โครงการวารสารแสงเล็ก สำหรับชุมชนเบิกบาน...ที่ชื่นชมการมีชีวิต และแบ่งปัน...ความฝัน แรงบันดาลใจ
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ใครจะไปยกมือขึ้น ตอน หาดจันทร์เสี้ยว
อากาศที่หมอชิตอบอ้าวแม้ฟ้าจะยังไม่สว่างดี
ฉันยืนนิ่ง สายตาเพ่งมองป้ายเหนือช่องขายตั๋วรถสายใต้ เพื่อนที่นั่งรถมาด้วยกันกวาดสายตาไปรอบๆ
"จะไปจริงดิ"
"อือ.."
ตอบโดยไม่ต้องคิด
ไหนๆ ก็ต้องมาอยู่เฉยๆ ตั้งสามวันเพื่อรอทำธุระ
ฉันเลยตัดสินใจง่ายดายที่จะหักหลบออกจากเมืองกรุงที่ฉันไม่ค่อยชอบหน้าไปเถลไถลที่อื่นก่อน
รู้สึกตัวอีกครั้ง ฉันกำลังนั่งฟังเพลงอยู่บนรถทัวร์ที่มุ่งหน้าไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ไม่ทันเย็น ฉันก็ถึงปลายทาง
และก่อนที่ฟ้าจะมืดลง ฉันทันจับเฟอร์รี่รอบสุดท้าย ข้ามไปเกาะพงัน
เคยอ่านเจอบ่อยๆ ว่าผู้คนมักจะไปทะเลเมื่อรู้สึกผิดหวัง
บ้างว่าไปเพื่อให้น้ำทะเลชะล้างใจ บ้างว่าไปเพื่อให้ลืมเรื่องราวข้างหลัง
บทเพลง กวี ละคร ต่างก็มีทะเลเป็นฉากหลังแห่งความเศร้าสร้อยและเยียวยา
แต่การตัดสินใจของฉัน ไม่ได้เกิดจากเหตุผลใดๆ เหล่านั้น
เช้าวันต่อมา เมื่อหามอเตอร์ไซค์ได้ ฉันกางแผนที่หมายจะขี่สำรวจให้รอบเกาะ
แต่แสงแดดหน้าร้อนโลมเลียผิวชั้นแรกจนฉันอยากเพียงนั่งพักรับลมเย็นๆ เท่านั้น
ฉันเลี้ยวรถเข้าข้างทาง ฝ่าพงหญ้ารกๆ เห็นมีร่องรอยการบุกรุกอยู่บ้างแล้ว
จอดมอเตอร์ไซค์หลังหินก้อนใหญ่ มองเห็นทะเลอยู่เบื้องล่าง เดินลัดเลาะไปตามทางเท้าเล็กๆ จนสุดทาง
ฉันต้องลุยคลื่นทะเลระดับเข่าเพื่อเบี่ยงหลบก้อนหินก้อนใหญ่ที่ทำตัวเป็นผนังกั้นห้องบนชายหาด
เพื่อจะได้พบว่าอีกฟาก คือหาดทรายสีขาวเล็กๆ คล้ายจันทร์เสี้ยว ห้อมล้อมด้วยโขดหิน เถาวัลย์ และต้นไม้ กิ่งไม้แผ่คลุมร่มรื่น ลมพัดเย็น
เป็นที่ๆ ดีที่สุดที่ฉันค้นพบ
ฉันปืนขึ้นไปนั่งบนโขดหิน แบตเตอรี่เครื่องเล่นเอ็มพีสามอ่อนลง ฉันถอดหูฟังออก วางมันข้างๆ ตัว
มองออกไปข้างหน้า ทะเลก็คือทะเล กว้างๆ เวิ้งว้าง แสงแดดกระทบระรอกคลื่นเกิดเป็นประกายระยิบ
ฉันมั่นใจว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากมากในชีวิต
ฉันไม่รู้วิธีจัดการกับความสัมพันธ์ ไม่เข้มแข็งพอที่จะเลือกวิถีการดำรงอยู่ของตัวเอง
แย่ที่สุดคือฉันไม่เคยแน่ใจว่าฉันคือใคร และเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกใบนี้
แล้วฉันก็นึกถึงการมาทะเลของตัวเอง
หรือจริงๆ แล้ว ฉันเพียงต้องการหลบลี้หนีหน้าเหมือนที่ใครเขาทำกัน
ทอดมองทะเลเงียบๆ
ฉันรู้สึกหงอยเหงา อ่อนไหว ในขณะที่ทะเลสงบนิ่ง ราบเรียบ ผืนน้ำกว้างขวางมั่นคง
ทะเลจะยังอยู่เป็นทะเลไม่ว่าฉันจะจบชีวิตแล้วหรือไม่ ทะเลไม่ใส่ใจการดำรงอยู่ของฉันหรอก
ยิ่งนึกถึงเรื่องราวในใจแล้วทดท้อ อยากกลับไปสู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องสู้กับอะไร
เพราะแบบนี้ไง ฉันจึงเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว
ร้องป่าวในใจว่า โลกนี้จะหมุนยังไง ฉันก็ไม่แคร์
ฉันไม่ยอมให้ใจอ่อนโยนกับธรรมชาติมากนัก
ทะเลสวย หาดสวย ภาพตะวันลับขอบฟ้ายังคงดึงดูดสายตาอย่างที่ทุกคนรู้
แต่ธรรมชาติต่อฉันเวลานี้ เป็นเพียงแค่พื้นที่ ที่ทำให้ฉันรู้สึกสะใจ
เพียงเพราะทะเล ห่างไกลจากหุบเขา
ห่างไกลจากที่ๆ ฉันจากมา
ฉันแค่น้อยใจป่าเขา จึงผละออกมาอ้อนคลื่นเค็มๆ
นั่งนิ่งเงียบงันอยู่อย่างนั้น
จนเมื่อแสงสีทองฉาบทั่วผิวน้ำ ที่สุดขอบทะเล ริ้วเมฆเป็นสีส้มและชมพู
ฉันออกเดิน ทิ้งเพียงรอยเท้าไว้บนหาดจันทร์เสี้ยว
คลื่นทะเลสูงกว่าเข่าเมื่อฉันเบี่ยงหลบหินก้อนใหญ่อีกครั้ง
...
สุดท้ายแล้วฉันก็พาหัวใจดวงเดิมกลับเชียงราย
สถานการณ์เดิมๆ ชวนอึดอัดยังคงอบอวล ไม่จางหาย
ฉันก็ยังเป็นฉันคนเก่า
แต่คราวนี้ ฉันบอกได้ว่าฉันต้องการอะไร
ฉันนึกพอใจที่ตัดสินใจไปทะเล.
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ภาพถ่ายดวงดาว โดย Tar salvation สมาชิกแสงเล็กจังหวัดพะเยา
ปล. มีดูดาวกันที่หอดูดาววันไหนบอกมั่งนะพี่ อยากไปดูมั่กๆคับ
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
คืนสีเทา ตอน แม่น... โดย แสงเล็ก๐๐๒
“ เธอทนมาได้ยังไงจนป่านนี้ ... ชื่อบวกกันได้ ๓๖ ( ผมจำตัวเลขจริง ๆ ไม่ได้แล้ว ) เอ้า อ่านดูสิ ... ”
หลวงพี่ยื่นหนังสือทำนายชื่อให้ผมอ่านคร่าว ๆ และคงกลัวผมไม่เชื่อ ก็เลยพูดซ้ำอีกว่า
“ เธอจะต้อง อกหัก เจอรักสามเศร้า ชีวิตนี้จะต้องเป็นหนี้ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ทำกิจการก็จะโดนหุ้นส่วนโกง เหนื่อย ไม่มีความสุข ... ฯลฯ”
แต่ดูเหมือนท่านจะมีความสุขที่ได้อัดผมแต่เช้า
ผมได้แต่นั่งพับเพียบกับพื้น ยิ้มและยิ้ม ก็เสือกตื่นตั้งแต่ตีสี่ มาถึงวัดตอนตีห้า รอคิวให้ท่านดูดวงเองนี่หว่า
“ เป็นไง เห็นหรือยัง ชื่อบวกกันได้ ๓๖ แย่ นามสกุลบวกกันได้ ๗๘ (มั้ง จำไม่ได้อีก) แย่ แต่ทั้งชื่อ นามสกุลรวมกันแล้วดี เธอถึงพออยู่ได้นะ ”
ท่าทางท่านจะยังไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ แล้วยังถากถางชื่อโหล ๆ ของผมอีกเป็นชุด
“ เปลี่ยนนะ ถ้าไม่หนักหนา ตุ๊ปี้ (หลวงพี่) ไม่บอกให้ใครเปลี่ยนหรอก .. เติม น. หนูการันต์ลงไปท้ายชื่อก็ได้ อ่านเหมือนเดิม แต่บวกกันได้ ...
(ได้เลขอะไรสักอย่าง) ดีมาก ทีนี้ ชื่อดี นามสกุลแย่ พอรวมกันแล้วก็ดีกว่าเดิม ”
ผมได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ยิ้มและยิ้ม ชื่อนี้พ่อเลือกให้เอง ใช้มาตั้งแต่เกิดจนแก่หนวดขาว ..
ถึงสิ่งที่ท่านพูดมา มันก็จริงหลายอย่างก็เถอะ
“ เกิดวันพฤหัส ตัว ท. เป็นกาลิณี แต่ถ้าเธอไม่ถือก็ไม่เป็นไรนะ .. เอาอย่างที่ตุ๊ปี้บอกนี่แหละ ตุ๊ปี้ไม่ถือ เติม น.หนู การันต์ อย่างเดียวก็พอ ”
แต่ผมถือครัับ ชื่อที่พ่อผมตั้งให้ ความหมายดีที่ท่านชอบ ผมถือมาก ชื่อนี้ดีอยู่แล้ว จะทำไม
“ ไปเปลี่ยนที่อำเภอนะ เพชรบุรีบ้านนอก บอก ๆ เขาว่า สะกดเพ่ิมอีกตัวเดียว เจ้าหน้าที่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก มั่ว ๆ ไปเขาก็ยอมเปลี่ยนให้ง่าย ๆ ให้ไปเปลี่ยนนะ ”
ฝันไปเถอะ นี่ถ้าไม่เกรงใจว่าเพื่อนที่พาผมมาศรัทธาท่านมากละก็ คงเถียงกลับไปบ้างแล้ว
เพื่อนคนนี้พาผมมาดูดวงเพราะว่าเรากำลังเข้าหุ้นกันเปิดร้านเล็ก ๆ ท่านเคยทำนายเพื่อนไปแล้วว่าดวงกำลังจะดี ทำมาหากินขึ้น
เลยคิดว่าน่าจะเป็นลางดีกับกิจการของเราถ้าผมมาให้ท่านดูด้วยอีกคน
เมื่อเห็นผมนั่งนิ่ง ๆ เขาก็เลยพยายามเปลี่ยนเรื่อง ถามเรื่องกิจการของเราดูบ้าง เผื่อจะมีสิ่งดี ๆ บ้าง
“ จะโดนหุ้นส่วนโกง มีดวงจะเปลี่ยนงาน ... ต้องเปลี่ยนงาน มีงานใหม่ ”
แต่ละอย่าง ... ช่างรักษาน้ำใจกันเหลือเกิน
เราสองคนนั่งมองตากันปริบ ๆ คงไม่มีอะไรเลวร้ายกว่านี้อีกแล้ว จากเครียด จึงขำกันไป
เพื่อนกราบเรียนท่านหลวงพี่ที่เคารพว่า ผมนี่แหละหุ้นส่วนธุรกิจ
“ งั้นก็ให้เค้าทำออกหน้าไปคนเดียววนะ เธอ (หมายถึงผม) ถือหุ้นเฉย ๆ อยู่เบื้องหลังเงียบ ๆ ถ้าอย่างนี้ละก็ได้ ”
แถไปเรื่อยเลยนะท่าน เอาสิมีอะไรจะจิกกัด ถากถางกันอีกก็นิมนต์
“ หุ้นกันไม่กี่หมื่นนี่เงินเล็กน้อย ทำได้ ไม่เป็นไร นึกว่าเงินเป็นแสน ”
นิมนต์กระแนะกระแหนต่อไปเลยครับ นี่ก็ใกล้เจ็ดโมงเช้า
ท่านจะได้ออกไปบิณฑบาตโปรดสัตว์โลก
ส่วนผมก็จะได้กลับไปนอนซะที
“ ถามจริง ๆ มีกิ๊กหรือเปล่า ดวงมันบอกบอกว่า จะต้องอกหัก รักสามเศร้า ”
นี่ถ้าผมมากับแฟนคงจะได้ทะเลาะกันตายแน่ ๆ
“ บอกมาตามตรงเถอะ มีก็บอกว่ามี ตุ๊ปี้รู้นะ ”
ผมปฎิเสธไปสามสี่ครั้ง หลวงพี่ก็ยังเซ้าซี้ไม่เลิก .. จะเอาอะไรอีกฟระ
แฟนยังหาไม่ได้ จริง ๆ กิ๊ก นี่ก็โคตรจะอยากมีเลย แต่ไม่มีใครเอาโว้ย
“ ถ้าไม่รับตุ๊ปี้จะพูดละนะ .. ” นิมนต์เถอะ ก็คนมันไม่มีจริง ๆ นี่หว่า
“ กิ๊กน่ะ เป็นผู้หญิง อยู่กรุงเทพฯ แต่งงานมีผัวมีลูกแล้วด้วย ใช่มั๊ย ”
เอาเข้าไป ตามใจพระคุณเจ้าหลวงพี่เถิดขอรับ ...
แต่ก็แอบตกใจแกมหวั่นไหว สับสนในตัวเอง ว่าเราเผลอใจ คบใครตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
งง งง เหวอ กันหมด ทั้งผม ทั้งเพื่อน อยากขำนะแต่ไม่รู้จะขำยังไงดี ชักไม่มั่นใจว่าชีวิตนี้จะเอายังไงกันแน่ ..
หลังจากปั่นหัว จิก กัด และปล่อยให้พวกเราเวิ่นเว้อจนสำราญใจแล้ว ตุ๊ปี้ก็หน้าตายเฉลยว่า
“ กิ๊ก ... สุวัจนี เป็นดารา มีลูกมีผัว อยู่กรุงเทพฯ ใช่มั๊ยล่ะ ”
'''- __ - เง้อ
ขำตายละ ... จบข่าว
ลาละท่าน ไม่ได้สาระแก่นสารอันใดแก่ชีวิตเลย แต่ก็เอาเถอะ กลัวหุ้นส่วนเสียน้ำใจ อยู่ดีไม่ว่าดี
สาระแนมาถึงเชียงใหม่ ตื่นแต่เช้ามาให้พระด่าเล่นซะงั้น
ก่อนจะไปยังไม่วายโดน หยอดมาอีกดอก
“ นี่จริง ๆ เธอเป็นคนมีเทวดาคุ้มครองนะ แต่เจ้ากรรมนายเวรก็มี รู้สึกว่าแม่จะเคยทำแท้งนะ ให้ลองไปถามแม่ดู และก็ทำบุญให้เขานะ เขาตามมาทวง ”
''''- - อ้าว นี่มันหาเรื่องกันชัด ๆ
ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ท่านพูด และแสดงออกแบบนั้น เป็นปริศนาธรรม หรืออย่างไร
แต่ทักแรง เล่นแรงถึงพ่อถึงแม่แบบนี้ ต่อให้ดูแม่นแค่ไหน
มันเรื่องของแม่กรูเฟ้ย เกี่ยวอะไรกับเมิงฟระ ไอ้พระดูดวง.
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สัตว์เพเหระ ตอน แมลงปอ โดย แมลงปอภูเขา
แมลงปอ บางคนเรียกแมงปอ คนเหนือเรียก กำบี้ แมลงอันสุดแสนโรแมนติก งดงาม และน่าอัศจรรย์ เรื่องราวของมันเริ่มมาก่อนกำเนิดมนุษย์เสียอีก ย้อนผ่านยุคไดโนเสาร์ จนไปถึงยุคก่อกำเนิดสัตว์บกยุคแรกๆ เมื่อประมาณ 280 ล้านปีก่อน กาลครั้งนั้นนานมาแล้ว มันมีขนาดใหญ่มาก มากขนาดที่ปีกข้างนึงยาวถึง 75 เซนติเมตร แล้วถ้า 2 ข้างหล่ะ (กรุณาอย่าปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง มิฉะนั้นจะถูกกินได้) แต่ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ขนาดของมันก็เล็กลงเรื่อยๆ ปัจจุบันปีกข้างหนึ่งยาวไม่เกิน 9 เซนติเมตรเท่านั้นเอง 

พบกันใหม่เดือนหน้าครับ....เขียนโดย แมลงปอภูเขาแมลงปอ โดย แมลงปอภูเขา อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552
1+1 = 0 ตอน "บทเพลงของ 'หล่อน' และชีวิตต้องคำสาป" โดย อิซาเบล
จู่ๆ ก็นิ่งนึก..ชีวิตว่างเปล่านี้กำลังพาเราไปไหน ปลายทางนั้นสุดทางที่ใด และเรายังต้องเดินอีกไกลเท่าไหร่..หมิ่นเหม่ลักลั่นกับชีวิต จนถึงกับต้องเอามือแนบอกและทุบเบาๆ เพื่อสำรวจดูว่าหัวใจมันยังวางอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่ไหม
ฉันพบตัวเองในห้อง ไม่ได้ออกไปเจอแดด เจอลม เจอฝนมากว่าสองสัปดาห์แล้ว ความเบื่อหน่ายกักขังไม่ให้ฉันได้ออกไปไหน ฉันสังเคราะห์ชีวิตด้วยการนั่งหน้าจอดูคอนเสิร์ต และฝันลมๆแล้งๆว่าน่าจะมีใครสักคนเอาปืนมาระเบิดสมองฉันที เผื่อว่าชีวิตจะมีอะไรตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง
กลับไปค้น DVD คอนเสิร์ตเก่าๆมาดู
ประหลาดนัก เมื่อเราทำชีวิตตกหลุมอากาศ ทำไมถึงชอบฟังท่วงทำนองหม่นๆ
:: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: ::
ฉันชอบท่วงท่าของ Yoshiki Hayashi ที่ไม่ได้เล่นบท drummer ของ x Japan แต่เป็น Yoshiki ในคอนเสิร์ต Shiroi Yoru ที่ Tokyo dome ปี 1994 (นานโขอยู่นะ) เมื่อหล่อนปรากฏตัวออมาในชุดขาว ฉันเห็นอิสรภาพบางอย่างในท่วงท่าของ ‘หล่อน’ ฉันเห็นความงามของมนุษย์คนหนึ่ง อิริยาบถบางห้วงดูวิปลาสและคุ้มคลั่งในแสงแดงสลัว ฉันคิดว่าคงไม่มีใครแสดงออกเช่นนั้นได้งดงามและแนบเนียนเท่า
คืนนั้นฉันชอบ Amethyst และรักหล่อนขึ้นมาจับใจ (เป็นครั้งที่ร้อยเห็นจะได้ที่ฉันหลงรักหล่อน)
หน้าเปียโน Kawai Yoshiki ช่างสวยประหลาด ยิ่งตอนที่ ‘หล่อน’ พรมนิ้วสัมผัสลงบนคีย์สีขาวดำนั้นและเมื่อประสานเข้ากับเสียงกรีดร้องของไวโอลิน สุ้มเสียงที่ก้องสะท้อนออกมาเรียกได้ว่าแทบจะรีดเลือด
ท่วงทำนองแบบนี้เอง ทำให้ฉันทึกทักเอาว่า เราทุกคนล้วนต้องคำสาปให้มีชีวิต จะเป็นชีวิตที่ดีหรือชั่ว อย่างไรเสียเราก็ต้องใช้มัน และมีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่ถอนคำสาปนั้นได้
:: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: ::
มีคำสาปหนึ่งที่ฉันจะบอก...คุณคงไม่รู้สิว่าพวกคุณมีชีวิตนิรันดร์
คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะกลับไปฟังเพลงเดิมเพลงนั้นอีก เพลงที่คุณชอบมัน
เมื่อเข็มนาฬิกาดีดตัวเดินถอยหลัง เวลาหมุนทวนกลับ โลกจะซ้ำรอยเดิม เที่ยงแท้ ไม่มีจุดจบ
แต่คุณคงจำไม่ได้หรอกว่ามีชั่วขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชั่วขณะที่คุณและคู่รักเปลือยกายต่อหน้ากัน ความเขินอายครั้งแรก ความลับระหว่างกัน คุณไม่มีทางรู้ว่าคุณจะได้สัมผัสความลับนั้นอีกเมื่อใด สัมผัสนั้นมันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซ้ำๆ เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้ว ในรูปรอยเดิมไม่ผิดเพี้ยน
คุณมองดูหน้าปัดนาฬิกาของคุณสิ มันเดินเป็นวงกลม เวลามันวนเวียนอยู่เช่นนั้น ชั่วขณะหนึ่งที่คุณรู้สึกเศร้า ชั่วขณะแห่งการเลิกรา ระหว่างความเป็นเพื่อน หรือการเป็นคู่รัก การแตกออกของบางสิ่ง วาจาร้าวราน คำปฏิเสธ คำโกหก หรือทุกคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นสัญญา ชั่วขณะนั้น มันเกิดซ้ำอย่างแน่นอน
และเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วนับล้านครั้งก่อนหน้า ในทุกความคลุมเครือ ในทุกความฝัน ในความไร้ค่า มันเกิดขึ้นในหลุมบ่อของกาลเวลา ซึ่งวนเวียนชั่วกัปชั่วกัลป์
เราต่างเป็นผู้ต้องคำสาป แค่จักรวาลเอี้ยวตัวกลับหลังเพียงนิด เราก็ถูกเหวี่ยงซัดสู่อดีต คุณจะมองเห็นร่องรอยบางอย่าง กระซิบเสียงของความเจ็บปวดที่แว่วดัง บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราตัวตนของเราเสียศูนย์ ราวกับว่าถูกกาลเวลาแห่งอนาคตเนรเทศเฉดหัวออกมาอย่างไม่ใยดี
:: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: ::
ฉันอยู่ในภาวะซึมเซาอยู่หลายวันทีเดียว อาการหมกมุ่นอยู่กับความเบื่อที่ไม่อาจกำจัดออกของฉัน ทำให้หลายคนแนะนำขำๆ ว่าให้ฉันไปเข้าวัดวิปัสสนา บางคนก็บอกให้ไปนุ่งขาวห่มขาว
ไม่หรอก..ฉันชอบทางโลกีย์ ชอบชีวิตแบบสุกๆดิบๆ ชอบกามารมณ์ ชอบให้ชีวิตสับสน ชอบความไม่ราบเรียบ
ชอบที่จะทำดีและทำชั่วแบบไม่กระมิดกระเมี้ยน ชอบที่จะให้มีบาปติดตัวเอาไว้บ้าง (กลัวว่าถ้าได้เกิดชาติหน้าชีวิตจะดีพร้อมและสะอาดเกินไป) ฉันพบว่าฉันไม่รักสงบเท่าไหร่ เมื่อเห็นคนบางจำพวกก็รู้สึกขลาดแขยง คนที่พึ่งพาวัดด้วยความเห็นแก่ตัวและขี้ขลาด ตอนมีสุขชีวิตสงบก็เอาแต่ถือสากคอยทิ่มตำชีวิตคนอื่น พอเป็นทุกข์ก็ไปถือศีลวิปัสสนาเอาสงบเข้าตัว
อันที่จริงฉันไม่ชอบความสุขนัก รู้สึกว่ามันจอมปลอม และถ้าเสพสุขมากเข้ามันจะออกฤทธิ์ ทำให้เมาชีวิต จนลืมความจริงบางอย่าง
ฉันชอบความทุกข์ แม้มันจะดูหม่นหมองไปหน่อย แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่จับต้องได้ ตอนนี้ฉันเป็นทุกข์เพราะเบื่อตัวเอง ว่าแล้วก็กลับไปดูคอนเสิร์ตต่อดีกว่า
บทเพลงของ 'หล่อน' และชีวิตต้องคำสาป โดย อิซาเบล อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ช่างฟ้อนล้านนา ตอนแม่ครูฟ้อนผู้สร้างเอกลักษณ์การฟ้อนเชียงราย โดย อ้ายป๊ะ
ช่างฟ้อนเชียงราย
ตอน แม่ครูฟ้อนผู้สร้างเอกลักษณ์การฟ้อนเชียงราย
ช่างฟ้อน เป็นการเรียกบุคคลที่มีความสามารถในการฟ้อนรำของภาคเหนือ เรียกได้ทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงจะมีความสามารถในการฟ้อนอันอ่อนช้อยสวยงาม เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนลาวแพน ฟ้อนยวนรำพัด เป็นต้น ส่วนผู้ชายจะนิยมฟ้อนที่มีความเข้มแข็งแต่สวยงาม เช่น ฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ ฟ้อนหอก เป็นต้น จังหวัดเชียงรายมีศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีความสวยงามและอ่อนช้อยตามแบบฉบับการแสดงพื้นบ้าน โดยในแต่ละอำเภอก็มีความแตกต่างทางด้านลีลา และชื่อท่าฟ้อนในแต่ละแบบ แต่มีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกันอย่างมาก เช่น การฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม เป็นต้น ฟ้อนสาวไหม เป็นฟ้อนที่ยังคงมีความนิยมกันอย่างมากในบรรดาการฟ้อนทั้งหมดของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะการฟ้อนสาวไหมในงานปอยหลวง งานกฐิน ซึ่งช่างฟ้อนแต่ละคนจะฟ้อนไม่เหมือนกันแล้วแต่การได้รับการถ่ายทอดจากครูผู้สอน แต่ความเป็นต้นแบบของการฟ้อนสาวไหมของเชียงรายยังคงอยู่ และได้ถ่ายทอดให้กับเยาวชนจากรุ่นสู่รุ่น โดยการถ่ายทอดและเผยแพร่โดยแม่ครูบัวเรียว (สุภาวสิทธิ์) รัตนมณีภรณ์
แม่ครูบัวเรียว รัตมณีภรณ์ นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านการฟ้อนสาวไหม อย่างหาที่เปรียบเทียบไม่ได้แล้ว ยังมีความสามารถทางการฟ้อนล้านนาอย่างอื่นอีกมากมาย เช่น การ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนสร้อยแสงแดง ฟ้อนยวนรำพัด ฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้ทำการประดิษฐ์ท่าฟ้อนใหม่ๆให้กับเยาวชน และกลุ่มแม่บ้านเพื่อง่ายต่อการฟ้อน แต่ยังคงความสวยงามตามแบบล้านนาไว้ด้วย เช่น ฟ้อนแม่หญิงล้านนา ฟ้อนสาวไหมผู้สูงอายุ เป็นต้น การฟ้อนต่างๆ ของแม่ครูบังเรียวนั้น มีความเป็นเอกลักษณ์ของช่างฟ้อนที่สวยงาม นุ่มนวล ขณะที่ทำการแสดงทุกครั้งใบหน้าจะมีความสุขอย่างเห็นได้ชัดเจน จากประสบการณ์การฟ้อนและการสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาของแม่ครูบัวเรียวกว่า 50 ปี จึงได้รับการยอมรับจากสังคม สถาบันการศึกษา และบันดาลูกศิษย์ทั้งหลายให้เป็น “แม่ครู” ของชาวล้านนา ซึ่งผลงานปรากฏอย่างเด่นชัดและขอยกตัวอย่างดังนี้
การเป็นวิทยากรสอนฟ้อนตามกลุ่ม/สถาบันต่างๆ พอสังเขป
พ.ศ.2506 - ปัจจุบัน วิทยากรสอนฟ้อนให้กับชุมชน ช่างฟ้อนตามหัววัดต่างๆ รวมถึงกลุ่มเยาวชน
ของจังหวัดเชียงราย
พ.ศ. 2517 - ปัจจุบัน วิทยากรพิเศษสอนฟ้อนสาวไหม ชมรมพื้นบ้านล้านนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2542 - ปัจจุบัน วิทยากรพิเศษ ฟ้อนสาวไหมและฟ้อนพื้นบ้านล้านนามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหมและฟ้อนพื้นบ้านล้านนาชมรมสืบสานล้านนา
มหาวิทยาลัยนเรศวร
พ.ศ. 2546 วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่
พ.ศ. 2542 - 2549 วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหม สถาบันราชภัฏเชียงราย
พ.ศ. 2546 - ปัจจุบัน วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โรงเรียนเมืองเชียงราย
พ.ศ. 2542 -2543 วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม
พ.ศ. 2542 วิทยากรสอนฟ้อนพื้นบ้านล้านนา โรงเรียนสันโค้งเชียงรายจรูญราษฎร์
พ.ศ. 2542 วิทยากรสอนฟ้อนกลุ่มครูนาฏศิลป์เชียงราย
พ.ศ. 2549 ถ่ายทอดการฟ้อนสาวไหม แก่ อาจารย์ศุภมงคล หวังในธรรมและอาจารย์
มธุรส ไอยรารัตน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
พ.ศ. 2550 วิทยากรโครงการ “ละอ่อนเจียงฮายสืบสานศิลปวัฒนธรรม”
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม
พ.ศ. 2550 วิทยากรในการฝึกอบรมหลักสูตร ศิลปะการแสดงฟ้อนเล็บ รุ่นที่ 1 เทศบาล
นครเชียงราย
พ.ศ. 2551 วิทยากรภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านอนุรักษ์วัฒนธรรม พื้นบ้านล้านนา (ฟ้อนเล็บ)
พ.ศ. 2551 วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหมแก่นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่
พ.ศ. 2551 วิทยากรสอนฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง และฟ้อนสาวไหม แก่นักศึกษาชมรมดนตรี
ไทย- พื้นเมือง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
พ.ศ. 2551 วิทยากรฝึกอบรม โครงการอบรมทักษะศิลปการแสดงพื้นบ้านล้านนา คณะ
มนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย
พ.ศ. 2552 วิทยากรสอนฟ้อนสาวไหม แก่นักศึกษาชมรมพื้นบ้านล้านนา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
- ปี พ.ศ. 2510 รับโล่เกียรติคุณด้านการฟ้อนสาวไหม จากคณะกรรมการบัณฑิต เนื่องในงานร่วมฉลองรับปริญญาคณะมนุษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปี พ.ศ. 2511 ได้รับเกียรติบัตรจากสโมสรโรตารี่ เนื่องในงานของสโมสรโรตารี่จังหวัดเชียงใหม่
- ปี พ.ศ. 2526 ได้รับโล่เกียรติคุณจาก ฯพณฯ พลเอกประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ในฐานะผู้สร้างสรรค์สื่อชาวบ้านดีเด่น (ฟ้อนสาวไหม)
- ปี พ.ศ. 2537 ได้รับประกาศเกียรติคุณจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะเป็น “แม่ครู” ของชมรมพื้นบ้านล้านนา
- ปี พ.ศ. 2542 ได้รับโล่เกียรติคุณเป็นศิลปินดีเด่นจังหวัดเชียงราย สาขาศิลปะการแสดง ฟ้อนสาวไหม จากคณะกรรมการเลขาธิการ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- ปี พ.ศ. 2543 ได้รับโล่เกียรติคุณ จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มีจิตกุศลและสนับสนุนช่วยเหลือฝึกสอนการฟ้อนรำโครงการกลุ่มสตรีวัยทอง
- ปี พ.ศ. 2544 ได้รับประกาศนียบัตร ในการสืบทอดและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย จาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
- ปี พ.ศ. 2546 ได้รับเกียรติบัตรจาก วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ในการถ่ายทอดการแสดงพื้นบ้านภาคเหนือ (ฟ้อนสาวไหมต้นฉบับ)
- ปี พ.ศ. 2546 ได้รับเกียรติบัตร ในฐานะเป็นกรรมการ มหกรรมการประกวดดนตรีพื้นบ้าน สะล้อ ซอ ซึง เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ
- ปี พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานปริญญาบัตร จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ นาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย
- ปี พ.ศ. 2550 ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ตามโครงการพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขาศิลปการแสดงพื้นบ้าน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
- ปี พ.ศ. 2551 ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ทำคุณประโยชน์สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดดีเด่น กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีพุทธศักราช 2549 - 2551
แม่ครูฟ้อนผู้สร้างเอกลักษณ์การฟ้อนเชียงราย โดย อ้ายป๊ะ อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.





