แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แสงเล็ก๐๐๒ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แสงเล็ก๐๐๒ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ที่บ้านลุงGrieg โดย แสงเล็ก ๐๐๒

เขามองเห็นบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กสีเหลืองซีดอายุนับร้อยปีที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่บนลานเล็ก ๆ ของหน้าผาเหนือทะเลสาปใหญ่ ที่สะท้อนสีเข้มครามของก้อนเมฆและท้องฟ้าในวันที่อากาศครึ้มฝนหม่นมัวซึมเซา

Troldhagen บ้านของลุง Grieg ที่เขาเคยได้ยินชื่อมาบ้าง

Edvard Grieg (1843-1907)เป็นนักประพันธ์ดนตรีและนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง ชาวนอร์เวย์ ท่านเกิด เติบโต และกลับมาอาศัยอยู่ที่เมือง Bergen แห่งนี้ … ถ้าเป็นคีตกวีคนโปรด อย่าง Chopin, Rachmaninov หรือ Tchaikovsky คงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นคุ้นเคยมาก

กว่านี้แน่ ๆ แต่เมื่อได้ยินเสียงเปียโนคอนแชร์โตที่เปิดคลอเบา ๆ ยามที่เขาเดินชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเก็บรวบรวมประวัติ ผลงานและของใช้ส่วนตัว ก็ทำให้เขาค่อย ๆ รู้จักและสนใจคุณลุงท่านนี้มากขึ้น

ชีวิตของท่านไม่ได้ข้นแค้นรันทด เหมือนคีตกวีก้องโลกท่านอื่น ๆ แม่เป็นนักเปียโนประจำวงออร์เคสตร้าของเมืองนี้ท่านจึงได้ซึมซับเรียนรู้วิชาดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ได้ไปเรียนดนตรีและสั่งสมประสบการณ์ชื่อเสียงจากต่างประเทศ มีภรรยาเป็นนักร้องเสียงโซปราโนชาวนอร์เวย์เช่นกัน ชีวิตที่ดูเหมือนราบรื่น จะมีก็แต่สุขภาพเท่านั้นที่เป็นปัญหา

หนังสือท่องเที่ยวเขียนไว้ว่า บทเพลงโรแมนติกของท่านสะท้อนภูมิหลังและภูมิทัศน์ของนอร์เวย์ได้เป็นอย่างดี คุณลุงยอมรับอย่างอารมณ์ดีว่า “แน่นอน ดนตรีของผม เต็มไปด้วยกลิ่นคาวปลานี่นา” คุณลุงคงเป็นคนน่ารักอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย

คุณลุงพักอยู่ที่บ้านหลังนี้ในช่วงยี่สิบปีสุดท้ายของชีวิต แต่งเพลงในฤดูร้อน และออกเดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตทั่วยุโรปในฤดูหนาวอันทารุณต่อร่างกายและจิตใจ หนังสือบอกไว้อีกว่า บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ที่คุณลุงระลึกถึงและอยากกลับมาทุกครั้งที่ต้องจากไปไกล ๆ … คำว่าบ้านช่างสะท้อนใจเขายิ่งนัก

เมื่อเข้าไปชมภายในบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยความคิดถึงของเจ้าของ ปัจจุบันยังจัดแสดงเครื่องใช้ รูปภาพ เครื่องเรือน เอาไว้อย่างดี แม้ผ้าม่าน ดอกไม้ ต้นไม้เล็ก ๆ ริมหน้าต่างจะไม่ใช่ของเดิม แต่แกรนด์เปียโนหลังใหญ่งามสง่า ที่คุณลุงได้รับเป็นของขวัญในวันครบรอบแต่งงานคร้ังที่ห้าสิบ ช่างดูเข้มขลังอบอวลไปด้วยบทเพลง ความรู้สึก และชีวิต ของนักประพันธ์ท่านนี้ ทุกวันนี้เปียโนหลังนี้ยังถูกนำมาใช้แสดงคอนเสิร์ตที่จัดเป็นประจำ ณ ห้องแสดงดนตรีของพิพิธภัณฑ์ในฤดูร้อนและใบไม้ร่วงด้วย ยามที่เปียโนของนักประพันธ์ ได้บรรเลงบทเพลงของเจ้าของ ที่บ้านของตัวเอง … เขาอยากได้ยินเหลือเกินว่ามันจะงดงาม เศร้าสร้อย ทรงพลัง สะท้อนชีวิต และภูมิหลังของนักดนตรีได้เยี่ยมยอดเพียงใด

เขาเดินเลาะทางเดินในสวนลงมาที่หน้าผาริมทะเลสาป แผ่นปูนทอดยาวออกไปในระลอกคลื่นกลางน้ำ ลมหนาวหอบไอชื้นจากเมฆฝนและผืนน้ำปะทะร่างกาย

จะสั่นสะท้าน แต่หน้าผาที่หยาบกระด้างกลับดูอ่อนโยนสุขสงบเพราะชื่อสองชื่อที่สลักไว้คู่กันว่า Edvard and Nina Grieg … สถานที่แห่งสุดท้ายที่คุณลุงและภรรยาได้นอนพักเคียงข้างกันและกัน ณ บ้านหลังเล็กริมทะเลสาปอันสันโดด ทิ้งโลกวุ่นวายไว้เบื้องหลัง

เขายืนสำรวมใจ ระลึกถึงผลงาน ความสามารถที่คุณลุงมอบไว้แก่มนุษยชาติ และหวังว่าลึก ๆ ว่าบ้านที่เขาจากมาไกล จะร่มเย็นสุขสงบอีกครั้ง ดังบทเพลงอันอ่อนหวานอบอุ่นของคุณลุง

โดย แสงเล็ก ๐๐๒

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หลุม

ดูเหมือนเขากำลังมีความรัก

เมื่อเขาอยากเอ่ยวาจาเป็นภาษาของกวี

เมื่อเขาอยากคิดอ่านได้ลึกซึ้งดั่งนักปรัชญา ไขปัญหาแห่งชีวิต

เมื่อเขาอยากมองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในทุกสิ่งด้วยสายตาของจิตรกร

และปราถนาจะบรรเลงบทเพลงภายในใจผ่านปลายนิ้วของตัวเอง

เพื่อบอกเล่าเรื่องราวมากมายให้ใครสักคน


แม้แรกเริ่ม เขารู้สึกราวจับไข้

ตื่นเต้นเมื่อได้พบ กระวนกระวาย อยากประสบมิรู้เบื่อ

เขาตราค่า “เวลา” ที่ได้ใช้ร่วมกัน เป็นความสุข

และ “เวลา” แห่งการรอคอยเป็น ความทุขก์ทน ทรมาน

เขาเต็มใจสละตัวตน เพื่อเติมเต็ม

เขามองเห็นสิ่งเล็กน้อย ได้อย่างชัดเจนละเอียดละออ กว่าที่เคย

เขาปราถนาอย่างแรงกล้า เพื่อดูแล และเคียงข้าง อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย


เมื่อได้พบกับความรัก

เหมือนเขาได้กลับบ้านอีกครั้ง หลังหลงทางมายาวไกลไม่รู้จบ

เหมือนเขาได้พบไออุ่น ความปลอดภัยที่โหยหา

เหมือนได้ปลดปล่อยภาระ ความทุกข์ ทั้งหมดลง เมื่อถึงจุดหมาย

เขารู้สึกเติบโตเข้มแข็งชั่วข้ามคืน

เมื่อได้พบกับความรัก ทำให้เขารู้สึกเหมือนเพิ่งได้เป็นคนเต็มคน

เป็นลูกผู้ชายทั้งร่างกายและวิญญาณ


เขากำลังตกอยู่ในห้วงแห่งรัก

ค่ำคืนอันหวานซึ้ง หอมละมุนย่อมสิ้นสุดเมื่อถึงเช้าวันใหม่

ทุกคนย่อมตระหนักแก่ใจ แม้ไม่ยินดี

เขาพร้อม ยอมรับกับทุกอย่าง เมื่อตกอยู่ในห้วงรักนี้

สำหรับเขา รักคือ รับผิดชอบ เสียสละ และหน้าที่

รักคือ การเรียนรู้ เพื่อเผื่อแผ่ โดยไม่มีข้อแม้

สุดท้าย รักคือเข้าใจ ยอมรับในความเป็นเขา และเป็นเรา

เมื่อท้ายที่สุดมาถึง รักคงเป็นอิสระ …

ไม่มีพลังใด ๆ จะบีบบังคับ กักขัง

ในยาม ที่ความรักนั้น ต้องการจะโบยบินจากไป


ขณะนี้ เขากำลังดื่มดำ่รสแห่งรัก

เขาตระหนักถึงมูลค่า ราคาที่ต้องแลก

และเขาจ่ายด้วย ความสัตย์ซื่ออย่างที่สุดเท่าที่เขามี

เขาหวังว่า ความรักจะนำทาง กล่อมเกลา ปลอบประโลม และเคียงข้าง

ในการเดินทางอันยาวนานไร้ที่สุดของชีวิต


เขารู้สึกโชคดีที่ได้รู้จัก ความรักเช่นนี้  



วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

' วันสุดท้าย '

วันหนึ่งที่สุดขอบผา เขาหินปูนโล้นเลี่ยนร้อนผ่าว ด้วยถูกแดดเผามาครึ่งค่อนวัน เต่าทะเลแก่หงำเหงืือก หงายกระดองอิงต้นลั่นทมยักษ์ที่ยืนตายซากห่อเหี่ยวอยู่เดียวดาย รำพึงเต่าถึงวันเก่าริมอ่าวโค้งเกือบจะสมบูรณ์แบบ


วันนั้นเต่าวัยอ่อนสายตาสั้นนอนหงายตะเกียกตะกายอย่างสิ้นท่า

ชายชราหน้าหมอง เดินสะเปะสะปะ สะดุดกระดองแข็งจนร้องโอ๊ย ทั้งคนทั้งเต่าต่างตกใจ

เต่ากระดอนพลิกหงาย คว่ำ หงาย คว่ำ หงาย คว่ำ อยู่สามตลบจึงหยุดกลิ้ง

ขอบใจตาเฒ่า!” เต่าหนุ่มทักขึ้นก่อน

เออ ๆ ไม่เป็นไรไอ้เต่าซุ่มซ่าม” ชายชรา เพ่งสายตายาว หยีเล็ก มองทางต้นเสียง

เต่าเลือนลางกลางเปลวแดดวิบไหวคล้ายภาพหลอน

ข้าคงแก่ จนหลง คิดไปเองว่าเต่ามันพูดได้” ชายแก่รำพึง

ใช่แล้วตาเฒ่า เต่าที่ไหนจะพูดได้ อั๊วเป็นเสียงจิตใต้สำนึกของแกเอง แกน่ะแก่เฒ่ามากแล้วนะ ใกล้เวลาจะต้องไป ข้าจึงตัดสินใจพูดให้แกได้ยิน”เต่าหนุ่มนึกสนุกจึงยั่วชายแก่เล่น

เออ อย่างนั้นเร๊อะ … ก็คงใกล้เวลาเต็มที ข้าเองก็เหนื่อยล้าอ่อนแรงแล้วเอ็งเอ๋ย เมื่อไหร่กันล่ะ” ตาเฒ่านั่งลงช้า ๆ ทอดอาลัยกับชีวิต บนผืนทราย ร้อน ๆ แฉะ ๆ นั้น

วันนี้ พรุ่งนี้ หรือมะรืน เมื่อไหร่ที่แกพร้อม” เต่าตอบ

แต่ว่าแกยังมีอะไรติดค้างในใจอีกหรือเปล่าล่ะตาแก่”

“... ก็นั่นสินะ ข้าเองก็ลืม ๆ ไปแล้วสิ ว่าข้ายังติดค้างอะไรกับใครอยู่อีก ...” ตาแก่รำพึงถึงอดีต

ลูกแก เมียแก บ้านช่อง พี่น้อง ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ”

ข้าตัวคนเดียวมาหลายปีแล้ว เอ็งก็รู้ … เอ๊ะ ไหนว่าเอ็งเป็นจิตใต้สำนึกของข้ายังไง ทำไมเอ็งไม่รู้วะ” ตาเฒ่าเริ่มสงสัย

หนอย ๆ ข้าก็อยู่กับแกมาตลอดนั่นแหละ ข้าเห็นความเกิด ความแก่ อยู่กับแก กินกับแก นอนกับแก สุขกับแก ทุกข์กับแก ข้าไม่เคยทิ้งแกไปแม้สักเสี้ยววินาทีหรือสักครึ่งลมหายใจ และข้าก็ไม่ได้แก่เฒ่าเลอะเลือนอย่างแกด้วย ไอ้แก่”

ก็คงจะจริง ข้ามันแก่ซะจนหลง ๆ ลืม ๆ ไปหมดแล้ว … ” ตาแก่ก้มศีรษะดึงผม พยายามนึกถึงเรื่องราวของตัวเอง นิ่งงันเนิ่นนาน


ข้าเป็นใครนะ เอ็งช่วยบอกข้าอีกทีซิ” ตาแก่ตะโกนขึ้นหลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ไอร้อนจากแดดบ่าย อบผืนทรายจนระอุเดือด ชายชรา หน้าแดงกำ่เหงื่อไหลซึมไม่ขาดสาย

เอ็งเป็นเศรษฐี เอ็งเป็นขี้ข้า เอ็งเป็นพ่อค้า เอ็งเป็นชาวนา เอ็งเป็นยาจก เอ็งเป็นเจ้านาย เอ็งเป็นผู้ร้าย เอ็งเป็นใคร เอ็งก็ลองนึกดูสิ”

“... ใช่ ๆ ข้าเป็นเคยเป็นเด็ก ข้าโตเป็นหนุ่ม ข้าเป็นพ่อค้า ข้าทำมาหากิน ข้าเคยทำนา ข้ารำ่รวย ข้าเป็นเศรษฐี ข้าเป็นผัว ข้าเป็นพ่อ ข้าเป็นคนร้าย ข้าเคยฆ่าคน ข้าเป็นนักโทษ ข้าเป็นขี้ข้า ข้าเป็นขอทาน ข้าเป็นไอ้แก่ ...”

ตาเฒ่ารำพึงรำพัน อย่างตื่นเต้นและอ่อนล้า

แล้วจริง ๆ เอ็งเป็นใครล่ะ” เต่ายั่วต่อ

นั่นสิ จริง ๆ แล้วข้าเป็นใครล่ะ ...” น้ำเสียงตาเฒ่าหดหู่สิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


แล้วเอ็งอยากให้ตัวเองเป็นอะไรล่ะ”

ข้ายังจะเป็นอะไรได้อีกหรือ ข้าแก่เฒ่า แขนขาอ่อนล้า ตาฝ้าฟาง ร่างกายทรุดโทรมเสียอย่างนี้แล้ว ...”ตาเฒ่าก้มหน้าละอายแก่ใจ พยายามเพ่งมองมือเหี่ยว ๆ ของตัวเอง

ตาเฒ่าเอ๋ย ข้าจะบอกอะไรให้ เอ็งกับข้าก็แก่เท่า ๆ กัน แล้วทำไมเอ็งต้องท้อแท้นักล่ะ”

ข้าจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนล่ะ เวลาข้าใกล้จะหมดแล้วไม่ใช่รึ”


อาทิตย์บ่ายยังคงแผดเผาผืนทราย และผิวหนังเหี่ยวย่นของชายแก่จนแดงกำ่

น้ำตาแห้งผากหยดเล็ก ๆ ขุ่นมัวใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะกลั่นผ่านเบ้าตาลึกโบ๋อาบสองแก้มชายชรา

ข้าหมดแรง หมดไฟแล้วจริง ๆ …” เสียงสะอื้นที่เปล่งแทบไม่พ้นลำคอ ชวนหดหู่วังเวง

เต่าเร่ิมรู้สึกว่าการหยอกเล่นกับตาเฒ่าเลยเถิดเพราะความคะนองปาก

เอาเถิด ข้าจะบอกเคล็ดลับให้ ...” เต่าพยายามหาทางออกในที่สุด

หือ … ฮือ ...” ตาแก่สะอื้นออกมาเบา ๆ

ตาแก่เอ๋ย ถ้าแกยังมีลมหายใจ ก็แสดงว่าแกยังมีหน้าที่ มีเวลาอยู่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ ถ้าแกยังได้ยินเสียงที่ข้าพูดและเข้าใจได้ ก็แสดงว่าแกยังพอมีสติ ปัญญาไม่หลงลืม … เอาล่ะ ข้าจะบอกอะไรให้ ข้าอยู่กับแกมาตั้งแต่ต้น และข้าก็จะอยู่กับแกต่อไปจนวันสุดท้าย ข้าไม่เคยแก่ ไม่เคยเปลี่ยน มีแต่แก ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา”

ตาเฒ่าเงยหน้าพยายามใช้สายตายาวพร่ามัวมองหาต้นเสียง ว่าดังมาจากก้นบึ้งของสมอง หรือจิตใต้สำนึกอันลี้ลับสุดหยั่ง หรือว่ามาจากภูติผี เทพเจ้าพระองค์ใด

ข้ารู้ว่ามันยากจะเข้าใจ ...” เต่าพูดช้า ๆ เนินนาบ ทำท่าสำคัญราวกับกำลังจะบอกความลับแห่งสวรรค์ให้แก่ศาสดาพยากรณ์ก็ไม่ปาน

รู้เอาไว้ว่า ไม่ใช่ทั้งแกและข้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ความคิดของแกตะหากที่คิดว่าแกเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงตัวแก

เมื่อข้าเป็นนายความคิด เป็นจิตเหนือสำนึกของแก ข้าจึงไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างแก”


ตาเฒ่ายังคงนิ่งเงียบ แดดบ่ายเริ่มอ่อนล้า เสียงสะอื้น เสียงคลื่นกระทบทรายแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ

น้ำทะเลค่อย ๆ ขึ้นสูงจนท่วมเข่า

เต่าหนุ่มสายตาสั้น รู้สึกเสียใจที่ล้อเล่นกับชายชราจนเกินควร

เวรกรรมของเอ็งและข้าว่ะตาแก่ ข้าขอบใจที่เอ็งช่วยเตะข้า ถือว่าเราหายกันนะ” เต่าค่อย ๆ เดินช้า ๆ หายไปกับฟองคลื่นและแสงสุดท้าย เมื่อตะวันลับขอบฟ้า

เอ็งก็คือข้าใช่มั๊ย ...”

เต่าดำลึกลงไปใต้ทะเล จนไม่ได้ยินเสียงชายชราตะโกน คุ้มคลั่งอยู่ที่ชายหาดอีกแล

วันหนึ่ง เต่าทะเลแก่หงำเหงือกโชคร้าย ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้น ถูกหมาจรจัดวิ่งไล่ฟัดริมถนน ถูกเด็กซน ๆ กลุ่มหนึ่งจับโยนเล่นไปมา และปล่อยทิ้งไว้ที่โคนไม้ ถูกลิงทะโมนอยากรู้ฝูงใหญ่หอบหิ้วขึ้้นไปสวางทิ้งไว้บนผาหินปูนริมหาด

ตาเฒ่าเอ๋ย เอ็งจะใจดำไปใย มาช่วยเตะข้าให้หงายคว่ำตกทะเลไปอีกทีเถิด...”

เสียงรำพึงอ่อนล้า แผ่วจาง ที่ชาวบ้านละแวกนี้เล่าต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน

ถ้าตั้งใจฟังดี ๆ ออกไปยืนริมหน้าผาแห่งนี้ คุณก็อาจจะพอได้ยิน.

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

อารมณ์อินเดีย

อยากเล่าความรู้สึก ที่แท้จริงในการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานให้ฟัง เราแทบไม่กล้าบอกใครว่าเราเฉย ๆ กับทุก ๆ สถานที่ที่ไปเยือน ไม่ว่าจะเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ เชตวันมหาวิหาร มูลคันธกุฎี วัดเวฬุวัน สถูปปฐมเทศนาสารนารถ หรือสวนลุมพินีวัน ไม่มีแม้แต่ปีติ หรือสัมผัสทางจิต ทางกายใด ๆ เลย น้ำตาสักหยดก็ไม่มี ไม่ทราบซึ้งแต่อย่างใด เราแปลกใจตัวเองมาก การมาที่นี่ไม่ได้ทำให้เราศรัทธามากขึ้นแต่อย่างใด เรากลับเห็นการหลั่งไหล กราบไหว้ด้วยอัษฎางคประดิษฐ์ของชาวธิเบต เครื่องเซ่นไหว้บูชาวิจิตรลำ้ค่ำของชาวไทย การสวดมนต์อ้อนวอนต่าง ๆ นานา ของชาวพุทธหลากสัญชาติ เหมือนละครฉากหนึ่ง เหมือนเด็กเล่นสมมติกัน เราเห็นว่าการที่คนไทยทำบาตร และตาลปัตรทองคำฝังเพชรแท้ ถวายพระพุทธเมตตาที่พุทธคยา และการหอบหิ้วผ้าสีกรักมาห่มพระพุทธรูปและต้นโพธิ์นั้น ไม่เห็นได้ประโยชน์อันใด เราเกือบจะคิดว่านี่เราเสื่อมถอยจากฌานและปีติ อันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตให้เบิกบานแช่มชื่น เป็นเครื่องรักษาศรัทธาในพระศาสนาของเรา สิ้นไปหมดแล้วหรือ เราไม่ได้อะไรเลย กลับไปด้วยความแห้งแล้ง เฉย ๆ และขาดทุนเสียเปล่า

เราถามตัวเองว่ายังเคารพในพระพุทธเจ้าอยู่หรือไม่ พระธรรมยังเป็นอมตะและซาบซึ้งใจสำหรับเราไหม พระอริยสงฆ์เรายังนอบน้อมอยู่มั๊ย ก็พบว่า เรายังเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง การมาเห็นหลักฐานว่า พระพุทธองค์เคยดำรงพระชนม์อยู่จริง ณ สถานที่เหล่านี้ ไม่ได้ทำให้ศรัทธาของเราเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยศรัทธานั้นเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว พระธรรมคำสอนก็ยังรักษาจิตของเราให้ชุ่มเย็นมาตลอด เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปรไปเลย พระอริยสงฆ์ที่เราเคารพกราบไหว้ รักอย่างสุดหัวใจ ก็คือพ่อแม่ครูอาจารย์หลาย ๆ รูปที่เมืองไทย

การมาเยือนสังเวชนีย์ครั้งนี้ กระทำคุณให้เราเห็นความงมงาย เย่อหย่ิง ยึดมั่นของคนอีกมากที่คิดว่า เมื่อได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดาถึงอินเดีย ตายไปย่อมพ้นอบาย เห็นการบูชาด้วยอามิสอย่างไม่ลืมหูลืมตา เห็นคนแย่งกันเก็บใบโพธิ์ไปบูชาด้วยคิดว่าล้ำค่าศักดิ์สิทธิ์ การเห็นที่ก่อให้เกิดธรรมสังเวชมากที่สุดคือสมมติสงฆ์ที่ทำมาหากินกับคณะผู้เดินทาง เป็นนายหน้า ขายพระ ขายบุญ ขายยา ขายของ เรี่ยไร ตำหนิ ติเตียน กล่าวโทษ ตัดศรัทธาของผู้อื่น

อะไรที่มันเกินงาม เกินพอดี ย่อมไม่ดีเป็นแน่

การมาเยือนครั้งนี้ กระทำคุณให้เราเห็นอีกว่า ต้นโพธิ์ก็คือต้นไม้ ดินก็คือดิน พระพุทธรูปไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็คืออิฐ หิน ทราย ทอง เหล็ก และสี จะกราบไหว้บูชาด้วยอามิสสักเท่าไหร่ ย่อมได้ผลเพียงอามิส การปฏิบัติบูชาด้วยการทำจิตให้สงบ เข้าถึงพระรัตนตรัย อยู่ที่ไหนก็กระทำได้ ไม่ต้องทนหนาว ตรากตรำ ลำบากกาย ได้เห็นชาวไทยพุทธ พระและวัดไทยที่อินเดีย ลำพองตนว่าดีกว่า เลิศกว่าคนอื่นที่เมืองไทย อยู่ใกล้พระบรมศาสดามากกว่า แล้วเศร้าใจนัก เห็นพระเรียนหนังสือแล้วย่ิงผะอืดผะอม พระพุทธเจ้าให้ท่านบวชมากระทำพระนิพพานให้แจ้ง ปฏิบัติกิจของสงฆ์เพื่อละ ไม่ใช่เรียนเพื่อสะสม นิยมวุฒิการศึกษา ลาภสักการะ ชื่อเสียง ความเจริญก้าวตามทางโลก

ถามว่าชอบสังเวชนียสถาานมั๊ย ก็ชอบนะ ก่อให้เกิดธรรมสังเวช เครื่องเตือนใจเรา จะจริงจังอะไรกันนักหนาว่า นี่ต้นโพธิ์ต้นที่สี่ เป็นเพียงหน่อต้นโพธิ์ธรรมดา มิใช้ต้นเดิมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จะอะไรนักหนาว่าต้นแท้ หน่อจริงอยู่ที่เมืองลังกาและอานันทโพธิ์ที่เชตวัน จะต้องดั้นด้น ดิ้นรน มากราบไหว้ทุก ๆ ปี ให้ลำบาก หวังสั่งสมบุญบารมีกันทำไม

อยากกลับมาอีก ทำใจให้โปร่งโล่ง ผ่องใสกว่านี้ มาด้วยตัวเอง รู้ดีว่าเรายังติดใจกรอบที่คนอื่นกำหนดอยู่เช่นกัน จิตใจก็ยังคับแคบติเตียนผู้อื่นอยู่ จึงคงไม่ดีแน่ถ้าจะสมาคมกับคนหมู่ใหญ่ ยังมีหลายสิ่งท่ีคาใจ

เหล่านี้กระมังที่เป็นข้อคิด ประโยชน์ที่เราได้จากสังวเชนียบูชา


แสงเล็ก๐๐๒

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

Dear Matchmaker โดย แสงเล็ก๐๐๒

Dear Matchmaker,


I've been contemplating hundreds of time before writing to you, so let's get to the point.

Please send someone to change me !!!


I hate myself, I hate what I was built and tried to be ….

My name is Vivien ,I am a 35-year-old well educated woman with a doctorate degree in economics.I am an executive director of a well known public company, I have my on vehicles and accommodation downtown.I love the operas and ballets, I appreciate classical music, French cuisine and impressionist arts.I have many well-to-do friends and kins around the world ,so I can afford myself and if necessary my spouse.I love who I am, I'm quite a lucky woman.


I have excellent social skills.I'm a jet setter and travelling mania( due to my job and leisure).I like meeting people,that means I'm not willing to be a housewife or a soccer mom if you'd dreaming of.I still have a perfect figure, look younger than my age, and a very good taste in fashion.I portray myself as a success sophisticated working woman who have a warm supporting family.


I wish to meet a man who would follow my path.Who is older, well groomed, higher education, warm ,tender ,generous, honest and compromising.Especially a man who will always love and obey me.( I prefer a man with no parents and siblings. )


That's what I'd imagined when I was a young ambitious workaholic machine.Now I've achieved what I deserved after years of studying and working devotion....but I am so empty, feeling like I'm not a real human and I hate myself.


I'm afraid of relationships.I was trapped in my own victory and dignity.I was just an old selfish, ignorant, cruel and self-obsessed woman.


Please, my dear matchmaker , send someone to release me.


I just want to be an ordinary woman who could laugh and cry freely.I'm so lost.I've realized and I'm ready.Please find someone for me, a human being of any age, race or sexual orientation.

Someone who can touch my lonely ugly heart.


Best Regards,

Vivien the regret.

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทวีอุปถัมภ์

เทวีอุปถัมภ์

ทุกเช้าเด็กชายตัวอ้วนป้อมจะขึ้นรถสามล้อของ “ลุง” ที่หน้าบ้าน

ล้อเล็ก ๆ จะค่อย ๆ หมุนผ่านถนนกรวดเม็ดโต ๆ ผ่านข้างทางที่มีคันดิน ทุ่งนา

และต้นไม้ร่มครึ้มที่มีบ้านเรือนแทรกตัวอยู่เป็นระยะ หนทางที่โล่ง ๆ ดูซับซ้อน กว้าง

และพลุกพล่านขึ้นทุกขณะ

บางวันในฤดูหนาวถ้าฟ้าปิด หมอกขาวขมุกขมัว จะห่อหุ้มอยู่รอบ ๆ ตัว

ไอน้ำชื้นเย็น ปะทะใบหน้าขณะรถแล่นแสนสดชื่น

บางวันที่ฟ้าโปร่ง แดดสายกระจายฟุ้งในม่านฝุ่น เรืองแสงสีส้มสุกปลั่งละลานตา

ตอฟางสีเหลืองซีด หยดน้ำค้างใสเกาะใยแมงมุม หญ้าเล็ก ๆ ใบเขียวชุ่มคลุมดินแห้ง

การได้วิ่งเล่นกลิ้งเกลือกในกองฟาง เป็นความสนุกที่ต้องแลกด้วยลายแตก ลอก ตามผิวหนัง

และไม้เรียวแสบ ๆ คัน ๆ ของพ่อ

บางวันโชคดีที่ฝนตก เขาจะตื่นเต้นเป็นพิเศษกับอุปกรณ์กันฝน

ลุงจะรีบจอดรถ กางผ้าใบพลาสติกสีขุ่น ปิดด้านหน้า แล้วสวมงอบกับผ้ายางกันฝนให้ตัวเอง

ก่อนจะปั่นสามล้อต่อไป ภาพหยดน้ำฝนเม็ดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ไหลรวมกัน เป็นสาย ใหญ่ขึ้น

แล้วหยดลงสู่ด้านล่าง เมื่อมองผ่านผ้าใบขุ่น ยังติดตา น่าหลงใหล มองได้ไม่มีเบื่อ

รถสามล้อของลุง พาเขาผ่านโรงเรียนประถมใกล้ ๆ บ้าน

ครูใหญ่ผิวเข้มใส่สูทแต่งตัวโก้ ยืนถือโทรโข่งโบกรถให้เด็ก ๆ ข้ามถนน ตรงทางม้าลาย ทุกวัน

รถสามล้อยังแล่นต่อไป ผ่าน วิทยาลัยเทคนิค พาณิชย์

และโรงเรียนมัธยมมีชื่อที่นักเรียนชายหญิง ปั่นจักรยานกันมาเอง ดูคึกคักน่าสนุก

สักวันเขาจะขอพ่อซื้อจักรยานให้เขาปั่นมาเองบ้าง

ผ่านตลาด ร้านค้า ธนาคาร อีกหลายแห่ง กว่าจะมาถึงโรงเรียนของเขา

ใจกลางเมือง จะว่าไปแล้วนี่ก็คงคล้ายชีวิตในปัจจุบัน ที่ชนชั้นกลางจากชานเมือง

เดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ความเจริญและโอกาสอันดีกว่า ที่ศูนย์กลาง

ในภาพชีวิต กิจวัตรชินตา การเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ชีวิตนักเรียนที่ราบเรียบ

ไม่โดนเพื่อนแกล้ง ทำการบ้านเขียนเรียงความส่งครูได้เองโดยไม่ต้องลอกใคร

ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มบ้าง เป็นนักกีฬาสีตัวสำรอง ได้ที่สองจากการวิ่งผลัด

ให้แม่เย็บกระดุม ชุนผ้ามาส่งในวิชา กพอ

การได้เกรดสี่หลายวิชาอาจเป็นความฝันของเด็กนักเรียนหลายคน

แต่สำหรับเขา หวังลึก ๆ ว่าสักวันจะได้ถือพานไหว้ครูบ้าง

แต่วันไหว้ครูช่างมีน้อยเกินไป เด็กนักเรียนก็คงมีมากเกินไป โอกาสจึงยังไม่เคยวนมาถึงเลย

วัยเด็ก ในครอบครัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้สุขสบายหรือลำบาก ก็คงเป็นปกติดีจนได้พบเรื่องแปลกใหม่

เด็กชายมองเธอด้วยความสงสัย อัศจรรย์

“อุ๊ยคำคนแก่ ท่าทางใจ๋ดี ลูกผัวบ่มี เป๋นดีเอ็นดูล้ำ ...”

อยู่ดี ๆ เขาก็พบอุ๊ยคำ ต้องใช่ ต้องเป็นเธอแน่ ๆ

หญิงแก่ รูปร่างผอมซูบ ยืนแช่น้ำอยู่ในคูระบายน้ำข้างวิทยาลัยเทคนิคทางผ่านกลับบ้าน

แดดอ่อนใกล้พลบส่องแสงนวลฟุ้ง ห่อหุ้มรอบตัวเธอคล้ายเป็นออร่า หรือภาพฝัน

ชุดสีดำซีด เปียกครึ่งตัว ที่เธอใส่ ผมสีเทาแซมขาวที่รวบเกล้าอยู่กลางศรีษะ

มือเหี่ยว ๆ ผอมเกร็ง ค่อย ๆ เด็ดผัดบุ้งในคูน้ำช้า ๆ ทีละต้น รวบ มัดเป็นกำใหญ่

แล้วใส่ไว้ในตะกร้าสะพายหลัง ใบหน้าชราเหี่ยวย่น กร้านแดด มอมแมม

ดวงตาหยีเล็กดูเรียบเย็นไม่แยแสต่อรถรา ผู้คนที่จรผ่าน

เธอช่างโดดเด่น ดูลึกลับ กล้าแกร่ง เศร้าสร้อย เปลี่ยวเหงา และเปราะบาง

เขาสะท้านด้วยความรู้สึก หนาวยะเยือก ว่างเปล่า คล้ายจมดิ่งสู่เหวลึก กลางทรวงอก

โลกนี้ ชีวิตนี้ มีสิ่งนี้ด้วยหรือ ความอดอยาก แร้นแค้น สิ้นไร้ โดดเดี่ยว

นับจากวันนั้น ยามที่ต้องอยู่คนเดียว ในเวลาพลบค่ำ

ในแสงสุดท้ายที่ใกล้ลับจากขอบฟ้า บางครั้ง เขารู้สึก เปลี่ยวเปล่า สิ้นหวัง เจ็บลึก

จนแทบจะขาดใจ และร้องไห้อย่างไร้เหตุผล

อุ๊ยคำยังคงปรากฎตัวให้เห็นต่อมาราวกับมีตัวตนจริง แบกถุงผ้าใบใหญ่

เดินอยู่ริมถนน นอนพักอยู่กับพื้นทางเท้าในตลาด

และราวกับไม่มีตัวตน เม่ือคิดว่าหญิงชราต้องดิ้นรนเลี้ยงชีวิตโดยลำพัง ไม่มีแม้บ้าน ลูกหลาน พี่น้อง

เขาอยากรู้เหลือเกินว่าเธอเป็นใคร อะไรทำให้เธอตัดสินใจออกมาอยู่ข้างถนนตัวคนเดียว

เขาพบเธอบ่อยจนรู้สึกเหมือนเธอเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เหตุนี้เอง

เด็กชายรู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งเขาต้องหนีออกจากบ้าน เขาก็คงไม่อดตาย อยู่ข้างถนน

ความรู้สึกเอ็นดูสงสารจับหัวใจเมื่อแรกเจอ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชื่นชม และเอาใจช่วย

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่ได้แบมือขอใคร แม้ชรา อ่อนล้า โดดเดี่ยว แต่เธอก็ยังสู้

โชคชะตาที่โหดร้ายไม่อาจทำลายหัวใจนักสู้ของเธอได้

เธอจะเป็นใคร เด็กชายไม่เคยรู้

นานหลายปีต่อมา

ภาพความทรงจำในวัยเด็กของเขา มีเธอประทับ อยู่ชัดเจน

เทวีแห่งความเข้มแข็งประจำตัวเขา

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผู้มีส่วนในพิธี

สายน้ำนครชัยศรีไหลเอื่อย ๆ ขึ้นเหนือในความรู้สึกของเขา กอผักตบชวาสีเขียวอวบลอยอ้อยอิ่งตามไปช้า ๆ บ่ายคล้อย กลางฤดูหนาวที่อากาศไม่ได้เย็นจัด ไม่ได้ชื้นแฉะ ต้นไม้ริมน้ำไม่ซีดหมองร่วงโรยจนเกินไป

เขาเหม่อมองออกไปไกล อย่างไร้จุดหมาย

“ ความรักก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง

ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด …

…. ”

เสียงทุ้ม ราบเรียบ ของศาสนาจารย์ ดึงเขากลับเข้ามาสู่พิธีตรงหน้า

สิบสองปีมาแล้วที่ เพื่อนสนิท ทั้งสองคนคบกันมา ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

เขาดีใจที่ได้รู้จักกับท้ังสอง เป็นทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมชั้น เรียน เล่น สุข ทุกข์ กิน นอน เที่ยว มาด้วยกัน อะไร ที่ทำให้คนทั้งสองเชื่อมั่น ในกันและกัน อยู่ร่วมกัน อดทนต่อกันและกัน มายาวนานได้ขนาดนี้ คนเราสามารถรักและยอมรับใครสักคน ได้มากกว่าตัวเองจริงหรือ

------------

สองสัปดาห์ก่อน เขาได้รับเชิญไปงานแต่งงานของเพื่อนผู้หญิงรุ่นพี่ท่านหนึ่ง

“แต่งตัวสบาย ๆ นะ เหมือนมาเที่ยวทะเล มาเล่นน้ำกันก่อนก็ได้ แล้วตอนค่ำ ๆ เอาเสื่อมาปู เหมือนมาปิกนิก กินข้าวด้วยกันนะ ”

รุ่นพี่พูดหนักแน่นจริงจัง ว่าจะจัดงานง่าย ๆ ริมทะเล กับเพื่อนหญิงของเธอ

“พ่อ แม่ หัวหน้าพี่เค้าเคารพในการตัดสินใจของพี่

พี่ก็อายุไม่น้อยแล้ว พี่เคยเจ็บปวด ล้มเหลวกับชีวิตคู่มาแล้ว

พี่ปิดตายหัวใจตัวเองมานาน จนมาพบพี่ปอนี่แหละ …

เขาเป็นคนที่พี่รู้สึกเป็นตัวของพี่เอง เวลาที่พี่อยู่กับเค้า

พี่รู้สึกรักตัวพี่เอง มีความสุขกับความเป็นตัวเอง เวลาที่พี่อยู่กับเค้า

พี่ปอ เป็นคนที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างพี่เสมอ และคนสำคัญที่สุดในชีวิตพี่ ก็คือลูก

ลูกพี่เรียกเค้าว่าป๊าได้เต็มปาก และเค้ารักลูกพี่ได้เหมือนที่พี่รัก … ”

ในชีวิตคนคนหนึ่ง จะต้องการอะไรไปกว่านี้อีก … เขาคิดในใจ

“จริง ๆ แล้ว พี่ทำพิธีแต่งงานกับพี่ปอไปเมื่อเดือนที่แล้ว พี่อธิฐานขอให้ชีวิตคู่ของพี่กับเค้า เริ่มต้นอย่างถูกต้องตามศีลธรรม ประเพณี … พี่เป็นคนหัวโบราณและถือเรื่องอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง พี่ขออนุญาตพ่อกับแม่ ท่านก็ยินดี เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

เขาบ่นเสียดายที่ไม่ได้รู้ข่าวมาก่อน

“ที่เราจัดเลี้ยง ก็เพราะพี่ปอเค้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก ก็มาก พี่ไม่ต้องการงานใหญ่โตอะไรเลย แต่พี่ปอขอร้อง ว่าอยากจัดงานเพื่อบอกกล่าว เพื่อน ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อเป็นเกียรติแก่พี่และพ่อกับแม่”

เป็นงานที่น่ารักอบอุ่นไปอีกแบบ ทะเลหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย แต่งตัวเป็นกันเอง

แขกทุกคน ต่างต้องยิ้มเมื่อพิธีกรเล่าว่า พี่ปอสามารถเอาชนะใจรุ่นพี่ของเขา ก็เพราะท่องบทอาราธนาพระปริตรได้นั่นเอง

“ดิฉันถึงได้แน่ใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อย พี่ปอก็มีศีลธรรม เป็นคนดี รักษาสัญญากับดิฉันได้ ทำให้ดิฉันไว้ใจ และเชื่อใจ คิดว่าจะสามารถฝากชีวิตไว้กับพี่เขาได้ … ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะรักพี่เขาอีกนานเท่าไหร่ แต่ดิฉันจะรักเขาตราบจนลมหายใจสุดท้ายค่ะ ...”

เจ้าสาว กล่าวด้วยรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความปีติ

-------------

พิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

เขาค่อย ๆ เดินถือเทียนสีขาว ก้าวช้า ๆ ตามเสียงเพลง ผ่านแถวที่นั่งไปถึงหน้าแท่นบูชา ต่อไฟจากเทียนประธาน จุดเทียนประดับ ช้า ๆ ใจเย็น ๆ มองคู่ของเขาด้วย … ถ้าจุดไม่ติด ก็ไม่เป็นไร ทำท่าจุด แล้วก็กลับเข้าไปนั่งได้ …เขาท่องในใจอยู่เงียบ ๆ

ขบวนเจ้าสาว เดินตามเสียงเพลงช้า ๆ ทุกคนลุกขึ้นยืน และร่วมกันร้องเพลง

“จิตใจเบิกบานในวันแต่งงาน อัญเชิญพระคริสต์เสด็จลง ….

… จิตใจเบิกบาน … โปรดอวยพระพร ความรักทั้งสอง ไม่รู้จืดจาง … ”

เขานึกอยากให้ตัวเองร้องเพลงนี้ได้ และทำใจให้เบิกบานเหมือนคู่บ่าวสาว และญาติมิตร

แต่เรื่องเมื่อหลายเดือนก่อน ผุดขึ้นมารบกวนจิตใจเขาอีกครั้ง

' ผมเข้าใจความรู้สึกพี่ อย่าร้องไห้นะครับ

ผมเป็นแฟนพี่ไม่ได้จริงๆ ครับ …

ผมเป็นคริสเตียน ชีวิตผมมีพระเจ้าเป็นผู้นำทาง …'

เขาจำข้อความเหล่าในจดหมายจากเพื่อนชายรุ่นน้องได้ดี

' พี่อาจจะสงสัยว่า พระเจ้าเกี่ยวอะไรกับพี่และผมด้วย

ผมก็อธิบายให้พี่เข้าใจไม่ได้ แต่ผมเป็นแฟนพี่ไม่ได้จริง ๆ ครับ …'

ถึงแม้จะทำใจมาบ้างแล้ว ว่าเรื่องระหว่างเขาคงต้องลงเอยอย่างนี้

แต่เมื่อได้อ่านเนื้อความในจดหมาย ก็ทำให้เขาเศร้าไปหลายวัน

' หลายวัน หลายเดือนที่ผ่านมา ผมอธิษฐานถึงพระเจ้า ว่าผมควรทำอย่างไรกับพี่ดี …

ในที่สุดพระเจ้าก็ให้คำตอบกับผมว่า จงเป็นเพื่อนที่ดีของพี่

ผมขอเป็นเพื่อน เป็นน้อง ที่พี่นึกถึงได้เสมอนะครับ …'

ตอนนั้น เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าจะดีใจหรือเสียใจกับเหตุผลดังกล่าว

เขาคงไม่มีวันเข้าใจได้จริง ๆ อย่างที่น้องชายคนนั้นบอกไว้

เรื่องระหว่างเขาสองคน เกี่ยวอะไรกับพระเจ้าด้วย

เขาเคยปรึกษาเพื่อนคริสเตียน ว่ามันผิดบาปร้ายแรงด้วยหรือ ถ้าผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ

เขาได้รับคำตอบจากเพื่อนว่า คงไม่เกี่ยวอะไรกับความเป็นคริสเตียน น้องชายคนนั้น อาจไม่ได้ชอบเขา ...

ถ้าบอกกันตรง ๆ เขาอาจจะเจ็บปวดน้อยกว่าก็เป็นได้

เขาเคยอยากรู้ว่า จริง ๆ แล้วน้องเคยรู้สึกอะไรกับเขาบ้างไหม

เวลาหลายเดือนที่ได้คุยกัน รู้สึกดี ๆ ต่อกัน มันมีค่าอะไรบ้างไหม

แต่... ก็ช่างเถิด มันผ่านไปแล้ว

เขาซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกและหัวใจของเขาเอง เท่านั้นก็พอแล้ว

“ความรักทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ

และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น ( 1 โครินธ์ 13:4-8 )”

เสียงทุ้มนุ่ม ราบเรียบ ของศาสนาจารย์ ดึงเขากลับมาสู่พิธีการอีกครั้ง

“การจุดเทียน … คู่สมรสรับเอาความสว่างจากพระองค์ และให้พระเจ้าหล่อหลอมชีวิตของทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวกันตลอดไป ...”

วันนี้ เขาภูมิใจที่ได้เป็นคนจุดเทียนในพิธีแต่งงานของเพื่อนสนิททั้งสองคน

แม้เขาจะไม่ใช่คนของพระคริสต์ แต่เขาก็เชื่อในความรักและพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า อย่างที่บ่าวสาวเชื่อ

“พี่ว่าเราทุกคนมีคู่แท้นะ สักวันหนึ่งเราก็จะพบเขาเอง”

เจ้าสาวของพี่ปอบอกกับเขาอย่างนั้น

ทุกมีสิทธิ์ที่จะเชื่อ และทำในสิ่งที่เราเชื่อ

อย่างน้อย เขาก็ได้ทำในสิ่งที่หัวใจต้องการ

เขาไม่มีอะไรติดค้างกับตัวเองอีกแล้ว

ดวงอาทิตย์ใกล้พลบ ส่องแสงสีส้มจาง ๆ ลอดกิ่งใบไม้ใหญ่ริมแม่น้ำนครชัยศรี

พิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการจบลงแล้ว

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปีติยินดี เขาค่อย ๆ เดินตามคู่สามีภรรยา ไปบนสนามหญ้าโรยกลีบกุหลาบสีชมพู ญาติ พี่ น้อง และเพื่อน ๆ โปรยดอกไม้อวยพรให้ทั้งสองอย่างสนุกสนาน

แม้ตะวันจะลับฟ้า แต่งานเลี้ยงก็กำลังจะเริ่มต้น

เขาบอกกับตัวเองเช่นนั้น พยายามทำใจให้เบิกบาน

วารสารแสงเล็ก ๓

๒๗ ธค ๕๒

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมืองพระนคร

ผมเดินอยู่บนแผ่นหินที่ปูลาดทางเดินสู่ปราสาทแห่งเมืองพระนคร

ผ่านมานับพันปี ผมนึกถึงจุดหมายในการสร้างเมืองใหญ่ ศาสนสถานมากมายเหล่านี้

เหตุใดการก่อสร้าง ปราสาทยิ่งใหญ่ รูปเคารพอลังการ จึงจะทำให้เราเข้าใกล้พระเป็นเจ้าได้

ประวัติศาสตร์ ปรัชญา โบราณคดี ก็เป็นแค่ทฤษฎี

ไม่มีสิ่งใดอาจท้าทายกาลเวลา

ความเสื่อมโทรม สูญสลายย่อมเดินทางมาถึงอย่างเที่ยงแท้


ผม และปราสาท กำลังเดินตามกงล้อแห่งกาลเวลา ไปสู่จุดจบ ในวันหนึ่ง เช่นกัน

แม้ความหมาย และปลายทางของชีวิต จะเป็นดั่งปริศนาแห่งเมืองพระนครแห่ง ที่ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้เราได้ทั้งหมด


ฤา ศาสนา ความเชื่อ จะเป็นคำตอบ


ช่างไม่ต่างกัน ในความรู้สึกของผม ไม่ว่าจะกี่พันปี กระทั่งปัจจุบัน

ผมคิด

ผมรู้สึก

ผมเชื่อว่า

ผมกำลังเดินทาง ค้นหาจุดมุ่งหมาย สู่ที่พัก … บ้านหลังสุดท้าย


ก้อนดินที่ถูกทุบ ปั้น และเผาจนกลายเป็นอิฐ

หินทรายที่ถูกคัด ตัด ชักลากจากป่าสู่เมือง

วาง เรียง ก่อ เป็นปราสาทยิ่งใหญ่

เจาะ สะกัด สลักเสลา เป็นลวดลายเรื่องราว อันตระการตา


ชีวิตคนย่อมต้องผ่านร้อนหนาว อุปสรรค

ผ่านความทุกข์ท้อ ให้ต้องอดทน พากเพียร เรียนรู้ ขัดเกลา ชำระล้าง ปล่อยวาง ความหยาบกระด้าง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนจิตใจอ่อนโยน ละเอียดอ่อน

แม้วันหนึ่งเมื่อกาลเวลามาถึง

ปราสาทอิฐหิน วัตถุธาตุ จะผุพังล่มสลาย

แต่ทิพยวิมานแห่งเรือนใจอัน อันปรานีต จะเป็นที่พักสุดท้ายอันสงบสุขของชีวิต


ผมยังคงเดินฝ่าไอแดด และร่มเงา

ผ่านหมู่ปราสาทที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองพระนคร

แม้ผ่านมานับพันปี

ผมนึกสงสัยในใจว่า

ผมคงมีความผูกพันธ์กับที่แห่งนี้ จึงได้กลับมาเยือนอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หรืออาจ เป็นจุดหมาย ของผู้มีศรัทธา

สักวันหนึ่ง

เราจะไปถึงบ้านหลังสุดท้าย

เมื่อสิ้นสุดการท่องเที่ยวเสาะแสวงหา มาแสนนาน

บ้านหลังนั้น มีอยู่จริง

เราจะไปถึงได้ ในสักวัน

ผมเชื่อเช่นนั้น

---------------------------------------------------


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คืนสีเทา ตอน แม่น... โดย แสงเล็ก๐๐๒


เธอทนมาได้ยังไงจนป่านนี้ ... ชื่อบวกกันได้ ๓๖ ( ผมจำตัวเลขจริง ๆ ไม่ได้แล้ว ) เอ้า อ่านดูสิ ... ”


หลวงพี่ยื่นหนังสือทำนายชื่อให้ผมอ่านคร่าว ๆ และคงกลัวผมไม่เชื่อ ก็เลยพูดซ้ำอีกว่า


“ เธอจะต้อง อกหัก เจอรักสามเศร้า ชีวิตนี้จะต้องเป็นหนี้ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ทำกิจการก็จะโดนหุ้นส่วนโกง เหนื่อย ไม่มีความสุข ... ฯลฯ”


แต่ดูเหมือนท่านจะมีความสุขที่ได้อัดผมแต่เช้า

ผมได้แต่นั่งพับเพียบกับพื้น ยิ้มและยิ้ม ก็เสือกตื่นตั้งแต่ตีสี่ มาถึงวัดตอนตีห้า รอคิวให้ท่านดูดวงเองนี่หว่า


เป็นไง เห็นหรือยัง ชื่อบวกกันได้ ๓๖ แย่ นามสกุลบวกกันได้ ๗๘ (มั้ง จำไม่ได้อีก) แย่ แต่ทั้งชื่อ นามสกุลรวมกันแล้วดี เธอถึงพออยู่ได้นะ ”


ท่าทางท่านจะยังไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ แล้วยังถากถางชื่อโหล ๆ ของผมอีกเป็นชุด


เปลี่ยนนะ ถ้าไม่หนักหนา ตุ๊ปี้ (หลวงพี่) ไม่บอกให้ใครเปลี่ยนหรอก .. เติม น. หนูการันต์ลงไปท้ายชื่อก็ได้ อ่านเหมือนเดิม แต่บวกกันได้ ...

(ได้เลขอะไรสักอย่าง) ดีมาก ทีนี้ ชื่อดี นามสกุลแย่ พอรวมกันแล้วก็ดีกว่าเดิม ”


ผมได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ยิ้มและยิ้ม ชื่อนี้พ่อเลือกให้เอง ใช้มาตั้งแต่เกิดจนแก่หนวดขาว ..

ถึงสิ่งที่ท่านพูดมา มันก็จริงหลายอย่างก็เถอะ


เกิดวันพฤหัส ตัว ท. เป็นกาลิณี แต่ถ้าเธอไม่ถือก็ไม่เป็นไรนะ .. เอาอย่างที่ตุ๊ปี้บอกนี่แหละ ตุ๊ปี้ไม่ถือ เติม น.หนู การันต์ อย่างเดียวก็พอ ”


แต่ผมถือครัับ ชื่อที่พ่อผมตั้งให้ ความหมายดีที่ท่านชอบ ผมถือมาก ชื่อนี้ดีอยู่แล้ว จะทำไม


ไปเปลี่ยนที่อำเภอนะ เพชรบุรีบ้านนอก บอก ๆ เขาว่า สะกดเพ่ิมอีกตัวเดียว เจ้าหน้าที่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก มั่ว ๆ ไปเขาก็ยอมเปลี่ยนให้ง่าย ๆ ให้ไปเปลี่ยนนะ ”


ฝันไปเถอะ นี่ถ้าไม่เกรงใจว่าเพื่อนที่พาผมมาศรัทธาท่านมากละก็ คงเถียงกลับไปบ้างแล้ว

เพื่อนคนนี้พาผมมาดูดวงเพราะว่าเรากำลังเข้าหุ้นกันเปิดร้านเล็ก ๆ ท่านเคยทำนายเพื่อนไปแล้วว่าดวงกำลังจะดี ทำมาหากินขึ้น

เลยคิดว่าน่าจะเป็นลางดีกับกิจการของเราถ้าผมมาให้ท่านดูด้วยอีกคน


เมื่อเห็นผมนั่งนิ่ง ๆ เขาก็เลยพยายามเปลี่ยนเรื่อง ถามเรื่องกิจการของเราดูบ้าง เผื่อจะมีสิ่งดี ๆ บ้าง


จะโดนหุ้นส่วนโกง มีดวงจะเปลี่ยนงาน ... ต้องเปลี่ยนงาน มีงานใหม่ ”


แต่ละอย่าง ... ช่างรักษาน้ำใจกันเหลือเกิน

เราสองคนนั่งมองตากันปริบ ๆ คงไม่มีอะไรเลวร้ายกว่านี้อีกแล้ว จากเครียด จึงขำกันไป


เพื่อนกราบเรียนท่านหลวงพี่ที่เคารพว่า ผมนี่แหละหุ้นส่วนธุรกิจ


งั้นก็ให้เค้าทำออกหน้าไปคนเดียววนะ เธอ (หมายถึงผม) ถือหุ้นเฉย ๆ อยู่เบื้องหลังเงียบ ๆ ถ้าอย่างนี้ละก็ได้ ”


แถไปเรื่อยเลยนะท่าน เอาสิมีอะไรจะจิกกัด ถากถางกันอีกก็นิมนต์


หุ้นกันไม่กี่หมื่นนี่เงินเล็กน้อย ทำได้ ไม่เป็นไร นึกว่าเงินเป็นแสน ”


นิมนต์กระแนะกระแหนต่อไปเลยครับ นี่ก็ใกล้เจ็ดโมงเช้า

ท่านจะได้ออกไปบิณฑบาตโปรดสัตว์โลก

ส่วนผมก็จะได้กลับไปนอนซะที


ถามจริง ๆ มีกิ๊กหรือเปล่า ดวงมันบอกบอกว่า จะต้องอกหัก รักสามเศร้า ”


นี่ถ้าผมมากับแฟนคงจะได้ทะเลาะกันตายแน่ ๆ


บอกมาตามตรงเถอะ มีก็บอกว่ามี ตุ๊ปี้รู้นะ ”


ผมปฎิเสธไปสามสี่ครั้ง หลวงพี่ก็ยังเซ้าซี้ไม่เลิก .. จะเอาอะไรอีกฟระ

แฟนยังหาไม่ได้ จริง ๆ กิ๊ก นี่ก็โคตรจะอยากมีเลย แต่ไม่มีใครเอาโว้ย


ถ้าไม่รับตุ๊ปี้จะพูดละนะ .. ” นิมนต์เถอะ ก็คนมันไม่มีจริง ๆ นี่หว่า


กิ๊กน่ะ เป็นผู้หญิง อยู่กรุงเทพฯ แต่งงานมีผัวมีลูกแล้วด้วย ใช่มั๊ย ”


เอาเข้าไป ตามใจพระคุณเจ้าหลวงพี่เถิดขอรับ ...

แต่ก็แอบตกใจแกมหวั่นไหว สับสนในตัวเอง ว่าเราเผลอใจ คบใครตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย


งง งง เหวอ กันหมด ทั้งผม ทั้งเพื่อน อยากขำนะแต่ไม่รู้จะขำยังไงดี ชักไม่มั่นใจว่าชีวิตนี้จะเอายังไงกันแน่ ..


หลังจากปั่นหัว จิก กัด และปล่อยให้พวกเราเวิ่นเว้อจนสำราญใจแล้ว ตุ๊ปี้ก็หน้าตายเฉลยว่า


กิ๊ก ... สุวัจนี เป็นดารา มีลูกมีผัว อยู่กรุงเทพฯ ใช่มั๊ยล่ะ ”


'''- __ - เง้อ


ขำตายละ ... จบข่าว


ลาละท่าน ไม่ได้สาระแก่นสารอันใดแก่ชีวิตเลย แต่ก็เอาเถอะ กลัวหุ้นส่วนเสียน้ำใจ อยู่ดีไม่ว่าดี

สาระแนมาถึงเชียงใหม่ ตื่นแต่เช้ามาให้พระด่าเล่นซะงั้น

ก่อนจะไปยังไม่วายโดน หยอดมาอีกดอก


นี่จริง ๆ เธอเป็นคนมีเทวดาคุ้มครองนะ แต่เจ้ากรรมนายเวรก็มี รู้สึกว่าแม่จะเคยทำแท้งนะ ให้ลองไปถามแม่ดู และก็ทำบุญให้เขานะ เขาตามมาทวง ”


''''- - อ้าว นี่มันหาเรื่องกันชัด ๆ


ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ท่านพูด และแสดงออกแบบนั้น เป็นปริศนาธรรม หรืออย่างไร

แต่ทักแรง เล่นแรงถึงพ่อถึงแม่แบบนี้ ต่อให้ดูแม่นแค่ไหน

มันเรื่องของแม่กรูเฟ้ย เกี่ยวอะไรกับเมิงฟระ ไอ้พระดูดวง.


แสงเล็ก๐๐๒