ใครจะไปยกมือขึ้น ตอน ขัวพญามังราย
อยากเห็นคนเชียงรายมีความสุข ^^
บี วลี และจุ๋ม ถ่ายทำกันอย่างสนุกสนาน
โครงการวารสารแสงเล็ก สำหรับชุมชนเบิกบาน...ที่ชื่นชมการมีชีวิต และแบ่งปัน...ความฝัน แรงบันดาลใจ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Be Phumirat แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Be Phumirat แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ใครจะไปยกมือขึ้น ตอน ขัวพญามังราย
วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
บันทึกการประชุม ชมรมแสงเล็ก ประเดือนพฤษภาคม โดย บีและวลี
วันที่ 27 พค 53
พวกเราได้รับแจ้งทางเมลกับเฟสบุ๊กก่อนแล้วว่า
มีตติ้งครั้งที่ 11 เราจะมาคุยกัน เรื่อง "ความเชื่อ" เราจะฟังทุกคนพูดเรื่องความเชื่อของตัวเอง (แน่นอน...ทุกคนต้องได้พูด) การพูดไม่จำกัดเวลา ถ้าใครไม่ถนัดพูดจะเขียนมาอ่านให้ฟังก็ได้
วันนั้นเราไปรวมกันที่หอดูดาวตอนทุ่มกว่าๆ โดยมีพี่ปอเป็นผู้ดำเนินรายการ พวกเรามีเค้กกล้วยหอมกับขนมถั่วตัดเป็นของกินเล่น ไม่มีใครหิ้วขนมที่เป็นซองๆ สวยๆ ไปกิน ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เราไม่อยากเป็นชมรมที่เพิ่มสาเหตุให้โลกร้อนจากการเผาซองขนมโดยไม่รู้ตัว
เราเริ่มต้นกิจกรรมจากการพูดถึง ความเชื่อ ของแต่ละคนก่อน เริ่มจากน้องๆ จากไร่แม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีความเชื่อที่น่าสนใจ เช่น เชื่อว่าเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อในไสยศาสตร์ เชื่อในการทำความดี ส่วนพี่ๆ ก็ไม่น้อยหน้า มีความเชื่ออันเก๋ไก๋กันทุกคน เช่น เชื่อในความรัก เชื่อว่าเราไม่สามารถตัดสินภาพความสำเร็จของใครได้จนกว่าจะเห็นบั้นปลายชีวิต เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็คอยเติมเต็มกัน เชื่อว่าความลับไม่มีอยู่ในโลก เชื่อในความสัมพันธ์ที่หลากหลาย เชื่อว่าตัวเองจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากๆ เชื่อในตัวมนุษย์ เชื่อว่าลงจากหลังเสือแล้วเสือจะไม่กัด เชื่อว่าชมรมแสงเล็กจะยังอยู่ตลอดไป เป็นต้น
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องความไม่เชื่อ
พวกเราบางคนก็คิดง่ายๆ โดยการกลับเอา เพิ่มลดนิเสธแต่ได้ความหมายเดียวกัน เช่น เปลี่ยนจาก เชื่อว่าเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ เป็น ไม่เชื่อว่าเงินสามารถซื้อทุกอย่างได้ ทักษะดีมาก แต่ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร ก็ดึงเสียงหัวเราะ เสียงครางปนทึ่ง และสายตาจับจ้องกันไปทั่วทั้งวง
ยกตัวอย่างเรื่องที่สมาชิกบอกว่าไม่เชื่ออีกดีกว่า เช่น ไม่เชื่อว่ากินเมล็ดพืชไปแล้วมันจะงอกในท้อง (เฮ้อ เราอ่อนใจกับความไม่เชื่อนี้หน่อยๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันน่ารักมาก) ไม่เชื่อว่า 2012 จะเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อว่าความกลัวจะเป็นอุปสรรคในการทำอะไรๆ ไม่เชื่อว่าเป็ดจะดำน้ำได้ ไม่เชื่อว่าจะสามารถเชื่อใจใครได้แม้แต่แม่ที่รับปากว่าจะพาไปเล่นน้ำทะเลก็ยังหลับปุ๋ย ไม่เชื่อว่าน้ำฝนสมัยนี้กินได้จริง ไม่เชื่อว่าคนที่แสดงออกว่ามีความสุขจะมีความสุขจริงกับไม่เชื่อว่าคนที่แสดงออกว่าเศร้ากำลังเศร้าจริง ไม่เชื่อว่าลูกจะไม่เข้าใจแม่ ไม่เชื่อว่าอิ่มแล้วจะกินอีกไม่ได้ ไม่เชื่อว่าคนไทยจะไม่รักกัน เป็นต้น
ทีนี้เรารู้สึกอยากกลับไปขยายความที่มาของความเชื่อของแต่ละคนอีกครั้ง เพราะว่ามันน่าคุยทั้งนั้น ทันใดนั้น สายฝนก็โปรยปราย พวกเราช่วยกันเก็บเสื่อ ย้ายตัวเองจากระเบียงเข้าไปอยู่ในห้อง แล้วคุยกันต่อ สรุปที่มาเกี่ยวกับความเชื่อได้เบาๆ ว่าหยั่งงี้
# เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัว เวลาที่ไม่สบาย เมื่อระลึกถึงพระเจ้า ไม่นานก็จะหาย เวลาที่มีเรื่องราวเดือดเนื้อร้อนใจ ก็จะรู้สึกได้ว่าพระเจ้ากำลังให้กำลังใจและคอยดูแลอยู่ เล่าถึงตอนนี้พี่เอ๋ก็ถามน้องว่า "เราเป็นคนคริสต์ใช่มั้ย" น้องก็ตอบทันทีด้วยหน้าตาใสซื่อว่า "ไม่ครับ เป็นคนทำ" ฮ่าๆ พี่เอ๋เลยบอกกับตัวเองว่า ต่อไปจะออกเสียงคำควบกล้ำให้ชัดเจน
# เชื่อว่าไสยศาสตร์มีจริง เพราะเจอมากับตัว เจอคนที่รู้จักกันที่โดนของ แม้ว่าตอนนี้ตัวเองจะนับถือศาสนาคริสต์ แต่ตัวเองก็เคยเรียนรู้ศาสตร์ไสยศาสตร์ของชนเผ่าไทยใหญ่ มีการใช้ไสยศาสตร์ประเภทมหานิยมมากมาย ทั้งวงจึงเรียกร้องให้น้องช่วยสอนบ้างบางอัน น้องก็ยินดีเล่าให้ฟัง "อย่างเช่น ถ้าเราชอบสาวคนไหน เราก็ถามว่าเธออยากกินอะไร เราก็ไปหามาให้ แต่ก่อนจะยื่นให้เธอเอาไปกิน เราต้องท่องคาถา ว่า........" จึงจุดนี้ ทั้งวง ดูคล้ายดอกไม้กำลังหุบ เพราะทุกคนโน้มหัวมาข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่ต้องนัดหมาย ฮามาก น้องบอกให้ท่องว่า "...%#&(+=$#@!.." (ขอโทษจริงๆ อันนี้บอกไม่ได้ เพราะถ้ารู้กันเยอะจะไม่ศักดิ์สิทธิ์)
# เชื่อในความรัก เชื่อว่าความรักอันบริสุทธิ์นั้นมอยู่จริง รักแท้มีอยู่จริง ต้องหาให้เจอ (คนที่เสนอว่าเชื่อในความรัก ตอนนี้ท่องคาถามหานิยมตอนให้ของกินได้แล้ว)
# เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากๆ ได้ แล้วก็จะทำงานหาตังค์ได้เยอะๆ เป็นจำนวน 250 ล้านบาท เพื่อจะได้เอาไปซื้อเครื่องบินไอพ่นฮอนด้าเจ็ต ความเชื่อหรือความฝันอันนี้ พี่ๆ ในวงทุกคนเอาใจช่วยนะคะ
# เชื่อในตัวมนุษย์ เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพของตัวเอง มีพลัง สามารถทำอะไรได้มาก เป็นอิสระ
# เชื่อในรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย มีการแบ่งสเกลความสัมพันธ์จาก 0 ถึง 100 และระบุลักษณะความสัมพันธ์ไม่ได้ เช่น กับเพื่อนบางคน เราอาจรู้สึกลึกซึ้งเกือบเท่าแฟน หรือกับแฟนคนนี้ ก็อาจมีระดับความสัมพันธ์มากหรือน้อยกว่าคนก่อน ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ไหนที่เท่ากัน
# เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเติมเต็มกันและกัน เป็นเพื่อนกัน ให้ความช่วยเหลือกัน เพราะไม่มีใครสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง
เป็นต้น
หลังจากคุยกันทุกคนแล้ว เราก็เปลี่ยนบรรยากาศขยับย้ายตัว มาดูละครหุ่นเงาแบบน่ารักๆ กันบ้าง สืบเนื่องจากที่สมาชิกชมรมคนนึงไปเรียนรู้การทำละครหุ่นเงาจากกลุ่มพระจันทร์พเนจรที่เชียงใหม่มาสดๆ ร้อนๆ เราก็เลยมีโชว์เล็กๆ ให้ดู งานนี้ได้น้องอู่ข้าวมาช่วยบีเชิดตัวละคร ซึ่งอิมโพรไวซ์เรื่องกันสนุกมาก จบเรื่องโดยที่ลุงนวลจุดไฟเผาตัวเองเพราะสำนึกผิดที่ตัวเองทำไฟไหม้ป่า หลายคนตื่นเต้นกับละครหุ่นเงา เพราะมันดูน่ารัก ลึกลับ น่าสนใจ บางคนก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
เสร็จจากละคร เราก็คุยกันต่อเล็กๆ ว่ามีตติ้งครั้งต่อไปเราจะทำอะไรกันดี
เดือนหน้านี้ชมรมแสงเล็กก็เกิดขึ้นครบ 1 ปีแล้ว เราจึงสรุปว่าจะมีปาร์ตี้เบาๆ แบบไร้แอลกอฮอล์กันที่หอดูดาวนี่แหละ
แล้วในปาร์ตี้ เราจะมาคิดกันอีกทีว่า ชมรมเราจะยังมีอยู่ต่อไปหรือไม่ ถ้ามี มีต่อไปอีกกี่เดือนดี และจะทำอะไรกันบ้าง
แล้วเราก็แยกย้ายกัน ท่ามกลางฝนโปรย
กลับบ้านนอนหลับฝันดี (:
สรุปเหตุการณ์โดย บี
(ขอบคุณวลีที่ช่วยกันนึก)
พวกเราได้รับแจ้งทางเมลกับเฟสบุ๊กก่อนแล้วว่า
มีตติ้งครั้งที่ 11 เราจะมาคุยกัน เรื่อง "ความเชื่อ" เราจะฟังทุกคนพูดเรื่องความเชื่อของตัวเอง (แน่นอน...ทุกคนต้องได้พูด) การพูดไม่จำกัดเวลา ถ้าใครไม่ถนัดพูดจะเขียนมาอ่านให้ฟังก็ได้
วันนั้นเราไปรวมกันที่หอดูดาวตอนทุ่มกว่าๆ โดยมีพี่ปอเป็นผู้ดำเนินรายการ พวกเรามีเค้กกล้วยหอมกับขนมถั่วตัดเป็นของกินเล่น ไม่มีใครหิ้วขนมที่เป็นซองๆ สวยๆ ไปกิน ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เราไม่อยากเป็นชมรมที่เพิ่มสาเหตุให้โลกร้อนจากการเผาซองขนมโดยไม่รู้ตัว
เราเริ่มต้นกิจกรรมจากการพูดถึง ความเชื่อ ของแต่ละคนก่อน เริ่มจากน้องๆ จากไร่แม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีความเชื่อที่น่าสนใจ เช่น เชื่อว่าเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อในไสยศาสตร์ เชื่อในการทำความดี ส่วนพี่ๆ ก็ไม่น้อยหน้า มีความเชื่ออันเก๋ไก๋กันทุกคน เช่น เชื่อในความรัก เชื่อว่าเราไม่สามารถตัดสินภาพความสำเร็จของใครได้จนกว่าจะเห็นบั้นปลายชีวิต เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็คอยเติมเต็มกัน เชื่อว่าความลับไม่มีอยู่ในโลก เชื่อในความสัมพันธ์ที่หลากหลาย เชื่อว่าตัวเองจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากๆ เชื่อในตัวมนุษย์ เชื่อว่าลงจากหลังเสือแล้วเสือจะไม่กัด เชื่อว่าชมรมแสงเล็กจะยังอยู่ตลอดไป เป็นต้น
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องความไม่เชื่อ
พวกเราบางคนก็คิดง่ายๆ โดยการกลับเอา เพิ่มลดนิเสธแต่ได้ความหมายเดียวกัน เช่น เปลี่ยนจาก เชื่อว่าเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ เป็น ไม่เชื่อว่าเงินสามารถซื้อทุกอย่างได้ ทักษะดีมาก แต่ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร ก็ดึงเสียงหัวเราะ เสียงครางปนทึ่ง และสายตาจับจ้องกันไปทั่วทั้งวง
ยกตัวอย่างเรื่องที่สมาชิกบอกว่าไม่เชื่ออีกดีกว่า เช่น ไม่เชื่อว่ากินเมล็ดพืชไปแล้วมันจะงอกในท้อง (เฮ้อ เราอ่อนใจกับความไม่เชื่อนี้หน่อยๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันน่ารักมาก) ไม่เชื่อว่า 2012 จะเกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อว่าความกลัวจะเป็นอุปสรรคในการทำอะไรๆ ไม่เชื่อว่าเป็ดจะดำน้ำได้ ไม่เชื่อว่าจะสามารถเชื่อใจใครได้แม้แต่แม่ที่รับปากว่าจะพาไปเล่นน้ำทะเลก็ยังหลับปุ๋ย ไม่เชื่อว่าน้ำฝนสมัยนี้กินได้จริง ไม่เชื่อว่าคนที่แสดงออกว่ามีความสุขจะมีความสุขจริงกับไม่เชื่อว่าคนที่แสดงออกว่าเศร้ากำลังเศร้าจริง ไม่เชื่อว่าลูกจะไม่เข้าใจแม่ ไม่เชื่อว่าอิ่มแล้วจะกินอีกไม่ได้ ไม่เชื่อว่าคนไทยจะไม่รักกัน เป็นต้น
ทีนี้เรารู้สึกอยากกลับไปขยายความที่มาของความเชื่อของแต่ละคนอีกครั้ง เพราะว่ามันน่าคุยทั้งนั้น ทันใดนั้น สายฝนก็โปรยปราย พวกเราช่วยกันเก็บเสื่อ ย้ายตัวเองจากระเบียงเข้าไปอยู่ในห้อง แล้วคุยกันต่อ สรุปที่มาเกี่ยวกับความเชื่อได้เบาๆ ว่าหยั่งงี้
# เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัว เวลาที่ไม่สบาย เมื่อระลึกถึงพระเจ้า ไม่นานก็จะหาย เวลาที่มีเรื่องราวเดือดเนื้อร้อนใจ ก็จะรู้สึกได้ว่าพระเจ้ากำลังให้กำลังใจและคอยดูแลอยู่ เล่าถึงตอนนี้พี่เอ๋ก็ถามน้องว่า "เราเป็นคนคริสต์ใช่มั้ย" น้องก็ตอบทันทีด้วยหน้าตาใสซื่อว่า "ไม่ครับ เป็นคนทำ" ฮ่าๆ พี่เอ๋เลยบอกกับตัวเองว่า ต่อไปจะออกเสียงคำควบกล้ำให้ชัดเจน
# เชื่อว่าไสยศาสตร์มีจริง เพราะเจอมากับตัว เจอคนที่รู้จักกันที่โดนของ แม้ว่าตอนนี้ตัวเองจะนับถือศาสนาคริสต์ แต่ตัวเองก็เคยเรียนรู้ศาสตร์ไสยศาสตร์ของชนเผ่าไทยใหญ่ มีการใช้ไสยศาสตร์ประเภทมหานิยมมากมาย ทั้งวงจึงเรียกร้องให้น้องช่วยสอนบ้างบางอัน น้องก็ยินดีเล่าให้ฟัง "อย่างเช่น ถ้าเราชอบสาวคนไหน เราก็ถามว่าเธออยากกินอะไร เราก็ไปหามาให้ แต่ก่อนจะยื่นให้เธอเอาไปกิน เราต้องท่องคาถา ว่า........" จึงจุดนี้ ทั้งวง ดูคล้ายดอกไม้กำลังหุบ เพราะทุกคนโน้มหัวมาข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่ต้องนัดหมาย ฮามาก น้องบอกให้ท่องว่า "...%#&(+=$#@!.." (ขอโทษจริงๆ อันนี้บอกไม่ได้ เพราะถ้ารู้กันเยอะจะไม่ศักดิ์สิทธิ์)
# เชื่อในความรัก เชื่อว่าความรักอันบริสุทธิ์นั้นมอยู่จริง รักแท้มีอยู่จริง ต้องหาให้เจอ (คนที่เสนอว่าเชื่อในความรัก ตอนนี้ท่องคาถามหานิยมตอนให้ของกินได้แล้ว)
# เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมากๆ ได้ แล้วก็จะทำงานหาตังค์ได้เยอะๆ เป็นจำนวน 250 ล้านบาท เพื่อจะได้เอาไปซื้อเครื่องบินไอพ่นฮอนด้าเจ็ต ความเชื่อหรือความฝันอันนี้ พี่ๆ ในวงทุกคนเอาใจช่วยนะคะ
# เชื่อในตัวมนุษย์ เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพของตัวเอง มีพลัง สามารถทำอะไรได้มาก เป็นอิสระ
# เชื่อในรูปแบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย มีการแบ่งสเกลความสัมพันธ์จาก 0 ถึง 100 และระบุลักษณะความสัมพันธ์ไม่ได้ เช่น กับเพื่อนบางคน เราอาจรู้สึกลึกซึ้งเกือบเท่าแฟน หรือกับแฟนคนนี้ ก็อาจมีระดับความสัมพันธ์มากหรือน้อยกว่าคนก่อน ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ไหนที่เท่ากัน
# เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเติมเต็มกันและกัน เป็นเพื่อนกัน ให้ความช่วยเหลือกัน เพราะไม่มีใครสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง
เป็นต้น
หลังจากคุยกันทุกคนแล้ว เราก็เปลี่ยนบรรยากาศขยับย้ายตัว มาดูละครหุ่นเงาแบบน่ารักๆ กันบ้าง สืบเนื่องจากที่สมาชิกชมรมคนนึงไปเรียนรู้การทำละครหุ่นเงาจากกลุ่มพระจันทร์พเนจรที่เชียงใหม่มาสดๆ ร้อนๆ เราก็เลยมีโชว์เล็กๆ ให้ดู งานนี้ได้น้องอู่ข้าวมาช่วยบีเชิดตัวละคร ซึ่งอิมโพรไวซ์เรื่องกันสนุกมาก จบเรื่องโดยที่ลุงนวลจุดไฟเผาตัวเองเพราะสำนึกผิดที่ตัวเองทำไฟไหม้ป่า หลายคนตื่นเต้นกับละครหุ่นเงา เพราะมันดูน่ารัก ลึกลับ น่าสนใจ บางคนก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
เสร็จจากละคร เราก็คุยกันต่อเล็กๆ ว่ามีตติ้งครั้งต่อไปเราจะทำอะไรกันดี
เดือนหน้านี้ชมรมแสงเล็กก็เกิดขึ้นครบ 1 ปีแล้ว เราจึงสรุปว่าจะมีปาร์ตี้เบาๆ แบบไร้แอลกอฮอล์กันที่หอดูดาวนี่แหละ
แล้วในปาร์ตี้ เราจะมาคิดกันอีกทีว่า ชมรมเราจะยังมีอยู่ต่อไปหรือไม่ ถ้ามี มีต่อไปอีกกี่เดือนดี และจะทำอะไรกันบ้าง
แล้วเราก็แยกย้ายกัน ท่ามกลางฝนโปรย
กลับบ้านนอนหลับฝันดี (:
สรุปเหตุการณ์โดย บี
(ขอบคุณวลีที่ช่วยกันนึก)
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ใครจะไปยกมือขึ้น ตอน กล้าๆ กลัวๆ
ตอนเราตัวเล็กๆ อยู่ชั้นประถม พี่เลี้ยงเปิดดูวิดีโอ เราเล่นอยู่ใกล้ๆ ก็เลยนั่งดูด้วย
เป็นหนังลึกลับฝรั่ง พากษ์ไทย เด็กผู้หญิงตัวเล็กกว่าเราตอนนั้นหน่อยนึงแสดงนำ
เธออยู่ในคฤหาสถ์หลังใหญ่ มีโทรศัพท์ของเล่นที่มักจะดังกริ๊งงง เวลาที่เธออยู่คนเดียว
แรกๆ เด็กหญิงตกใจและลังเล แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง เธอจะยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วพูดว่า "ฮัลโหล..แม่มดเหรอคะ"
เราชำเลืองมองโทรศัพท์ทั้งของจริงของเล่นอย่างไม่วางใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เวลาที่ความกลัวก่อตัว มันจะเริ่มแผ่จากกระดูกสันหลัง วาบไปตามแขนขา ขนหัวลุก พลันจิตใต้สำนึกก็ประมวลผลอย่างไวว่าจะทำไงต่อดีหรือไม่ทำอะไรเลยดี
หนักเข้าอาจกระสับกระส่าย กินไม่ได้นอนไม่หลับ พูดไม่รู้เรื่อง หน้าตาเลิ่กลั่ก แฝงไปด้วยความวิตกกังวล
การเตรียมงานแฮนดี้อินดี้ ดำเนินไปได้กว่าสองเดือน เรามีหน้าที่ติดต่อประสานงาน ประชาสัมพันธ์และวางกิจกรรม
แต่ก่อนที่จะถึงวันงานเพียงสองอาทิตย์ เรามองเห็นงานล่มอย่างไม่เหลือดีรออยู่ตรงหน้า
งบประมาณดูจะได้แหล่ไม่ได้แหล่ ทีมงานเด็กๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว สถานที่จัดงานถูกแย่งไป การประสานงานห่วยแตก ฝืนจัด ก็มีแต่จะล่มเท่านั้น
แล้วเราก็นึกอยากยกเลิกมันไป ไม่เอาแล้ว ไม่อยากทำอะไรต่อ ไม่ต้องเสี่ยง ยุติความกลัวลงซะอย่างนั้น
พี่ที่พาเราขึ้นกระเช้าไปไม่เร่งไม่ฝืน รอให้เราทำใจและให้สัญญาณ เราก้มมองด้านล่างรอบๆ เกือบเที่ยงแล้ว แดดร้อนจัด ผู้คนบนถนนจอดรถนิ่ง แหงนมอง
นึกภาพตอนตัวเองละลิ่วออกไป ช่างเวิ้งว้าง เคว้งคว้าง ไร้ที่ยึดเกาะใดๆ สองขาไม่ขยับ สองมือยึดราวแน่น เสียงทีมงานข้างล่างเชียร์ให้กระโดด กล้องวิดีโอจับภาพ
ถ้าเราตัดสินใจจะจัดต่อ ต้องรับมือกับการรวบรวมน้อง วางแผนใหม่ บริหารงบประมาณ เตรียมตอบคำถาม ฯลฯ
งานปีที่ผ่านมาจัดได้น่ารักอบอุ่นเหลือแสน ถ้าเราทำงานปีนี้ห่วย ก็เสียหน้า อายคนอื่นเค้า ทำอะไรก็ไม่ทัน ประสานงานไม่ได้เรื่อง
เสียงเชียร์จากที่มืดบอกเบาๆ ว่าทำเถอะ เรากำลังสร้างความสุขให้ผู้คน สร้างสันติภาพให้เกิด เราทำลังทำงานท้าทาย พัฒนาศักยภาพ
หลังจากนั้นเวลาถูกทิ้งให้ทำการบ้าน ดูการ์ตูน เล่นตุ๊กตากระดาษ หรือทำอะไรอยู่คนเดียว เราจะทำไม่สนใจโทรศัพท์
รู้ ว่ามันมีอยู่แค่ในหนัง และโทรศัพท์ที่ไม่ได้ต่อสายโทรศัพท์จริงๆ จะมีใครโทรมาได้ยังไง
แต่หลายทีที่เงยขึ้นมอง แล้วคิดไปต่างๆ นานา จินตนาการว่ามีเสียงดังกริ๊งงง แล้วเราจะรับหรือไม่รับดี แต่แค่คิดว่าได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง ก็ขนลุกซู่
ขึ้นมาถึงนี่แล้ว จะนั่งกระเช้ากลับลงไปก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ ขึ้นมาถึงนี่แล้ว
กลุ่มคนที่จอดรถมองเพิ่มขึ้น บางคนโบกมือให้ รู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ มาดูกายกรรมละครสัตว์รึไงไม่ทราบ
ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครอยู่กับเราซักคน
เวลาที่ต้องเผชิญกับความกลัว เวลาที่ต้องรวบรวมความกล้า
ไม่มีใครขอให้มา ไม่มีใครเชียร์ ไม่มีใครห้าม
หันไปบอกพี่ที่จับเชือกอยู่ข้างหลัง "หนูจะหลับตา แล้วพี่ช่วยผลักหน่อยนะ"
ว่าแล้วก็ขยับเท้าให้ยื่นออกไปจากแท่นกระเช้า ปล่อยมือจากราว กอดอก หลับตา พี่ผู้ชายแตะมือที่ไหล่ทั้งสองข้าง
"พร้อมนะ"
"ตายก็ตายนะพี่"
"ครับ ไม่ตายหรอก"
กลั้นหายใจ อยู่กับความมืดใต้เปลือกตา รู้สึกถึงแรงผลักจากไหล่ทั้งสองข้าง
สันหลังร้อนวาบ เรากำลังจะหล่นลงไปที่หนองน้ำข้างล่างนั่น
จะฝืนแรงก็ได้ จะบอกให้หยุดก็ได้ เอนตัวไปข้างหน้า สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง
แล้วตัวเราก็ลอยละลิ่ว
งานแอนดี้อินดี้เป็นไปตามคอนเซ็ปท์หลัก น่ารัก อบอุ่น ทีมงานร่าเริง ถ่ายรูปสนุกสนาน มันคือผลจากการตอกตะปู เจาะสว่าน
เดินประชาสัมพันธ์กลางแดดร้อนและทุกขั้นตอนเตรียมงาน ผู้คนยิ้มแย้ม เดินกันเบียดเสียด พ่อแม่ลูกจูงมือกัน
เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊ก เสียงหัวเราะจากกลุ่มเด็กที่เล่นโดดยาง เสียงเพลงบนเวที กลิ่นอดีตคุกรุ่น
ดูจากวิดีโอ ท่ากระโดดของเราไม่งามนัก แต่การได้เคลื่อนไหวตามแรงเหวี่ยงของเชือก เล่นกับลม มันอิสระ โล่ง ปลอดโปร่ง สะใจ
งานแฮนดี้อินดี้ราบรื่น มีปัญหาบ้าง แต่เราก็แก้กันได้ตามกำลัง
ตัดสินใจแล้วก็แค่ลุยต่อให้จบ ตายก็ตาย
เชือกห้อยต่องแต่ง พี่ทีมงานด้านล่างยื่นไม้ให้จับ เพื่อดึงตัวเราเข้าฝั่ง
ได้ยินประโยคแรกจากพี่ที่แกะเชือกจากข้อเท้าให้ "เป็นไงมั่ง"
เราหน้าตาตื่น ยิ้มร่า
"ขออีกทีได้มั้ยพี่".
เป็นหนังลึกลับฝรั่ง พากษ์ไทย เด็กผู้หญิงตัวเล็กกว่าเราตอนนั้นหน่อยนึงแสดงนำ
เธออยู่ในคฤหาสถ์หลังใหญ่ มีโทรศัพท์ของเล่นที่มักจะดังกริ๊งงง เวลาที่เธออยู่คนเดียว
แรกๆ เด็กหญิงตกใจและลังเล แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง เธอจะยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วพูดว่า "ฮัลโหล..แม่มดเหรอคะ"
เราชำเลืองมองโทรศัพท์ทั้งของจริงของเล่นอย่างไม่วางใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เวลาที่ความกลัวก่อตัว มันจะเริ่มแผ่จากกระดูกสันหลัง วาบไปตามแขนขา ขนหัวลุก พลันจิตใต้สำนึกก็ประมวลผลอย่างไวว่าจะทำไงต่อดีหรือไม่ทำอะไรเลยดี
หนักเข้าอาจกระสับกระส่าย กินไม่ได้นอนไม่หลับ พูดไม่รู้เรื่อง หน้าตาเลิ่กลั่ก แฝงไปด้วยความวิตกกังวล
การเตรียมงานแฮนดี้อินดี้ ดำเนินไปได้กว่าสองเดือน เรามีหน้าที่ติดต่อประสานงาน ประชาสัมพันธ์และวางกิจกรรม
แต่ก่อนที่จะถึงวันงานเพียงสองอาทิตย์ เรามองเห็นงานล่มอย่างไม่เหลือดีรออยู่ตรงหน้า
งบประมาณดูจะได้แหล่ไม่ได้แหล่ ทีมงานเด็กๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว สถานที่จัดงานถูกแย่งไป การประสานงานห่วยแตก ฝืนจัด ก็มีแต่จะล่มเท่านั้น
แล้วเราก็นึกอยากยกเลิกมันไป ไม่เอาแล้ว ไม่อยากทำอะไรต่อ ไม่ต้องเสี่ยง ยุติความกลัวลงซะอย่างนั้น
พี่ที่พาเราขึ้นกระเช้าไปไม่เร่งไม่ฝืน รอให้เราทำใจและให้สัญญาณ เราก้มมองด้านล่างรอบๆ เกือบเที่ยงแล้ว แดดร้อนจัด ผู้คนบนถนนจอดรถนิ่ง แหงนมอง
นึกภาพตอนตัวเองละลิ่วออกไป ช่างเวิ้งว้าง เคว้งคว้าง ไร้ที่ยึดเกาะใดๆ สองขาไม่ขยับ สองมือยึดราวแน่น เสียงทีมงานข้างล่างเชียร์ให้กระโดด กล้องวิดีโอจับภาพ
ถ้าเราตัดสินใจจะจัดต่อ ต้องรับมือกับการรวบรวมน้อง วางแผนใหม่ บริหารงบประมาณ เตรียมตอบคำถาม ฯลฯ
งานปีที่ผ่านมาจัดได้น่ารักอบอุ่นเหลือแสน ถ้าเราทำงานปีนี้ห่วย ก็เสียหน้า อายคนอื่นเค้า ทำอะไรก็ไม่ทัน ประสานงานไม่ได้เรื่อง
เสียงเชียร์จากที่มืดบอกเบาๆ ว่าทำเถอะ เรากำลังสร้างความสุขให้ผู้คน สร้างสันติภาพให้เกิด เราทำลังทำงานท้าทาย พัฒนาศักยภาพ
หลังจากนั้นเวลาถูกทิ้งให้ทำการบ้าน ดูการ์ตูน เล่นตุ๊กตากระดาษ หรือทำอะไรอยู่คนเดียว เราจะทำไม่สนใจโทรศัพท์
รู้ ว่ามันมีอยู่แค่ในหนัง และโทรศัพท์ที่ไม่ได้ต่อสายโทรศัพท์จริงๆ จะมีใครโทรมาได้ยังไง
แต่หลายทีที่เงยขึ้นมอง แล้วคิดไปต่างๆ นานา จินตนาการว่ามีเสียงดังกริ๊งงง แล้วเราจะรับหรือไม่รับดี แต่แค่คิดว่าได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง ก็ขนลุกซู่
ขึ้นมาถึงนี่แล้ว จะนั่งกระเช้ากลับลงไปก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ ขึ้นมาถึงนี่แล้ว
กลุ่มคนที่จอดรถมองเพิ่มขึ้น บางคนโบกมือให้ รู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ มาดูกายกรรมละครสัตว์รึไงไม่ทราบ
ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครอยู่กับเราซักคน
เวลาที่ต้องเผชิญกับความกลัว เวลาที่ต้องรวบรวมความกล้า
ไม่มีใครขอให้มา ไม่มีใครเชียร์ ไม่มีใครห้าม
หันไปบอกพี่ที่จับเชือกอยู่ข้างหลัง "หนูจะหลับตา แล้วพี่ช่วยผลักหน่อยนะ"
ว่าแล้วก็ขยับเท้าให้ยื่นออกไปจากแท่นกระเช้า ปล่อยมือจากราว กอดอก หลับตา พี่ผู้ชายแตะมือที่ไหล่ทั้งสองข้าง
"พร้อมนะ"
"ตายก็ตายนะพี่"
"ครับ ไม่ตายหรอก"
กลั้นหายใจ อยู่กับความมืดใต้เปลือกตา รู้สึกถึงแรงผลักจากไหล่ทั้งสองข้าง
สันหลังร้อนวาบ เรากำลังจะหล่นลงไปที่หนองน้ำข้างล่างนั่น
จะฝืนแรงก็ได้ จะบอกให้หยุดก็ได้ เอนตัวไปข้างหน้า สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง
แล้วตัวเราก็ลอยละลิ่ว
งานแอนดี้อินดี้เป็นไปตามคอนเซ็ปท์หลัก น่ารัก อบอุ่น ทีมงานร่าเริง ถ่ายรูปสนุกสนาน มันคือผลจากการตอกตะปู เจาะสว่าน
เดินประชาสัมพันธ์กลางแดดร้อนและทุกขั้นตอนเตรียมงาน ผู้คนยิ้มแย้ม เดินกันเบียดเสียด พ่อแม่ลูกจูงมือกัน
เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊ก เสียงหัวเราะจากกลุ่มเด็กที่เล่นโดดยาง เสียงเพลงบนเวที กลิ่นอดีตคุกรุ่น
ดูจากวิดีโอ ท่ากระโดดของเราไม่งามนัก แต่การได้เคลื่อนไหวตามแรงเหวี่ยงของเชือก เล่นกับลม มันอิสระ โล่ง ปลอดโปร่ง สะใจ
งานแฮนดี้อินดี้ราบรื่น มีปัญหาบ้าง แต่เราก็แก้กันได้ตามกำลัง
ตัดสินใจแล้วก็แค่ลุยต่อให้จบ ตายก็ตาย
เชือกห้อยต่องแต่ง พี่ทีมงานด้านล่างยื่นไม้ให้จับ เพื่อดึงตัวเราเข้าฝั่ง
ได้ยินประโยคแรกจากพี่ที่แกะเชือกจากข้อเท้าให้ "เป็นไงมั่ง"
เราหน้าตาตื่น ยิ้มร่า
"ขออีกทีได้มั้ยพี่".
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ใครจะไปยกมือขึ้น ตอน หาดจันทร์เสี้ยว
อากาศที่หมอชิตอบอ้าวแม้ฟ้าจะยังไม่สว่างดี
ฉันยืนนิ่ง สายตาเพ่งมองป้ายเหนือช่องขายตั๋วรถสายใต้ เพื่อนที่นั่งรถมาด้วยกันกวาดสายตาไปรอบๆ
"จะไปจริงดิ"
"อือ.."
ตอบโดยไม่ต้องคิด
ไหนๆ ก็ต้องมาอยู่เฉยๆ ตั้งสามวันเพื่อรอทำธุระ
ฉันเลยตัดสินใจง่ายดายที่จะหักหลบออกจากเมืองกรุงที่ฉันไม่ค่อยชอบหน้าไปเถลไถลที่อื่นก่อน
รู้สึกตัวอีกครั้ง ฉันกำลังนั่งฟังเพลงอยู่บนรถทัวร์ที่มุ่งหน้าไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ไม่ทันเย็น ฉันก็ถึงปลายทาง
และก่อนที่ฟ้าจะมืดลง ฉันทันจับเฟอร์รี่รอบสุดท้าย ข้ามไปเกาะพงัน
เคยอ่านเจอบ่อยๆ ว่าผู้คนมักจะไปทะเลเมื่อรู้สึกผิดหวัง
บ้างว่าไปเพื่อให้น้ำทะเลชะล้างใจ บ้างว่าไปเพื่อให้ลืมเรื่องราวข้างหลัง
บทเพลง กวี ละคร ต่างก็มีทะเลเป็นฉากหลังแห่งความเศร้าสร้อยและเยียวยา
แต่การตัดสินใจของฉัน ไม่ได้เกิดจากเหตุผลใดๆ เหล่านั้น
เช้าวันต่อมา เมื่อหามอเตอร์ไซค์ได้ ฉันกางแผนที่หมายจะขี่สำรวจให้รอบเกาะ
แต่แสงแดดหน้าร้อนโลมเลียผิวชั้นแรกจนฉันอยากเพียงนั่งพักรับลมเย็นๆ เท่านั้น
ฉันเลี้ยวรถเข้าข้างทาง ฝ่าพงหญ้ารกๆ เห็นมีร่องรอยการบุกรุกอยู่บ้างแล้ว
จอดมอเตอร์ไซค์หลังหินก้อนใหญ่ มองเห็นทะเลอยู่เบื้องล่าง เดินลัดเลาะไปตามทางเท้าเล็กๆ จนสุดทาง
ฉันต้องลุยคลื่นทะเลระดับเข่าเพื่อเบี่ยงหลบก้อนหินก้อนใหญ่ที่ทำตัวเป็นผนังกั้นห้องบนชายหาด
เพื่อจะได้พบว่าอีกฟาก คือหาดทรายสีขาวเล็กๆ คล้ายจันทร์เสี้ยว ห้อมล้อมด้วยโขดหิน เถาวัลย์ และต้นไม้ กิ่งไม้แผ่คลุมร่มรื่น ลมพัดเย็น
เป็นที่ๆ ดีที่สุดที่ฉันค้นพบ
ฉันปืนขึ้นไปนั่งบนโขดหิน แบตเตอรี่เครื่องเล่นเอ็มพีสามอ่อนลง ฉันถอดหูฟังออก วางมันข้างๆ ตัว
มองออกไปข้างหน้า ทะเลก็คือทะเล กว้างๆ เวิ้งว้าง แสงแดดกระทบระรอกคลื่นเกิดเป็นประกายระยิบ
ฉันมั่นใจว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากมากในชีวิต
ฉันไม่รู้วิธีจัดการกับความสัมพันธ์ ไม่เข้มแข็งพอที่จะเลือกวิถีการดำรงอยู่ของตัวเอง
แย่ที่สุดคือฉันไม่เคยแน่ใจว่าฉันคือใคร และเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกใบนี้
แล้วฉันก็นึกถึงการมาทะเลของตัวเอง
หรือจริงๆ แล้ว ฉันเพียงต้องการหลบลี้หนีหน้าเหมือนที่ใครเขาทำกัน
ทอดมองทะเลเงียบๆ
ฉันรู้สึกหงอยเหงา อ่อนไหว ในขณะที่ทะเลสงบนิ่ง ราบเรียบ ผืนน้ำกว้างขวางมั่นคง
ทะเลจะยังอยู่เป็นทะเลไม่ว่าฉันจะจบชีวิตแล้วหรือไม่ ทะเลไม่ใส่ใจการดำรงอยู่ของฉันหรอก
ยิ่งนึกถึงเรื่องราวในใจแล้วทดท้อ อยากกลับไปสู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องสู้กับอะไร
เพราะแบบนี้ไง ฉันจึงเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว
ร้องป่าวในใจว่า โลกนี้จะหมุนยังไง ฉันก็ไม่แคร์
ฉันไม่ยอมให้ใจอ่อนโยนกับธรรมชาติมากนัก
ทะเลสวย หาดสวย ภาพตะวันลับขอบฟ้ายังคงดึงดูดสายตาอย่างที่ทุกคนรู้
แต่ธรรมชาติต่อฉันเวลานี้ เป็นเพียงแค่พื้นที่ ที่ทำให้ฉันรู้สึกสะใจ
เพียงเพราะทะเล ห่างไกลจากหุบเขา
ห่างไกลจากที่ๆ ฉันจากมา
ฉันแค่น้อยใจป่าเขา จึงผละออกมาอ้อนคลื่นเค็มๆ
นั่งนิ่งเงียบงันอยู่อย่างนั้น
จนเมื่อแสงสีทองฉาบทั่วผิวน้ำ ที่สุดขอบทะเล ริ้วเมฆเป็นสีส้มและชมพู
ฉันออกเดิน ทิ้งเพียงรอยเท้าไว้บนหาดจันทร์เสี้ยว
คลื่นทะเลสูงกว่าเข่าเมื่อฉันเบี่ยงหลบหินก้อนใหญ่อีกครั้ง
...
สุดท้ายแล้วฉันก็พาหัวใจดวงเดิมกลับเชียงราย
สถานการณ์เดิมๆ ชวนอึดอัดยังคงอบอวล ไม่จางหาย
ฉันก็ยังเป็นฉันคนเก่า
แต่คราวนี้ ฉันบอกได้ว่าฉันต้องการอะไร
ฉันนึกพอใจที่ตัดสินใจไปทะเล.
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ใครจะไปยกมือขึ้น ตอน เส้นทาง โดย Be Phumirat

เมื่อวานตอนเย็น
ฉันจูงจักรยานออกนอกบ้าน
ทันทีที่ล้อแตะฟุตบาท ตูดอยู่ประจำที่ สองขาก็ออกแรงถีบเคลื่อนมวลสารไปตามขอบถนน
อยู่บนจักยานที่กำลังเหาะไปตามจังหวะน่อง ลมพัดเย็น
ถึงไม่ได้ปั้นหน้ามีความสุข แต่ฉันก็สุขอยู่เองในใจ
ขี่สวนคุณลุงที่สวมเสื้อเชิ้ตเก่าๆ สะพายถุงย่ามกลับบ้าน
คุณน้าคุณอาพาหลานๆ เดินออกกำลัง
หมาสองตัวจ้องมองกัน ขู่ครางในลำคอ
มองเห็นแล้วก็ขี่ผ่านเลยไป ไม่ได้หยุดแวะพูดคุยกับใคร
ฉันคิดว่าการย้ายตัวเองจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเป็นการเดินทาง
และการเรียนรู้ส่วนใหญ่ของฉันเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ฉันเห็นป้ายเตือนให้ขับรถช้าๆ เนื่องจากที่นี่เป็นเขตชุมชน
ฉันขี่ผ่านร้านชำเล็กๆ ที่ขายข้าวเหนียวห่อละ 5 บาท กับข้าวถุงละ 10 บาท
วัยรุ่น 3-4 คนยืนออกันอยู่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ
ที่ประตูรั้วสีฟ้ามีป้ายเล็กๆ บอกว่ารับสอนพิเศษเด็กประถม
กลิ่นต้นหอมโชยมาตามลม
ได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงกระจายเสียงบอกว่าค่ำนี้กรรมการหมู่บ้านจะมาประชุมกัน
การเดินทางไม่ถือเป็นการเรียนรู้
แต่การเรียนรู้อาจเกิดขึ้นระหว่างนั้น
แม้ในที่เดิมๆ เส้นทางเดิมๆ
ฉันชอบทำตัวเป็น "ผู้มาเยือน" แม้แต่ในหมู่บ้านของตัวเอง
เพราะมันเป็นการปรับสันชาตญาณการรับรู้ให้สดใหม่
แล้วฉันก็ตื่นเต้นกับภาพที่ฉันเคยเห็นอยู่แล้ว
ทุกเรื่องราวที่เห็นต่างมีที่มาที่ไป หลายที่มาฉันเห็นเป็นนิทาน
ถ้าทุกคนมีวิธีการหล่อเลี้ยงหัวใจตัวเองให้ชื่นฉ่ำต่างกันไป
ฉันก็มีวิธีการของฉัน
ปั่นไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็รอบหมู่บ้าน
ฉันเลี้ยวกลับเข้าบ้านตัวเอง.
ฉันจูงจักรยานออกนอกบ้าน
ทันทีที่ล้อแตะฟุตบาท ตูดอยู่ประจำที่ สองขาก็ออกแรงถีบเคลื่อนมวลสารไปตามขอบถนน
อยู่บนจักยานที่กำลังเหาะไปตามจังหวะน่อง ลมพัดเย็น
ถึงไม่ได้ปั้นหน้ามีความสุข แต่ฉันก็สุขอยู่เองในใจ
ขี่สวนคุณลุงที่สวมเสื้อเชิ้ตเก่าๆ สะพายถุงย่ามกลับบ้าน
คุณน้าคุณอาพาหลานๆ เดินออกกำลัง
หมาสองตัวจ้องมองกัน ขู่ครางในลำคอ
มองเห็นแล้วก็ขี่ผ่านเลยไป ไม่ได้หยุดแวะพูดคุยกับใคร
ฉันคิดว่าการย้ายตัวเองจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเป็นการเดินทาง
และการเรียนรู้ส่วนใหญ่ของฉันเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ฉันเห็นป้ายเตือนให้ขับรถช้าๆ เนื่องจากที่นี่เป็นเขตชุมชน
ฉันขี่ผ่านร้านชำเล็กๆ ที่ขายข้าวเหนียวห่อละ 5 บาท กับข้าวถุงละ 10 บาท
วัยรุ่น 3-4 คนยืนออกันอยู่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ
ที่ประตูรั้วสีฟ้ามีป้ายเล็กๆ บอกว่ารับสอนพิเศษเด็กประถม
กลิ่นต้นหอมโชยมาตามลม
ได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงกระจายเสียงบอกว่าค่ำนี้กรรมการหมู่บ้านจะมาประชุมกัน
การเดินทางไม่ถือเป็นการเรียนรู้
แต่การเรียนรู้อาจเกิดขึ้นระหว่างนั้น
แม้ในที่เดิมๆ เส้นทางเดิมๆ
ฉันชอบทำตัวเป็น "ผู้มาเยือน" แม้แต่ในหมู่บ้านของตัวเอง
เพราะมันเป็นการปรับสันชาตญาณการรับรู้ให้สดใหม่
แล้วฉันก็ตื่นเต้นกับภาพที่ฉันเคยเห็นอยู่แล้ว
ทุกเรื่องราวที่เห็นต่างมีที่มาที่ไป หลายที่มาฉันเห็นเป็นนิทาน
ถ้าทุกคนมีวิธีการหล่อเลี้ยงหัวใจตัวเองให้ชื่นฉ่ำต่างกันไป
ฉันก็มีวิธีการของฉัน
ปั่นไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็รอบหมู่บ้าน
ฉันเลี้ยวกลับเข้าบ้านตัวเอง.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

