แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค้นคว้า ฟ้าดาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค้นคว้า ฟ้าดาว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ค้นคว้า...ฟ้าดาว ตอน: ซุปเปอร์โนวากับชีวิตคน

ค้นคว้า...ฟ้าดาว ตอน: ซุปเปอร์โนวากับชีวิตคน

พอดีช่วงนี้ต้องอ่านละครชีวิตแสนเศร้าของ "วัตถุท้องฟ้าชนิดหนึ่ง" ที่เรียกว่า "ซุปเปอร์โนวา ชนิด 1a" เพราะมันเป็นวิชาเอกของข้าพเจ้า พึ่งรู้สึกว่ามีความคล้ายคลึงกับชีวิตเด็ก(บาง)คนสมัยนี้ไม่มากก็น้อย เลยเขียนมาให้ลองเปรียบเทียบกันดูเล่นๆกันค่ะ
และขออนุญาติระบุศัพท์ทางเทคนิคกำกับในการอธิบาย เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงต่อไป
เรื่องมีอยู่ว่า บางคนอาจพอทราบอยู่แล้วว่า"ซุปเปอร์โนวา" คือ วาระสุดท้ายของดาวฤกษ์มวลมาก ที่ต้องระเบิดตัวเองเมื่อสิ้นอายุไข
แต่ ซุปเปอร์โนวาก็มีหลายชนิด"ซุปเปอร์โนวา ชนิด 1 (type Ia supernovae)" ไม่ได้เป็นดาวฤกษ์เดี่ยวๆแบบดวงอาทิตย์ แต่เป็นดาวคู่ ที่มีดาวสองดวงโคจรรอบกัน เมื่อดวงหนึ่งเริ่มแก่ตัว มันจะขยายขนาด และจุดเด่นของดาวคู่คือ มันจะมีเหมือนกรอบทรงกลมครอบดาวทั้งสองดวงอยู่ (Roche Lobe) เมื่อดาวดวงขยายขนาดใหญ่ขึ้นบนเต็มกรอบ มวลสารขอมันจะต้องถ่ายเทให้กับดาวอีกดวง สำหรับซุปเปอร์โนวาชนิด 1a นั้น ดาวดวงที่กำลังจะตายได้ขยายจนเต็มกรอบแล้ว และก็มีการถ่ายมวลสารไปสู่ดาวอีกดวง ซึ่งเป็นดาวแคระขาว(white dwarf) ดังภาพวาดข้างบน (ซ้ายเป็นดาวแคระขาว)
เริ่มต้นการเปรียบเทียบ.....
ข้าเจ้าขอเปรียบ ซุปเปอร์โนวา ชนิด 1a นี้เหมือนชีวิตนักเรียนนักศึกษาที่หลงเดินทางผิด(คนอ่านบางท่านอ่านแล้วจะเปรียบเป็นชีวิตสมรส ฯลฯ ก็แล้วแต่จิตศรัทธา)

ขอเปรียบ ดาวที่กำลังแก่ตัว = พ่อแม่เพราะแก่แล้ว ขยายขนาดและมีพลังงานลดลงมีสีออกแดงๆ
ขณะที่ ดาวแคระขาว = ลูกๆหรือเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะกำลังดูสสาร(เงิน ความรัก ความหวัง)จากพ่อแม่อยู่
เมื่อสสารถูกถ่ายเทไปยังดาวแคระขาวมากขึ้นเรื่อยๆ (ทั้งเงิน ความรัก ความหวัง ประดังเข้ามา)
อุณหภูมิและความดันที่แก่นดาวแคระขาวจะสูงขึ้น (พลังงานและความกดดันสูง แต่เก็บไว้ในใจก่อนยังไม่แสดงออก)
ส่งผลให้อุณหภูมิที่ผิวดาวแคระขาวสูงตาม (เกิดผลที่แสดงออกได้เช่น เถียงพ่อแม่ ปวดหัวไมเกรน)
เมื่ออุณหภูมิทั้งดาวแคระขาวสูง ถึงระดับประมาณ 1,000,000 เคลวิน ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน แบบโปรตรอน-โปรตรอนเชน (pp chain)(ความคิดที่ว่าเราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองปะทุ)
เนื่องจากพลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ pp chain จะแปรผันตามกับ อุณหภูมิยกกำลัง 4 นั่นคือเมื่อุณหภูมิสูงขึ้น 2 เท่า จะทำให้เกิดพลังงานมากขึ้น 16 เท่า(เมื่อได้เงินจากพ่อแม่มาก ก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย)
ดังนั้น ดาวปกติ(คนที่มีวุฒิภาวะแล้ว)จะพยายามปรับสมดุลพลังงานที่เพิ่มสูงนี้ให้ดาวสามารถคงสภาพอยู่ได้ ไม่ระเบิด โดยการขยายตัวเอง และเมื่อดาวขยายตัว อุณหภูมิก็จะลด เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ทำให้ดาวเป็นดาวอยู่ได้(สำหรับคนที่มีวุฒิภาวะ จะมีกลไกปรับสมดุลความเครียดของตนได้ โดยไม่ต้องฆ่าตัวตาย)
แต่นั่น เป็นกลไกของดาวปกติ ไม่ใช่ดาวแคระขาว อิเล็กตรอนในดาวแคระขาวทุกตัวล้วนเป็นอิเล็กตรอนเสื่อมทราม (electron degeneracy)
[........ขออธิบาย electron degeneracy แปปนะคะ......] ปกติธรรมชาติของอิเล็กตรอน จะต้องเป็นไปตามกฎ Pauli's exclusion principle (เหมือนกฎจารีตประเพณี) ที่กล่าวว่า "จะต้องไม่มีอิเล็กตรอนใดๆ แชร์คุณสมบัติร่วมกัน" (การรักนวลสงวนตัว รักเดียวใจเดียว การค้าประเวณีไม่พึงกระทำ ฯลฯ) แต่ในภาวะที่สุดโต่งที่มีความหนาแน่นสูง แต่อุณหภูมิจำกัด (แต่ความต้องการใช้จ่ายมีสูง ขณะที่มีเงินจำกัด) เป็นธรรมดาที่ระดับพลังงานชั้นต่ำสุดจะถูกอิเล็กตรอนจับจองหมดแล้ว ดังนั้นอิเล็กตรอนจะมีโมเมนตัมสูงมาก จนdegenerate กลายเป็นอิเล็กตรอนเสื่อมทราม (ให้เงินหนึ่งพันบาทจะขายตัวมั้ย..ไม่ ให้หนึ่งหมื่น..ไม่ ให้แสน...ไม่ ให้ล้าน.....ไม่ ให้สิบล้าน.......บางคนหวั่นไหวจนกระทำสิ่งผิด)]
สำหรับก๊าซที่ประกอบด้วยอิเล็กตรอนเสื่อมทราม จะสามารถมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้โดยที่ก๊าซไม่ขยายตัว
ดังนั้น เมื่อดาวเป็นดาวแคระขาว ไม่ว่าอุณภูมิสูงแค่ไหน ดาวก็ไม่ขยายตัว(เมื่อปัญหาต่างๆพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีทางระบายออก)
ณ จุดๆหนึ่งที่ดาวมีอุณหภูมิสูงมากระดับ 10,000,000 เคลวิน จะสามารถจุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันแบบ CNO cycle ซึ่งพลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยาแปรผันตามอุณหภูมิยกกำลัง 18 !!!
ดาวจึงต้องระเบิดตัวเอง เพื่อแก้ปัญหา
.
.
จบแล้วค่ะ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นกับดาวแคระขาวที่เป็นอิเล็กตรอนเสื่อมทราม เท่านั้นค่ะ
จนกว่าจะพบกันใหม่
ฟ้ารุ่ง สุรินา

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ดาวเคราะห์ยักษ์

ค้นคว้า....ฟ้าดาว ตอน : ดาวเคราะห์ยักษ์ ที่ทำกันตกอกตกใจ
เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้ ญาติๆเลี้ยงส่งก่อนไปเรียนต่อ และป้าๆหลายคนถามถึงว่าได้ดูข่าวว่าเค้าพบดาวเคราะห์ที่สว่างกว่าดวงอาทิตย์ ป้าถามว่ามีจริงมั้ย ?
พอดียังไม่ได้เช็คข่าว เลยถามว่า "ในข่าวเค้าบอกว่าเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเราม้าง?" เพราะจะเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราไม่ได้แน่ๆ แต่ป้าๆน้าๆ ก็ไม่แน่ใจกัน ถามอะไรก็บอกว่าไม่รู้
รู้แต่ว่าเค้าเจอดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์
หลังจากการเช็คแล้ว สรุปว่ามีการพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจริงๆค่ะ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 300 เท่า แต่ไม่ได้อยู่ในระบบสุริยะเรานะคะ ย้ำ !
จริงๆ การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนั้น จะมีนักดาราศาสตร์สาขานี้โดยเฉพาะเพื่อค้นหาวดาวเคราะห์ดวงใหม่ แต่เนื่องจาก 8 ดวงในระบบสุริยะของเราซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงเดียวเป็นศูนย์กลาง ดูเหมือนจะไม่ท้าทายเพราะมีคนศึกษากันนานแล้ว เขาจึงพยายามหาดาวเคาะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นดีกว่า และก็พบกันบ่อยๆค่ะ ตอนนี้ก็ประมาณ 400 กว่าดวงแล้ว การพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ในวงการดาราศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นตระหนก
แต่ !! ถ้าดาวเคราะห์นั้นสว่างมากๆ(เพราะมวลมาก) ตั้ง 300 เท่าของดวงอาทิตย์ ก็สมควรเป็น ที่แตกตื่นและตื่นเต้นกันค่ะ
คนไทยเราแตกตื่นกันใหญ่ เพราะฟังไม่ชัดเจนและนำมาพูดกันแต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เริ่มมีข่าวสารทางดาราศาสตร์เข้าถึงประชาชนมากขึ้นกว่าสมัยก่อน
ผู้ที่สนใจรายละเอียดเรื่องนี้ อ่านได้ที่นี่ค่ะ
แค่นี้แหละแล้วพบกันค่ะ
โมเม

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ค้นคว้า...ฟ้าดาว ตอน : ช่วงนี้เชียงรายมีวัตถุท้องฟ้าสว่างมากหลายอย่าง แต่มีบางสุดยอดดด

ค้นคว้า...ฟ้าดาว ตอน : ช่วงนี้เชียงรายมีวัตถุท้องฟ้าสว่างมากหลายอย่าง แต่มีบางสุดยอดดด
ช่วงนี้ ท้องฟ้าเหนือประเทศไทย (เชียงราย) มีบางคนเห็นอัไรบางอย่าง แล้ววก็เอามาถามกันในวงการ
เลยเอาวีดีโอที่เกี่ยวข้องมาฝากดูๆ กันค่ะ เผื่อสมาชิกแสงเล็กจะตาเกิดอารมย์ดูดาวยามค่ำคืนแล้วฟลุกเห็นอะรไดีๆ
ลองดูวิดีโอ ที่ส่งมาให้ว่าเหมือนอันไหน
ยานอวกาศระเบิด ระหว่างที่ผ่านเข้ามาในโลก
ดาวเทียมสว่างมาก เพราะว่าแผงโซลาเซลล์หันเข้าหาดวงอาทิตย์
สถานีอวกาศนานาชาติ
ดาวตกที่สว่างมาก
แต่หาข้อมมูลดาวเทียมแล้ว ไม่มีดาวเทียมดวงไหน ที่สว่างมากผ่านเชียงรายช่วงนี้
ขอบคุณพี่ติ้ม สมสวัสดิ์ ที่ส่งผ่านข้อมูล
ฟ้ารุ่ง สุรินา (โมเม) รายงาน

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ค้นคว้า...ฟ้าดาว ตอน: ปรากฎการณ์จันทรุปราคาบางส่วน 26 มิ.ย. 2553

ค้นคว้า...ฟ้าดาว 
ตอน: ปรากฎการณ์จันทรุปราคาบางส่วน 26 มิ.ย. 2553
 
มีข่าวปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจให้ค่อยเฝ้าสังเกตกันอีกแล้วค่ะ  นั่นคือ  ปรากฎการณ์จันทรุปราคาบางส่วน 26 มิ.ย. 2553 นี้    แต่ถึงแม้จะเป็นปรากฏการณ์ที่จะเห็นไม่ชัดเจนซักเท่าไหร่   ไม่เหมือนสุริยุปราคา  แต่ก็ถือว่าโอกาสที่จะเกิดก็ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆนะคะ    มันจะเห็นประมาณรูปข้างบน
 
อยากให้เข้าไปอ่านรายละเอียดกันต่อที่ http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-information/8-luna-eclipse.html
เพราะน่าสนใจอยู่มิน้อยค่ะ
 
ฟ้ารุ่ง  สุรินา   รายงาน

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย แข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิก พ.ศ. 2553

ค้นคว้า...ฟ้าดาว
ตอน การคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย แข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิก พ.ศ. 2553
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆแสงเล็ก

โมเมมีเรื่องมาเล่า เกี่ยวกับความภาคภูมิใจในตัวเด็กไทยของเราค่ะ ขอเกริ่นนำก่อน.......
เรื่องมีอยู่ว่า ในประเทศไทยเรานี้มีองค์กรหนึ่ง ชื่อ ศูนย์ส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) สอวน.มีศูนย์ มีหน้าที่คัดสรรค์เยาวชนตัวแทนประเทศไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการกับนานาประเทศ เนื้อหาวิชาการก็มีทั้งสาขาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และ ดาราศาสตร์

เมื่อวันที่ 9-14 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมานี้ ณ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
สอวน.ได้ทำการจัดการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 7 ขึ้น นั่นคือเป็นการคัดเลือกรอบสุดท้ายที่จะได้ตัวแทนประเทศ ม.ต้น 3 คน ไปแข่งที่ปักกิ่ง และ ม.ปลาย 3 คนไปแข่งที่รัสเซียค่ะ สำหรับครั้งนี้มีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดประมาณ 100 คน เป็นม.ต้น 50 คน ม.ปลายอีก 50 คน
งานนี้โมเมได้ไปเป็นกรรมการกลางให้คะแนนกะเค้าด้วย
ผลปรากฎว่า...

ตัวแทนประเทศไทย ระดับม.ต้น (จะไปแข่งที่ปักกิ่ง) ได้แก่
1. ด.ช.ณภัทร หงษ์ทอง จากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี
2. ด.ช.กิตติพศ เงินยวง จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
3. ด.ช. นนท์ ปณิธานไพศาล จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ตัวแทนประเทศไทย ระดับม.ปลาย (จะไปแข่งที่รัสเซีย) ได้แก่
1. นายพชร วงศ์สุทธิโกศล จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
2. นายเอกภพ กุลโชครังารรค์ จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
3. นายยศธร ทะวะบุตร จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ขอแสดงความยินดีกับน้องทั้งที่ได้เหรียญและไม่ได้เหรียญทุกคนค่ะ เพราะทุกคนเก่งมากสำหรับพี่
อยากให้น้อง ๆ ทุกคนจดจำพระราชดำรัสของสมเด็จพระพี่นางเธอฯ ไว้ให้ขึ้นใจว่า

".......เหรียญ เป็นเพียงสิ่งที่เตือนเราไว้ว่าเคยเก่ง คนที่เก่งที่แท้จริงนั้นคือ คนที่พัฒนาตัวเองให้ดีอยู่เสมอ แล้วก็ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า......."

ขออนุญาติเป็นตัวแทนชมรมแสงเล็ก เอาใจช่วยกับทุกคนที่มีใจรักดาราศาสตร์ไว้ ณ ที่นี้

จนกว่าจะพบกันใหม่
ฟ้ารุ่ง สุรินา

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

ภาพถ่ายดวงจันทร์ โดย นางสาวชฎาพร มูลศรี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

นี่คือ ภาพถ่ายดวงจันทร์ที่ นางสาวเมลล์ (ชฎาพร มูลศรี นักศึกษาที่ทำวิจัยเกี่ยวกับดวงจันทร์ กับ หอดูดาวมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย) ที่เป็นผู้ช่วยวิทยากร ในการประชุมแสงเล็กประจำเดือน กุมภาพันธ์ที่แล้ว ค่ะ
เสร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว จึงร่วมแบ่งปัน และอยากประชาสัมพันธ์ให้คนที่สนใจถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ส่งภาพประกวดด้วยค่ะ
โมเม

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ค้นคว้า ฟ้าดาว ตอน...ถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่คิด

สวัสดีค่ะ ทุกคน
หลังจากงม ๆ ซ่อมอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์และกล้องโทรทรรศน์ ขนาด 20 นิ้ว เป็นระยะเวลา 3 คืน เต็มๆ เนื่องจากคอมพิวเตอร์เกิดใช้การไม่ได้(เพราะมิได้ติดตั้งสายดินและอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป)

ขณะนี้ กล้องของเราได้กลับมาใช้การได้อีกครั้งและดีกว่าเดิมจนสามารถถ่ายภาพ Deep Sky Oject ได้ เช่น เนบิวล่า(กลุ่มก๊าซในอวกาศ) กาแล็กซี่ และ กระจุกดาวต่าง ๆ
ด้วยเหตุนี้ จึงอยากจะแบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์นี้ ให้กับสมาชิกแสงเล็กคนอื่นๆด้วย จึงนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมกับเฮียอังกฤษ และ พี่ตุ๊กตา พี่เอ๋ จนได้ข้อสรุปว่าพฤหัสบดี สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นี้ เราจะพบกันที่เดิมคือ หอดูดาว มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อจะ workshop ทดลองถ่ายภาพทางดาราศาสตร์กัน ถ้าใครสนใจจะส่งภาพถ่ายเข้าประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์องสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ ซึ่งจะปิดรับสมัคร 30 มิ.ย. นี้ จะดีมาก จะถือว่าเป็นตัวแทนจังหวัดเชียงรายเลย
ภาพถ่ายดวงจันทร์ บ่งบอกถึงความพยายามที่(ยังไม่เสร็จดี)ของนักศึกษาชมรมดาราศาสตร์คนหนึ่ง ที่พยายามจะภ่ายภาพดวงจันทร์เต็มดวงให้ได้ความละเอียดสูงมาก และเห็นรายละเอียดของเครเตอร์ (หลุมบนดวงจันทร์) ให้ได้มากที่สุด หวังว่า เธอคงไม่ใช่คนเดียวที่จะพิชิตดวงจันทร์ได้
ปีดาราศาสตร์สากล2009 มีสโลแกนว่า "The Universe: yours to discover"
ดังนั้น เอกภพข้างนอกนั่น กำลังรอเราค้นพบอยู่นะคะ .......มาถ่ายภาพกัน ๆ
ฟ้ารุ่ง สุรินา


วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ค้นคว้า ฟ้าดาว ตอน : สมาชิก SNS อย่าพลาด!! ปรากฎการณ์เดียวที่ท่านจะอยู่ใต้เงาจันทร์

สุริยุปราคาบางส่วน  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2553
อีกครั้งของชีวิตที่จะได้อยู่ภายใต้เงาจันทร์
  • วันที่ 15 มกราคม 2553   จะเกิดสุริยุปราคาบางส่วนขึ้น   โดยประเทศไทยจะเห็นได้ทุกภูมิภาค  แต่ละภูมิภาคจะเห็นปรากฏการณ์นี้ขึ้นในเวลาแตกต่างกัน   ปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งนี้จะเกิดนานที่สุดในภาคเหนือ  คือประมาณ 3 ชั่วโมง    ซึ่ง ณ จังหวัดเชียงรายนั้น   ดวงจันทร์จะเริ่มบังดวงอาทิตย์ในเวลา 14:02 น.   บังมากที่สุดในเวลา 15:41 น. และสิ้นสุดเหตุการณ์ในเวลา 17:04 น.     โดยดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 75.3 ของพื้นที่ดวงอาทิตย์ 
  • งานนี้หอดูดาวมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย   ก็จัดกิจกรรมตั้งกล้องให้ดูด้วย   ในวันที่ 15 มกราคม 2553    ระหว่างเวลา  14:00-16:00 .  เพื่อสังเกตการณ์สุริยุปราคาในครั้งนี้  ทางหอดูดาวฯ จึงอยากเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในเวลาดังกล่าว    โดยในครั้งนี้จะมีการแจกแว่นตาดูดาวงอาทิตย์ (มีจำนวนจำกัด)ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม 
  • รายละเอียดสำหรับสุริยุปราคาครั้งนี้   และวิธีการสังเกตสุริยุปราคาอย่างปลอดภัยต้องทำอย่างไร   ติดตามได้จาก http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=494&Itemid=   นะคะ
  • แม้จะครั้งนี้   คนไทยจะได้ชมสุริยุปราคาเพียงบางส่วน   เพราะเงามัวของดวงจันทร์พาดผ่านประเทศไทย      (และ ในปี พ.ศ.2555  จะเกิดสุริยุปราคาบางส่วนอีกครั้งในไทย )      แต่ก็มิควรพลาดที่จะชม       เพราะหากจะรอดูสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย  จะต้องรออีก 60 ปี  นะคะ

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ค้นคว้า ฟ้าดาว ... ตอน สิ่งที่มี ในที่ๆที่ไม่มี

คุณคิดว่า จะมีจุดเล็ก ๆ เท่าปลายเข็มสักจุดบนท้องฟ้า ที่มืดสนิท ไม่มีดาว ไม่มีวัตถุใด ๆ ไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างสายตาของเรากับอีกขอบหนึ่งของเอกภพเลย หรือไม่ ?
ภาพด้านบนนี้ เรียกว่า ภาพ Hublble Deep Field (HDF) ซึ่งถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล โดยกล้องได้เล็งไปที่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่ง (ขนาดเท่ากับลูกเทนนิส ที่ระยะ 100 เมตร) ที่มืดที่สุดของกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ กล้องถ่ายภาพทั้งหมด 342 ภาพและนำมาต่อกันจนได้ภาพด้านบน เชื่อหรือไม่ว่าแต่ละ 1 ก้อนสว่างในภาพ คือ 1 กาแล็กซี !! ภาพพื้นหลังของเวปบล๊อกของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของ HDF เช่นกัน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้ในที่ ๆ ที่เราไม่คิดว่าจะมีอะไร มันมีอะไรอยู่เสมอ เพียงแค่เรามองไม่เห็นมัน
สำหรับคนขี้เหงา:
เพื่อน ก็เหมือนกับดวงดาว....
บางครั้งเรามองไม่เห็น แต่มันอยู่ตรงนั้นเสมอ :)
ฟ้ารุ่ง สุรินา

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ค้นคว้า ฟ้าดาว...ตอน มองยังไงเห็นอย่างนั้น

วันนี้เสนอสัจธรรมที่ได้จากการดูดาว
หลายคนชอบถามว่า นักดาราศาสตร์วัน ๆ ทำอะไรกัน ก็ตอบง่าย ๆ ค่ะ คือ "ดูดาว" เพียงแต่ว่า ในการดูดาวของเราไม่ได้เพียงแค่ชื่นชมความงามของดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน (หรือกลางวัน เพราะนักดาราศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ก็เฝ้าสังเกตดวงไฟใหญ่นั้นได้เพียงในตอนกลางวันเท่านั้น) การดูดาวของเรา คือการดูสิ่งที่ดาวส่งมาให้ยังโลก นั่นก็คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นต่าง ๆ กันค่ะ
.
บางท่านที่อาจะไม่คุ้นกับภาษาวิทยาศาสตร์ที่น่าปวดหัว ข้าเจ้าจะขอใช้คำเปรียบเทียบง่าย ๆ แล้วกัน
คืออย่างนี้นะคะ.... อะไรก็ตามที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273 องศาเซลเซียส จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาค่ะ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ พูดง่าย ๆ ก็คือพลังงาน โดยคลื่นจะมีชื่อเรียกหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับระดับพลังงาน เรียงจากพลังงานมากไปพลังงานน้อยดังนี้ค่ะ
.
รังสีแกมม่า - พลังงานสูงมากทะลุโลหะบางชนิดได้
รังสีเอ๊กซ์ - ทะลุเนื้อหนังมังสาได้
รังสียูวี (ultra-violet หรือ รังสีเหนือม่วง)- ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ
แสง - ตามองเห็นได้เป็นสีต่าง ๆ ตั้งแต่ สีม่วง(พลังงานมากสุด) ถึงสีแดง (พลังงานน้อยสุด)
รังสีอินฟราเรด (infra-red หรือใต้แดง หรือคลื่นความร้อน) - ทำให้ร้อน
เรด้า ตลอดจน คลื่นวิทยุ - ไม่เป็นอันตรายแก่สิ่งมีชีวิต ส่งสัญญาณได้
.
นักดาราศาสตร์ก็แค่เลือกช่วงคลื่นที่ตัวเองอยากจะศึกษา(ไปตลอดชีวิต เพราะพอเลือกแล้วต้องแยกกันไปเรียนเลย เรียนจบกลับมา มักคุยกันมิรู้เรื่องค่ะ ฮ๋า ๆๆ) จึงเป็นเหตุให้เกิดนักดาราศาสตร์วิทยุ นักดาราศาสตร์ช่วงแสงที่ตามองเห็น นักดาราศาสตร์อินฟราเรด ฯลฯ ขึ้น
.
.
แล้วข้าเจ้าเลกเช่อร์มาถึงตรงนี้ไปทำไม หรือคะ ?
.
.
เพียงอยากจะบอกว่า ดวงดวงเดียวกัน หรือวัตถุท้องฟ้าเดียวกัน ก็ปล่อยพลังงานมาให้นักดาราศาสตร์แต่ละคนเหมือน ๆ แต่สิ่งที่เค้าแต่ละคนเลือกที่จะดูนั้น แตกต่างกัน
.
จากการเรียนดาราศาสตร์มา ก็สอนให้ข้าเจ้ารู้สัจจธรรมมาอย่างน้อยก็เรื่องนี้ "เรามองด้วยอะไร ก็เห็นแบบนั้น" ถ้าเป็นนักดาราศาสตร์ช่วงแสงที่ตามองเห็น ก็มิอาจจะมองเอกภพในช่วงคลื่นวิทยุได้ (ยกเว้นว่าจะไปเรียนต่อเพิ่มสาขาดาราศาสตร์วิทยุ) ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเรามองโลกด้วยอคติ ก็มิอาจเห็นโลกสวงามได้
ภาพที่นำมาฝากทั้ง 4 รูป เป็นภาพของเนบิวลาหนึ่งซึ่งห้อยอยู่ในตำแหน่งดาบนายพราน ของกลุ่มดาวนายพราน ชื่อของเนบิวลานี้คือ M43 (เนบิวลาใหญ่ด้านล่างของภาพ) และ M42 (เนบิวลาเล็กด้านบนซ้ายของภาพ) รูปที่ 1 เป็นรูปที่ถ่ายโดยรับเอาเฉพาะช่วงคลื่นที่ตามองเห็นถ่ายโดยข้าเจ้าเอง รูปที่ 2 ก็เป็นรูปที่ถ่ายโดยรับเอาเฉพาะช่วงคลื่นที่ตามองเห็นถ่ายโดยผู้อื่น รูปที่ 3 เป็นช่วงคลื่นความร้อน จะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน แม้รูป 1 และ 2 จะมีเป็นคลื่นระดับเดียวกัน แต่ผู้ถ่ายคนละคน ใช้ฟิลเตอร์ (แผ่นกรองแสง) ไม่เหมือนกัน ก็ได้เก็บภาพที่ธรรมชาติให้มาได้ไม่เหมือนกัน
.
ไม่ต้องมองออกนอกโลกก็ได้ แค่มองต้นไม้ข้างบ้านแบบชิล ๆ แล้วเอากระดาษแก้วสีแดง(ขอเรียกว่า ฟิลเตอร์สีแดง) มาส่องเป็นแว่น ก็จะเห็นโลกเป็นสีแดงหมด เพราะฟิลเตอร์จะกรองแต่แสงสีแดงเข้าตา ถ้าใช้ฟิลเตอร์สีน้ำเงิน ก็จะเห็นโลกน้ำเงินหมด ถ้าใช้ฟิลเตอร์ความรัก ก็จะเห็นโลกเป็นสีชมพู เกิดเป็นโรคความรักบังตา :)
.
การเปลี่ยนฟิลเตอร์ จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนมุมมอง และฝึกคิดแบบแยกส่วน คิดหลาย ๆ ด้าน แล้วจะเห็นว่าสิ่งนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง (ถูกชิมิคะเนี่ย!?)
.
พอเข้าใจแบบแยกแล้ว ก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฝุ่นที่ล่องลอยอยู่ทั่วไประหว่างตาเรากับดาวดวงนั้น มันไร้สาระและบดบังทรรศนวิสัย จะทำอย่างไรให้สามารถมองข้ามฝุ่นในชั้นบรรยากาศไปได้ อเมริกาจึงส่งกล้องโทรทรรศน์ที่ชื่อว่าฮับเบิลออกไปเก็บภาพในอวกาศ และได้ภาพที่ 4 กลับมา (ภาพ 4 ถ่ายในช่วงคลื่นตามองเห็นได้โดย Hubble Space Telescope) การฝึกมองให้แจ่มชัดเหมือนได้ภาพเนบิวลาจากกล้องฮับเบิลนี้ ข้าเจ้าว่าชาวพุธโชคดีมากที่มีธรรมะเป็นวิชาบังคับเลือกอยู่ในสังคมอยู่แล้ว เนื้อหารายวิชาก็เน้นขจัดฝุ่นในจิตใจให้หมดไป แล้วแต่จะเลือกลงทะเบียนเรียนรึเปล่า
.
ทั้งหมดที่กล่าวมา ข้าพเจ้าลงเรียนภาคทฤษฎีแล้วค่ะ ขาดแต่ภาคปฏิบัติที่สอบตกอยู่เสมอมา
.
.
โลก ยังมีสีอื่นที่เรายังมองไม่เคยมองเห็น
ฟ้ารุ่ง สุรินา
12 ต.ค. 2552