต์กระหน่ำกันปล่อยออกมา

ถ้านึกภาพไม่ออกว่ามลภาวะที่ว่านี่มันแย่เพียงใด ก็ลองดูข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเป็นน้ำจิ้ม ประเทศเดนมาร์กเพิ่งสำรวจข้อมูลล่าสุดของเขาออกมาว่า คนตายจากการหายใจมลพิษไอเสียรถยนต์มีมากถึง 3,400 คนต่อปี มากกว่าการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนถึง 10 เท่า อันนี้เป็นสภาพของประเทศที่สร้างเมืองให้คนอยู่ การจราจรโดยรถยนต์ไม่หนาแน่นติดขัด มีคนขี่จักรยานมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แล้วอากาศในเมืองให้รถอยู่อย่างกรุงเทพฯ ของเราล่ะมันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเราขนาดไหน

และถ้าคิดว่าหนีมลพิษเข้าไปอยู่ในรถติดแอร์ได้ ก็ขอให้คิดใหม่ เพราะเครื่องกรองอากาศในรถติดแอร์ไม่สามารถกรองละอองพิษขนาดเล็กมากได้ ยังไงมันก็เข้ามาในรถและเข้าไปอุดถุงลมปอดคุณอยู่ดี

ลำพังการส่งเสริมรถปล่อยควันพิษเต็มเมืองของเราก็สะท้อนสติไม่สมประกอบของสังคมเราอยู่แล้ว แต่มาเที่ยวตัดต้นไม้ซ้ำเติมอีก มันเหมือนเจาะรูห่วงชูชีพที่โยนลงมาช่วยคนจะจมน้ำยังไงไม่ทราบ

ฉันกำลังพูดถึงฝีมือคนตัดหัวต้นไม้ริมถนนสุขุมวิทช่วงแถวๆ ซอย 45 เมื่อเดือนก่อนจนกุดเป็นตอโด่ ไม่เหลือกิ่ง ไม่เหลือก้าน ไม่มีใบ แต่หาเรื่องซื้อกอกล้วยไม้มาแปะแผลคอขาดไว้แบบขอไปที

กำลังคิดถึงชะตากรรมต้นก้ามปูใหญ่รุ่นคุณลุงในซอย 35 ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย รอลุ้นการตัดสินใจของนักธุรกิจเครือห้างเอ็มโพเรียมและไบเทค ว่าจะตัดฟันไปสร้างห้างกันหมดทุกต้นหรือไม่

กำลังนึกถึงโครงการพัฒนาปรับปรุงตรอกซอยของ กทม.ในย่านนี้ที่ไล่ตัดต้นไม้ใหญ่ในซอย เพื่อดาดคอนกรีตตามไหล่ทาง แล้วปลูกไม้พุ่มเล็กๆ แซมแทนที่ เสียดายที่สุดคือตรอกแยกในซอย 38 เมื่อสองปีก่อนมันเคยเป็นถนนไม่กี่แห่งในละแวกนี้ที่ยังมีคูน้ำหลงเหลืออยู่ มีก้ามปูต้นใหญ่ๆ ขึ้นอยู่ตามทาง

ซอยบ้านของฉันก็เกือบโดนเหมือนกัน เราจึงบวชต้นไม้ริมทางทั้งซอย และต้องนำเรื่องไปถึงคุณอภิรักษ์ ผู้ว่า กทม.ในสมัยนั้น กว่าจะยกเลิกโครงการ “ปรับปรุง” ซอยได้

ทุกวันนี้ซอยของเราจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนละแวกใกล้เคียง แวะเข้ามาวิ่งออกกำลัง แวะพาหมามาเดิน ซอยนี้ไม่ยาวมาก แค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้น แต่มีนกมาอาศัยอยู่มากกว่า 20 ชนิด รวมถึงนกหายากในกรุงอย่างนกแซวสวรรค์หางยาว นกกะรางหัวขวาน ตลอดจนนกสีสันจัดจ้านอย่างพญาไฟเล็กและขมิ้นท้ายทอยดำ

พวกมันแห่มาอยู่ในซอยนี้ เพราะกลายเป็นโอเอซิสกลางย่านสุขุมวิท ดงคอนโดและพื้นปูน

ร่มเงาต้นไม้ยังลดอุณหภูมิผิวถนน พื้นคอนกรีต และอาคารข้างเคียง ทำให้เย็นลง จึงช่วยประหยัดพลังงาน โดยไม่ต้องเสียสตังค์ค่าก่อสร้างเพิ่มฉนวนกันความร้อนบนกำแพงตึก ทั้งหมู่ไม้ช่วยซับคลื่นเสียง ลดเสียงดังในเมือง งานวิจัยหลายชิ้นก็แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีหน้าต่างเห็นวิวต้นไม้จะหายเร็วกว่าคนไข้ที่ไม่เห็นต้นไม้ พนักงานก็ทำงานได้ผลดีกว่าในที่ที่มีต้นไม้ และผลไม้จากต้นไม้ในเมืองยังสามารถนำมาจัดสรรเป็นธนาคารอาหารให้แก่ชาวเมืองรายได้ต่ำอีกด้วย นี่ยังไม่พูดถึงบทบาทในการปรับปรุงสภาพดิน เพิ่มสสารอินทรีย์ให้ดินซึมซับน้ำดีขึ้น ลดภาวะน้ำท่วม ฯลฯ ฯลฯ

คุณค่าของต้นไม้สาธยายได้อีกสิบหน้ากระดาษ

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองที่ทำได้ง่ายและจำเป็นมากๆ จึงเป็นการปลูกหรือรักษาต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนนตรอกซอกซอย ยิ่งเราก่อมลภาวะกันมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องการมันมากเท่านั้น การปลูกต้นไม้ใหญ่ในกรุงควรเป็นกติกาข้อบังคับด้วยซ้ำไป ไม่ใช่เป็นกิจกรรมประดับพีอาร์

ในเมื่อ กทม.ดูจะไม่มีความรู้ความสามารถ – และที่สำคัญ ไม่มีความใส่ใจ – ที่จะดูแลแต่งกิ่งต้นไม้ให้งอกพ้นสายไฟฟ้า เติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาเย็นให้บ้านเมือง กทม.ก็สมควรพิจารณาตนเอง ก่อนประชาชนจะสิ้นความอดทน

เพราะพวกเราเบื่อจ่ายภาษีให้พวกคุณถลุงเล่นกันเต็มทีแล้ว

กรุงเทพธุรกิจ, 7 ตุลาคม 2553

(ที่มา : http://tinyurl.com/29fplpg)

ทำไมเราต้องมีต้นไม้ใหญ่ทั่วเมือง

ในยุคที่คนทุกสี ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ตั้งแต่พ่อประจักษ์ แม่วนิดา ยันป้าทอง รู้จักคำว่าโลกร้อน จึงนับว่าเป็นเรื่องแปลกที่ทั้งรัฐและธุรกิจชั้นนำยังตัดต้นไม้ใหญ่ในเมืองกันแบบไม่คิดอะไรมาก ขนานไปกับนโยบายลมปากเพิ่มพื้นที่สีเขียวและซีเอสอาร์ปลูกต้นไม้ในชนบทเพื่อลดโลกร้อนกันหน้าตาเฉย
คุณค่าของต้นไม้เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์ต้องเข้าใจ ต้นไม้ไม่ใช่แค่วิว ไม่ใช่แค่สีเขียวสวยงาม ไม่ใช่แค่สัญญลักษณ์แสดงความ “รักษ์ธรรมชาติ” แต่ต้นไม้คือชีวิตให้อากาศหายใจ จำเป็นอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะในเมืองที่ปล่อยมลภาวะกันมากมาย
ต้นไม้ใหญ่โตเต็มที่หนึ่งต้นสามารถผลิตอ๊อกซิเจนให้มนุษย์หายใจได้ 8-10 คนต่อวัน กะคร่าวๆ ถ้ามีราว 500 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์ธรรมดาขับ 20,000 กิโลเมตร/ปีได้ และถ้าต้นไม้นั้นอยู่ในเมืองก็จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าอีกหลายเท่า แถมยังดักซับฝุ่นละอองพิษอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กเข้าไปอุดถุงลมปอดเราได้ เมื่อเปรียบเทียบถนนขนาดเดียวกัน ถนนไม่มีต้นไม้ใหญ่จะมีฝุ่นละอองมากกว่าถนนมีต้นไม้ใหญ่ถึง 5 เท่า
ร่มเงาของต้นไม้ช่วยกรองแสงแดดและรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตบนท้องถนน จึงช่วยลดการผลิตโอโซนระดับผิวดินจากไอเสียรถยนต์ ซึ่งเป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจของเรา เป็นสาเหตุของหมอกควันเทาๆ ที่ทำลายวิสัยทัศน์ในเมือง
น่าสนใจว่า เมื่อต้นปีนี้มูลนิธิโลกสีเขียวและกลุ่มอาสาสมัครเยาวชนทำการสำรวจไลเคน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพอากาศในบริเวณสวนลุมพิณี พบว่าแม้ใจกลางสวนจะมีสภาพโอเค แต่บริเวณรอบสวนใกล้ริมถนนอากาศจะแย่และพบไลเคนน้อย ยกเว้นด้านที่ติดกับถนนวิทยุ พบไลเคนดีกว่าด้านอื่น แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดีกว่า ทั้งๆ ที่จำนวนรถยนต์บนถนนวิทยุก็ไม่ได้หนาแน่นน้อยไปกว่าถนนด้านอื่น แต่ถนนวิทยุโดดเด่นตรงแนวต้นก้ามปูขนาดใหญ่ทั้งริมทางและบนเกาะกลาง แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมร่มรื่นไปทั้งถนน ต้นก้ามปูเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการลดปริมาณมลภาวะที่บรรดารถยนต์กระหน่ำกันปล่อยออกมา
ถ้านึกภาพไม่ออกว่ามลภาวะที่ว่านี่มันแย่เพียงใด ก็ลองดูข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเป็นน้ำจิ้ม ประเทศเดนมาร์กเพิ่งสำรวจข้อมูลล่าสุดของเขาออกมาว่า คนตายจากการหายใจมลพิษไอเสียรถยนต์มีมากถึง 3,400 คนต่อปี มากกว่าการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนถึง 10 เท่า อันนี้เป็นสภาพของประเทศที่สร้างเมืองให้คนอยู่ การจราจรโดยรถยนต์ไม่หนาแน่นติดขัด มีคนขี่จักรยานมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แล้วอากาศในเมืองให้รถอยู่อย่างกรุงเทพฯ ของเราล่ะมันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเราขนาดไหน
และถ้าคิดว่าหนีมลพิษเข้าไปอยู่ในรถติดแอร์ได้ ก็ขอให้คิดใหม่ เพราะเครื่องกรองอากาศในรถติดแอร์ไม่สามารถกรองละอองพิษขนาดเล็กมากได้ ยังไงมันก็เข้ามาในรถและเข้าไปอุดถุงลมปอดคุณอยู่ดี
ลำพังการส่งเสริมรถปล่อยควันพิษเต็มเมืองของเราก็สะท้อนสติไม่สมประกอบของสังคมเราอยู่แล้ว แต่มาเที่ยวตัดต้นไม้ซ้ำเติมอีก มันเหมือนเจาะรูห่วงชูชีพที่โยนลงมาช่วยคนจะจมน้ำยังไงไม่ทราบ
ฉันกำลังพูดถึงฝีมือคนตัดหัวต้นไม้ริมถนนสุขุมวิทช่วงแถวๆ ซอย 45 เมื่อเดือนก่อนจนกุดเป็นตอโด่ ไม่เหลือกิ่ง ไม่เหลือก้าน ไม่มีใบ แต่หาเรื่องซื้อกอกล้วยไม้มาแปะแผลคอขาดไว้แบบขอไปที
กำลังคิดถึงชะตากรรมต้นก้ามปูใหญ่รุ่นคุณลุงในซอย 35 ที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย รอลุ้นการตัดสินใจของนักธุรกิจเครือห้างเอ็มโพเรียมและไบเทค ว่าจะตัดฟันไปสร้างห้างกันหมดทุกต้นหรือไม่
กำลังนึกถึงโครงการพัฒนาปรับปรุงตรอกซอยของ กทม.ในย่านนี้ที่ไล่ตัดต้นไม้ใหญ่ในซอย เพื่อดาดคอนกรีตตามไหล่ทาง แล้วปลูกไม้พุ่มเล็กๆ แซมแทนที่ เสียดายที่สุดคือตรอกแยกในซอย 38 เมื่อสองปีก่อนมันเคยเป็นถนนไม่กี่แห่งในละแวกนี้ที่ยังมีคูน้ำหลงเหลืออยู่ มีก้ามปูต้นใหญ่ๆ ขึ้นอยู่ตามทาง
ซอยบ้านของฉันก็เกือบโดนเหมือนกัน เราจึงบวชต้นไม้ริมทางทั้งซอย และต้องนำเรื่องไปถึงคุณอภิรักษ์ ผู้ว่า กทม.ในสมัยนั้น กว่าจะยกเลิกโครงการ “ปรับปรุง” ซอยได้
ทุกวันนี้ซอยของเราจึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนละแวกใกล้เคียง แวะเข้ามาวิ่งออกกำลัง แวะพาหมามาเดิน ซอยนี้ไม่ยาวมาก แค่ประมาณ 200 เมตรเท่านั้น แต่มีนกมาอาศัยอยู่มากกว่า 20 ชนิด รวมถึงนกหายากในกรุงอย่างนกแซวสวรรค์หางยาว นกกะรางหัวขวาน ตลอดจนนกสีสันจัดจ้านอย่างพญาไฟเล็กและขมิ้นท้ายทอยดำ
พวกมันแห่มาอยู่ในซอยนี้ เพราะกลายเป็นโอเอซิสกลางย่านสุขุมวิท ดงคอนโดและพื้นปูน
ร่มเงาต้นไม้ยังลดอุณหภูมิผิวถนน พื้นคอนกรีต และอาคารข้างเคียง ทำให้เย็นลง จึงช่วยประหยัดพลังงาน โดยไม่ต้องเสียสตังค์ค่าก่อสร้างเพิ่มฉนวนกันความร้อนบนกำแพงตึก ทั้งหมู่ไม้ช่วยซับคลื่นเสียง ลดเสียงดังในเมือง งานวิจัยหลายชิ้นก็แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีหน้าต่างเห็นวิวต้นไม้จะหายเร็วกว่าคนไข้ที่ไม่เห็นต้นไม้ พนักงานก็ทำงานได้ผลดีกว่าในที่ที่มีต้นไม้ และผลไม้จากต้นไม้ในเมืองยังสามารถนำมาจัดสรรเป็นธนาคารอาหารให้แก่ชาวเมืองรายได้ต่ำอีกด้วย นี่ยังไม่พูดถึงบทบาทในการปรับปรุงสภาพดิน เพิ่มสสารอินทรีย์ให้ดินซึมซับน้ำดีขึ้น ลดภาวะน้ำท่วม ฯลฯ ฯลฯ
คุณค่าของต้นไม้สาธยายได้อีกสิบหน้ากระดาษ
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองที่ทำได้ง่ายและจำเป็นมากๆ จึงเป็นการปลูกหรือรักษาต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนนตรอกซอกซอย ยิ่งเราก่อมลภาวะกันมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องการมันมากเท่านั้น การปลูกต้นไม้ใหญ่ในกรุงควรเป็นกติกาข้อบังคับด้วยซ้ำไป ไม่ใช่เป็นกิจกรรมประดับพีอาร์
ในเมื่อ กทม.ดูจะไม่มีความรู้ความสามารถ – และที่สำคัญ ไม่มีความใส่ใจ – ที่จะดูแลแต่งกิ่งต้นไม้ให้งอกพ้นสายไฟฟ้า เติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาเย็นให้บ้านเมือง กทม.ก็สมควรพิจารณาตนเอง ก่อนประชาชนจะสิ้นความอดทน
เพราะพวกเราเบื่อจ่ายภาษีให้พวกคุณถลุงเล่นกันเต็มทีแล้ว
กรุงเทพธุรกิจ, 7 ตุลาคม 2553

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อโกรากลางกรุงเทพ

“อโกรา” เป็นภาพยนตร์ที่คนไทยทุกคนควรดู

ถ้าคุณเป็นนักวิจารณ์หนัง หรือศิลปินนักคิด ที่ชื่นชอบและซีเรียสกับความเนียนละเอียดอ่อนในการเล่าเรื่อง คิดอะไรก็ให้สื่อด้วยสายตาและภาษาหนัง ไม่ใช่พูดแถลงเป็นดุ้นออกมาจากปากตัวละครกันทื่อๆ คุณก็อาจจะไม่ชอบ “อโกรา” เท่าไหร่นัก จนอาจให้คะแนนมะเขือเทศเน่าไปหลายลูก แต่สำหรับคนทั่วไป ดูหนังเรื่องนี้แล้ว รับประกันว่าโดน

“อโกรา” เป็นหนังที่เกิดขึ้นในเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์คริสต์ศตวรรษที่ 4-5 ในสมัยที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิโรมัน และชุมชนชาวคริสต์กำลังขยายตัว ความเชื่อหลายชุดกำลังปะทะกันจนกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ได้แก่ ฝ่ายอำนาจเก่า ฝ่ายคริสต์ และแนวคิดปรัชญาสายกรีกโบราณที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงตรรกะและเหตุผลมาจากกลุ่ม “โรงเรียนเอเธนส์” ที่มีนักปรัชญาโซคราตีส เพลโต้ และอริสโตเติ้ลเป็นผู้สร้างฐานไว้เมื่อราว 300-400 ปีก่อนคริสตกาล

คำว่า “อโกรา” (Agora) ชื่อของหนัง เป็นภาษากรีก แปลว่าพื้นที่เปิดโล่งที่ใช้เสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และบางครั้งก็ใช้เป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าด้วย ตรงกับคำว่า “ฟอรั่ม” (Forum) ในภาษาโรมัน ซึ่งเราคุ้นเคยกันดี

เรื่องดำเนินผ่านชีวิตของตัวละครเอก นักคณิตศาสตร์/ดาราศาสตร์/ปรัชญาหญิงผู้โด่งดังชาวอเล็กซานเดรียเชื้อสายกรีกนามไฮเพเทีย (Hypatia) ผลงานของเธอในปัจจุบันหลงเหลืออยู่น้อยมาก แต่ลือกันว่าการศึกษาเส้นโค้งของเธออาจนำไปสู่ความเข้าใจว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ก่อน Johannes Kepler จะค้นพบในคริสตศตวรรษที่ 17 เสียอีก

พ่อของไฮเพเทียเป็นนักคณิตศาสตร์มีชื่อแห่งยุค เป็นชนชั้นนำหัวก้าวหน้าที่สนับสนุนความใฝ่รู้ของลูกสาว ส่งให้ไปเรียนต่อถึงกรุงเอเธนส์และอิตาลี ก่อนจะกลับบ้านมาสอนปรัชญาและดาราศาสตร์ และดูแลหอสมุดแห่งกรุงอเล็กซานเดรีย ศูนย์รวบรวมตำราความรู้แห่งยุคโบราณ ไฮเพเทียเป็นอาจารย์สอนชนชั้นนำจำนวนมาก ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาเล่าเรียนกับเธอโดยเฉพาะ เธอเป็นที่เคารพนับถือของปัญญาชนหลายศาสนา รวมทั้งชาวคริสต์เองด้วย แม้ว่าตัวเธอเองจะไม่เชื่อในศาสนาลัทธิใดก็ตาม และมุ่งค้นคว้าหาความจริงด้วยการตั้งคำถามและการทดลองตลอดชีวิตของเธอ

ไฮเพเทียได้ชื่อว่าเป็นคนอารมณ์นิ่ง ง่ายๆ สบายๆ มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่หวั่นไหว ไม่กลัวใครแต่ไม่ก้าวร้าว พลังสติปัญญาของเธอทำให้ไฮเพเทียมีอิทธิพลต่อชนชั้นปกครองที่เคยเป็นลูกศิษย์ของเธอ รวมถึงโอเรสตีส (Orestes) ผู้ซึ่งต่อมาเติบโตขึ้นเป็นเจ้าเมืองกรุงอเล็กซานเดรีย และยอมเข้ารีตศาสนาคริสต์ตามกระแสการเมือง เมื่อพลังอำนาจของฝ่ายคริสต์ได้ชัยชนะเหนือฝ่ายอำนาจเก่าด้วยจำนวนคนที่มากกว่า

พลังของฝ่ายคริสต์ ในเบื้องต้นมาจากกลุ่มคนจนและทาส ซึ่งอำนาจเก่าไม่เคยเอาใจใส่มาก่อน พอขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง ก็มุ่งส่งเสริมความเชื่อของตน ทำลายหอสมุด ตำราเรียน และศิลปะที่เกิดจากอารยธรรมเดิม

ต่อมาเมื่อกลุ่มยิวในกรุงอเล็กซานเดรียเป็นปึกแผ่นมากขึ้น คริสต์กับยิวก็ซัดกัน เกิดเหตุปะทะรุนแรงเป็นประจำ สร้างความยากลำบากในการปกครอง จนโอเรสตีสผู้เป็นเจ้าเมือง เกิดความความขัดแย้งกับซีรีล (Cyril) เจ้าคณะบาทหลวงบ้าอำนาจฝ่ายคริสต์ ทางซีรีลและพรรคพวกหัวรุนแรงมองว่าผู้อยู่เบื้องหลังความหัวแข็งของโอเรสตีสคือไฮเพเทีย จึงกล่าวหาว่าไฮเพเทียเป็นแม่มดนอกรีต และรุมฆ่าไฮเพเทียในที่สุด

ประวัติศาสตร์ตะวันตกถือว่าไฮเพเทียเป็น “แม่มด” คนแรกที่ถูกคริสตจักรไล่ฆ่า เป็นบทสุดท้ายของอารยธรรมกรีก-โรมันกับปรัชญายุคคลาสสิค และบทเริ่มต้นของยุคกลางที่มักเรียกกันว่ายุคมืด

ฉากจุดจบของไฮเพเทียในหนังแต่งบทให้ทาสเก่าที่หลงรักเธอเป็นคนฆ่าเธอ เพื่อหลีกเลี่ยงการประชาทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมของฝ่ายซีรีล แต่ตำราประวัติศาสตร์บางฉบับเล่าว่า ไฮเพเทียถูกกลุ่มลูกน้องของซีรีลฉุดกระชากลงจากรถม้า ฉีกเสื้อผ้าเธอออกและลากร่างเปลือยของเธอไปตามพื้นถนนจนถึงวัด ก็เอาเศษกระเบื้องแตกและเปลือกหอยมารุมแถหนังเธอ แล้วหั่นร่างเธอเป็นชิ้นๆ ก่อนจุดไฟเผา บางตำราก็บอกว่ารุมแถเนื้อหนังเธอ แล้วเผาเธอทั้งเป็น

ส่วนตำราที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์คริสตออธอด็อกซ์ บอกว่าซีรีล (ผู้ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ) ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำของลูกน้องตัวเอง

สรุปเข้าข่าย “ไม่ใช่มติแกนนำ”

ดูๆ ไปก็หลอนๆ งงๆ ไม่รู้ว่าดูหนังอยู่ หรือดูข่าวเมืองบางกอกแห่งไทยแลนด์ เพราะนอกจากตัวเรื่องแล้ว ยังมีฉากฝูงชนใช้มือตบไม้เขย่าปัปๆ แทนตบมือด้วยแหละ

หนังเรื่อง “อโกรา” ทำจากมุมมองของไฮเพเทีย จึงอาจไม่ค่อยยุติธรรมต่อฝ่ายคริสต์นัก เพราะไม่ค่อยได้นำเสนอเบื้องหลังการเติบโตของศาสนาคริสต์ที่ใส่ใจคนยากไร้เท่าไหร่นัก แต่ในความเห็นของผู้เขียน จุดแข็งสุดของหนังเรื่องนี้คือการพาเราเดินทางร่วมไปกับความคิดของไฮเพเทีย ถ่ายทอดให้เห็นกระบวนการค้นคว้าหาคำตอบของเธอ ซึ่งไม่มีความเป็นปราชญ์หัวสูงดัดจริตอะไรเลย เธอคิดด้วยจิตวิญญานควบคู่ไปกับพลังของเหตุผล ใช้การทดลองง่ายๆ ไขปริศนาทีละเปลาะ เพื่อไตร่ตรองข้อโต้แย้งหรือแนวคิดจากทาส จากปัญญาชน หรือลูกศิษย์ชาวคริสต์ ซึ่งเธอรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้สร้างหนังยังใช้มุมมองกูเกิ้ลเอิร์ธเข้ามาซ้อนอีกชั้นหนึ่ง โดยซูมจากฟ้าเข้าสู่โลกตอนเปิดเรื่อง และถอยกลับสู่ห้วงอวกาศในตอนจบ ผู้ท่องเน็ตนิรนามคนหนึ่งกล่าวว่า เป็นการเชื้อเชิญให้พิจารณาดาวเคราะห์ใบนี้ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ – สัตว์โลกผู้มีความประเสริฐในจิตสำนึก ตระหนักรู้ในศักดิ์ศรีและสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ชดเชยความไร้สมรรถภาพในการเกลี้ยกล่อมผู้อื่นให้คิดเหมือนตนด้วยการบีบบังคับและความรุนแรง

ก่อนตาย ไฮเพเทียพูดกับลูกศิษย์ชาวคริสต์ของเธอ ถึงเหตุผลที่เธอไม่อาจยินยอมเข้ารีตคริสต์เพื่อความปลอดภัยของตนเองว่า “ไซเนซิอุส เธอไม่ตั้งคำถามกับสิ่งที่เธอเชื่อ หรือเธอไม่อาจตั้งได้ แต่ฉันต้อง”

ชุบชีวิตไฮเพเทียกันเถิดเมืองไทย

กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ, 6 พฤษภาคม 53

โดย Oy Kanjanavanit

ที่มา : http://tinyurl.com/2dbtry5

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

บทเรียนจากดอกสร้อยอินทนิน



จากบล็อก http://oyspace.wordpress.com/2010/04/05/บทเรียนจากดอกสร้อยอินท/#more-85

เมื่อสองเดือนก่อน สามีซื้อกล้องถ่ายรูปให้ใหม่ เลยเอาออกไปทดลองในสวนที่บ้าน
งานศึกษาธรรมชาติของผู้เขียนจำเป็นต้องใช้โหมดแมคโครถ่ายภาพเล็กๆ ใกล้ๆ อยู่บ่อยๆ เลยคิดว่าน่าจะลองถ่ายมดเป็นบททดสอบกล้องบทที่หนึ่ง

ตรงชานหน้าบ้านปลูกต้นสร้อยอินทนินไว้ให้มันออกดอกห้อยย้อยลงมาเล่นแสง กรองแดดด้วย ดูสวยดีด้วย ดอกสีม่วงตัดกับบ้านสีชมพู เป็นที่รู้กันว่า ตรงโคนดอกสร้อยอินทนินจะมีมดมาตอมอยู่เยอะ เคยอ่านตำราฝรั่งมาเมื่อ 20 ปีก่อนว่าสร้อยอินทนินปล่อยน้ำหวานออกมาที่โคนดอกด้านนอกเพื่อเลี้ยงมด ฝูงมดที่มารุมกินเลี้ยงจะตอบแทนดอกไม้ด้วยการป้องกันไม่ให้สัตว์อื่นมาเจาะขโมยน้ำหวาน ทำดอกไม้เสียหายโดยไม่ผสมเกสรให้ โจรตัวสำคัญได้แก่แมลงภู่ เผลอไม่ได้ แต่ใครๆ ก็ต้องกลัวมด เพราะมันไม่กลัวใคร
รุมกันเป็นกองทัพทึ้งศัตรู ไม่คุ้มเลยสำหรับน้ำหวานอึกเดียว

ตั้งแต่อ่านเรื่องนี้มา ผู้เขียนก็คอยสังเกตดูต่อมน้ำหวานที่โคนดอกไม้พวกนี้ ภาษาชีวะเรียกว่า extrafloral nectaries หมายถึงต่อมน้ำหวานที่อยู่ด้านนอกของดอก (หรือใบ) ไม่ใช่น้ำหวานข้างในที่เป็นรางวัลให้ผู้ผสมเกสรดื่มกิน

พอตั้งใจสังเกตก็เห็นต่อมอย่างว่าบนดอกปิ้งขาวในป่าทันที เป็นดอกไม้คล้ายๆ ดอกเข็ม แต่เกสรจะยื่นยาวออกมาเหนือกลีบดอก ตรงโคนดอกด้านนอกมีต่อมน้ำหวานแลดูเป็นตุ่มเม็ดใสๆ เรียงรายเป็นแถวรอบโคนดอกทั้งสี่ทิศ และก็จริงดั่งตำราว่า รอบๆ ต่อมน้ำหวานมีฝูงมดมารุมดื่มกิน ผีเสื้อที่มาผสมเกสรไม่เดือดร้อนที่มีมดเกาะเต็มโคนดอก เพราะมันบินลงมากินจากด้านบน คลี่ปากหลอดยาวที่ม้วนเก็บไว้ใต้คาง แยงลงไปในกรวยดอก ดูดกินน้ำหวานได้สบาย ในขณะที่หน้ามันก็แปะติดลงไปบนเกสรดอกไม้ เสร็จจากดอกนี้ ไปกินต่อดอกโน้น ละอองเรณูที่ติดบนหน้าก็ถูกนำไปผสมพันธุ์โดยปริยาย

แต่เมื่อกลับเข้าเมืองมาหาต่อมน้ำหวานนอกดอกบนดอกสร้อยอินทนินก็กลับหาไม่เจอ ทั้งๆ ที่มันเป็นตัวอย่างคลาสสิกตามคำบอกกล่าวของตำรา ยังนึกๆ อยู่ว่าฝรั่งคงเขียนผิด วันคืนผ่านไป นานเข้าก็ลืมเรื่องนี้ ไปได้เรื่องสนุกอื่นๆ เล่นแทน
จนมาลองกล้องใหม่นี่แหละ วันนั้น ถือกล้องออกไปถ่ายดอกอินทนิน เห็นมดเกาะตามโคนดอก จึงนึกถึงเรื่องต่อมน้ำหวานนอกดอกขึ้นมาได้ มองหาอีก ก็ไม่เห็นมี ถ่ายมดได้แล้ว ขยายภาพดูบนจอกล้องก็ไม่เห็น นึกอยู่ว่ามันคงปล่อยน้ำหวานให้ซึมๆ ออกมานิดๆ เรามองไม่เห็นแต่มดสัมผัสได้ ไม่ได้เจ๋งเป็นต่อมพิเศษอย่างดอกปิ้งขาวซะหน่อย ถ่ายมดได้แล้ว ก็รอถ่ายตัวผสมเกสร มีแมลงภู่มาบินกันว่อน มุดเข้าดอกนั้น ออกไปหาดอกนี้ ประพฤติตัวดี เข้าทางตรอกออกทางประตูร้านน้ำหวาน จ่ายค่าอาหารเครื่องดื่มเรียบร้อย เพราะเกรงใจแก็งนักเลงที่ดอกไม้เลี้ยงไว้หลังร้าน แมลงภู่ลูกค้าขาใหญ่กินเสร็จ ก็มีผึ้งมิ้มตัวเล็กมาเยี่ยมเยียน เข้าไปเก็บละอองเรณูใส่ตะกร้าข้างขาจนพูน แลดูเหมือนแมลงขาบวม ขนเอากลับรัง
ร้านน้ำหวานดอกไม้เปิดบริการช่วงเช้า พอบ่ายจัด ธุรกิจประสบความสำเร็จ ก็ปิดกิจการ ฝูงมดโคนดอกเริ่มทยอยหายไป ดอกไม้เริ่มเหี่ยว ผึ้งมิ้มรีบเข้ามาเก็บกวาดอาหารเหลือก่อนดอกจะโรย ร่วงหล่นลงดิน ย่อยสลายกลับไปเป็นปุ๋ยอาหารให้ต้นไม้ต่อไป
ผู้เขียนดูดอกไม้ชมแมลงอิ่มอกอิ่มใจดีแล้ว ก็กลับเข้าบ้านไปโหลดรูปลงคอมฯ ชื่นชมผลงาน
เปิดรูปที่โหลดขึ้นเต็มจอ เช็คคุณภาพไปมาก็ยังไม่เห็นอะไร ลองขยายรูปตรวจโฟกัสสักหน่อย ทีแรกก็ไม่เห็น แต่แล้วอยู่ๆ ก็สะดุด นี่มันอะไรกัน ตรงโคนดอกมันมีวงแหวนลักษณะคล้ายฟองน้ำหนาๆ ควั่นอยู่รอบ ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำหวาน บริเวณนี้แหละที่ฝูงมดมารุมตอม
ต่อมน้ำหวานนอกดอกของดอกสร้อยอินทนินไม่ได้เป็นต่อมรูเล็กๆ อย่างดอกปิ้งขาว แต่เป็นเค้กฟองน้ำชุบน้ำเชื่อมก้อนใหญ่ ประมาณขนมกุหลาบจามุลของแขกอินเดีย ยิ่งดูยิ่งไม่อยากเชื่อว่าเราไม่เห็นมันได้ยังไงตลอด 20 ปี มันใหญ่ออกตำตา
ไม่เห็นเพราะคิดไปเองว่าต่อมต้องเป็นตุ่ม เป็นเม็ดอย่างดอกปิ้งขาว
โบราณว่าสัญญานบังตา จนไม่เห็นสัจธรรม ไม่เห็นความจริงที่เด่นโร่อยู่ตรงหน้า
อคติทำให้ตามัวถึง 20 ปี แต่โทษทีเถอะโรบินและแบ็ดแมน พอได้เห็นเอง จากการค้นพบเอง
มันสว่างโล่งเต็มหัวใจ

ทำงานกับธรรมชาติมันสนุกอย่างนี้แหละ ได้เรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งธรรมชาติรอบตัว และธรรมชาติในตัว

หันมาสำรวจตัวเองกันอีกที สิ่งที่เราเห็นใช่สิ่งที่เราคิดว่าเห็นหรือเปล่าหรือว่าเป็นเหมือนผู้เขียน ไม่เห็นตุ่มก็พาลว่าไม่มีต่อม

กรุงเทพธุรกิจ 1 เมษายน 2553