แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิซาเบล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิซาเบล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

1+1=0 ตอน ร็อค แอนด์ แร่ด

การ ‘ฟัง’ เพลงนั้นง่ายกว่าการเที่ยวไปบอกใครๆ ว่าเพลงที่เราฟังอยู่นั้นมันเจริญรูหูอย่างไรและเช่นไร

สิ่งหนึ่ง(ที่ก็ไม่ได้พิเศษอะไรนักหรอก)เกี่ยวกับเพลงก็คือ คุณไม่ต้องเล่นเครื่องดนตรีอะไรเป็นสักอย่าง และตอนที่คุณร้องเพลง แม้เสียงของคุณจะไม่เอาถั่วเอางาเอาอ่าวอะไรไหนเลย คุณก็สำเริงสำราญกับมันได้

หลายปีก่อนเพื่อนของฉันแนะนำให้ฟังวงร็อควงหนึ่ง บอกย้ำกับฉันว่า “เธอต้องปลาบปลื้มแน่ๆ” พอได้ยินว่าเป็นวงร็อคและเมื่อได้อ่านชื่อวงแล้วฉันก็ร้อง “เหอะ ชั้นไม่ฟังร็อค ชั้นเกลียดเสียงกลอง และชื่อวงอะไรยังง้านน ไม่มีทาง” เห็นไหมว่าการแนะนำให้กันนั้นยาก ต่อให้คะยั้นแล้วคะยออีก ถ้าคนมันจะไม่ฟัง ก็คงจะไม่ นอกเสียจากว่าจะมีอะไรมาดลใจ หรือจับพลัดจับผลูให้ไปฟังเข้าโดยบังเอิญ

หลายเดือนผ่านไปหลังจากนั้น ขณะปล่อยให้ mp3 รันเพลงไปเรื่อยโดยที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรกะมันนัก เยื่อหูชั้นในของฉันก็ถูกกระแทกด้วยเพลงร็อคซึ่งเคยปฏิเสธ และชื่อวงที่อ่านแล้วส่ายหน้า (ก็ฉันไม่ชอบร็อคนี่ – ถึงจะปฏิเสธ แต่ก็เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ เพื่อนให้มาก็จับมันยัดลงไปในเครื่องเสียหน่อย) วงนั้นคือ The Killers

แต่จะบอกว่าร็อคแบบนี้ก็ไม่เลวนะฮะ


โถ! ฉันย้อนกลับไปนึกถึงคำเพื่อน “ปลาบปลื้มแน่” – ฮะ ปลาบปลื้มจนลืมตายไปเลย

จริงล่ะหรือที่ว่ามันคือร็อค เสน่ห์ของ The Killers ก็คือ มันเป็นดนตรีร็อคที่เจือความแร่ด Mr.Brightside คือแทรคแรกที่ได้ฟัง ตอนนั้นฉันไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับวงนี้เลย ไม่รู้ว่ามีสมาชิกกี่คน ไม่รู้ว่าเป็นดนตรีจากฝั่งไหน หลังจากทำความรู้จักกับวงนี้แล้ว ฉันรู้สึกว่าความสำเร็จของ The Killers นั้นกว่าครึ่งหนึ่งของผลนั้นต้องยกความดีความชอบให้ Brandon Flowers นักร้องนำ เขาเป็นคนที่มีบุคลิกเฉพาะบางอย่าง ทั้งเสียงร้องและท่วงท่า ฉันคิดว่ารสแร่ดที่เราได้จากเพลงของ The Killers นั้นมาจาก Flowers เขาเป็นคนใส่รสนี้ลงไป

ลองนึกภาพหนุ่มรูปงามที่แต่งหน้าทาขอบตาเสียดำแล้วครางเพลงร็อค กระแทกส้นจิกปลายเท้าสิ ในตอนนั้นชั้นว่าเค้าเจ๋งและปรี๊ดเอามากๆ

เนื้อหาในเพลงของ The Killers นั้นหนักแน่นทว่าถูกแสดงออกด้วยน้ำเสียงและท่าทีกรีดกราย ฉันแทบไม่เชื่อว่านี่คือวงร็อคอเมริกา และมาจากเท็กซัส รสของดนตรีออกจะค่อนไปทางเพลงบริทเสียมากกว่า และตอนนั้นฉันรู้สึกถอนตัวไม่ขึ้น


นับจากปี 2004 มาจนวันนี้ The Killers ออกมา 4 ครั้ง จาก Hot fuss สู่ Sam’s Town แทบจะไม่ย้ำอยู่กับที่ แม้ว่า Sawdust ที่ออกมาในช่วงปลาย 2007 นั้น ทำท่าดูเหมือนว่าจะสิ้นฤทธิ์ด้วยการไปหยิบเพลงเก่าของตัวเองมาทำซ้ำในแบบใหม่ หรือหยิบเพลงของวงแกรนๆ อย่าง Joy Division (Shadowplay) และ Dire Straits (Romeo and Juliet) มา cover ใหม่ [Sawdust เป็นอัลบั้มคอลเลคชัน โดยได้แนวคิดมาจากคอลเลคชันอย่าง Hatful of Hollow ของ The Smiths] แต่ฉันกลับคิดว่ามันคล้ายกับพวกเขากำลังหาจุดคลี่คลายบางอย่าง ซึ่งมันก็เป็นทางออกที่ไม่เลวเลย

ทุกครั้งที่ The Killers หยิบเพลงของใครมาทำซ้ำ แน่นอน ฉันว่า มันเป็นการทำซ้ำที่ออกจะดูเร้าใจ ไม่ว่าจะของตัวเองหรือของคนอื่น นับแต่ why don’t you find out ของ The Smiths ที่เป็นโบนัสแทรคใน Hot fuss Limited edition 7 นี่ก็ฟังเพราะไปอีกแบบ

สิบสองเดือนต่อมาหลังจาก Sawdust The Killers ก็ปล่อย Day & Age สตูดิโออัลบั้มที่ 3 ออกมา

Day & Age สำหรับบางคน อาจจะดูนิ่งๆ เฉยๆ ความตื่นเต้นเร้าใจจากสองชุดแรกจางออกไปบ้าง และฉันว่ามันก็เป็นเรื่องปกติ ขณะที่คนเราอายุเยอะขึ้น จะให้มาแดนซ์กระแทกส้นจิกปลายเท้าถี่ๆ เหมือนเก่ามันก็คงจะไม่ไหวทั้งคนร้องและคนฟังคนดู (แต่พ่อดอกไม้ของเราก็ยังคงความแร่ดไม่เสื่อมคลายนะ)

เนื้อหาของเพลงใน Day & Age นั้นดูจริงจังกว่าที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังประชดแดกดันคงเส้นคงวาเช่นเดิม เพียงแต่ด้วยน้ำเสียงแก่ชีวิตกว่าเก่า พูดถึงธรรมชาติ ความเป็นไปของโลก โลกที่ไม่ใช่ในความหมายว่า world แต่เป็น earth/global บางเพลงฟังดูออกจะมีความเหนื่อยล้าและปลดปลง มันมีมิติที่แปลกแยกและแตกต่างออกไป

ฉันคิดว่าจุดเด่นของ The Killers อีกอย่างคือเนื้อร้อง ถ้าลองเอาเพลงมาอ่านก็อาจจะรู้สึกว่ากำลังอ่านบทกวีมากกว่าอ่านเพลง (อันที่จริงก็ไม่ขนาดนั้นหรอก) เนื่องจากเนื้อร้องมักมีคำเปรียบความเปรียบประหลาดๆ อย่างในแทรค Human นั้น มีประโยคหนึ่งที่เป็นถกเถียงกันมากว่าประโยคนั้น flowers เค้าร้องว่าอะไร ประโยคที่ว่าคือ Are we human / or are we dancer? เป็นที่สงสัยกันมากว่ามันเป็นการใช้คำผิดหลักไวยกรณ์หรือเปล่า มัน dancer หรือ denser กันแน่ (ไปโน่น อันที่จริงฉันว่าเราจะไปตีความเนื้อร้องให้มันได้ถ้วยได้โล่อะไรกันนักนะ ประโยคไหนแปลไม่ออกก็ร้องไปไม่ต้องแปล)

และสุดท้ายพ่อดอกไม้ก็ออกมาให้การด้วยท่าทีเซ็งโลกว่ามันคือ dancer นั่นแหละ ทำไมจะต้องรู้สึกสับสนกันขนาดนั้น เขาบอกว่าเนื้อท่อนนี้เขาได้ความคิดมาจากคำดูถูก (ไม่ขอขยายความนะฮะว่าดูถูกอะไร อย่างไร) พ่อดอกไม้ก็แค่เป็นคนขี้ประชดแค่นั้นเอง และฉันก็มักจะคิดเองเออเองว่า เสน่ห์ของเพลงมันก็ควรเป็นงี้ ประชดแดกดันให้แสบคันบ้าง ไม่ใช่พล่ามถึงแต่เรื่องรักอกหักตะหวักตะบวย คลีเชเหลือเกินฮะ

The Killers นั้นกลายเป็น mainstream ตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามปี สตูดิโออัลบั้มชุดสองยังไม่ทันออกมาเกลือกหูผู้คน ชุดหนึ่งก็ออก Limited Edition ตามมาไม่หวาดไม่ไหว - มันคือวิถีของดนตรี (และอาจจะรวมถึงงานแขนงอื่นๆ ด้วยก็ได้ไม่จำเพาะแต่ดนตรี) indy เกิดมาเพื่อตายแล้วกลายเป็น mainstream เมื่อกลายแล้ว ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและจุดยืน

ฉันคิดว่า indy นั้นมีระยะและช่วงเวลาของมัน จะให้มาindy กันตลอดปีตลอดชาติก็ดูเหมือนจะไม่ไปไหน (มันน่าคิดนะฮะ หากวงอินดี๊อินดี้สักวงหนึ่งจะอินดี้อินฟินิที้ มันก็ให้นึกสงสัยว่าน้องไม่คิดจะไปผุดไปเกิดไปพลุแตกเป็นวงบิ๊กวงท็อปกันหรือไง) ดูอย่างลิงอาร์คติก เป็นลิงอินดี้ที่ตายแล้วเสวยชาติกลับมาเกิดเป็นเจ้าชาย ( Arctic Monkeys เป็นวงร็อคเด็กแนวมากกกจากฝั่งอังกฤษคุณก็รู้จักนี่)

อันที่จริงตอนที่คิดว่าฉันจะเขียนถึงเพลงแบบไหนและของใครดี ฉันไม่ได้นึกถึง The killers เลย จนกระทั่งไปหยิบสมุดบันทึกเปิดออกแล้วเจอลายมือขยุกโย้เย้ของตัวเองเขียนข้อความว่า

..........Aggressively we all defend the role we play

Regrettably time’s come to send you on your way

We’ve seen it all bonfires of trust flash floods of pain....
.........................................
.........................


We hope you enjoyed your stay
It’s good to have you with us, even if it’s just for the day
..........................................................
Outside the sun is shining, seems like heaven ain’t far away
.........................................
Even if it’s just for the day.

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โน้ตสีเทา

“...เราคือเชลยสงคราม เราถูกสั่งให้ฝัน เราไม่เป็นคนของแผ่นดินใด ล่องเรือไปในทะเลปั่นป่วน ไม่มีท่าให้จอดทอดสมอ ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่ง ความโศกเศร้าของเราก็มากเกินพอ ความสุขที่มีก็ไม่ใช่ความสุขจริงแท้ ความฝันของเราไม่ใหญ่ และชีวิตของเราก็ไม่เคยสำคัญพอ ไม่มีอะไรให้ยึดถือได้เลย...”
อรุณธตี รอย

ฉันสังเกตพบว่าความหม่นหมองมักส่อเค้าเมื่อใกล้หนาว และมันจะคงอยู่กับเราไปตลอดฤดูหนาวนั้น คล้ายเคยอ่านเจอว่าในฤดูหนาวคนแถบยุโรปและสแกนดิเนเวียมักจะเป็นโรคซึมเศร้า ปริมาณการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นทุกวันในช่วงหน้าหนาว มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นในแถบนั้น มันคือ สปาบำบัดโรคซึมเศร้าจากความหนาวเหน็บ
ตลอดปีมานี้ ฉันได้ฟังเรื่องแย่ๆ ของใครต่อใครมากมาย มันไม่สนุกเลย แต่คนมีความทุกข์คงไม่สนุกกว่าฉันหลายเท่า

บางครั้งลำพังแค่การเข้าใจกันมันไม่พอ

เรื่องของความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกันทางความคิด ความเหงาที่ไม่อาจเยียวยาของคนหนุ่มสาว การต้องอดทนกับเรื่องคี่ๆ ไม่ใช่เรื่องคู่ๆ เรื่องของคนที่มีความรู้สึกอยากตายอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก
ความหดหู่มันอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าโลกจริงหรือโลกเสมือน ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ดูไร้หนทางเยียวยาพอๆ กัน
บางทีฉันก็อยากบอกคนเหล่านั้นไปว่า อย่าทนเลย เพราะมันเหนื่อย บางทีฉันก็อยากบอกใครบางคนไปว่า เลิกรักเสียที เพราะเธออกหักมาเป็นปีแล้ว ใครๆก็โดดเดี่ยวด้วยกันทั้งนั้น และเอาล่ะใครที่อยากตายนัก ก็ลองไปตายดู เผื่อถ้ารอดตายกลับมาจะได้บอกคนที่อยากตายคนอื่นๆ ว่ารสชาติและประสบการณ์ในการลองตายมันเป็นไง

แค่ความเข้าใจกันมันไม่พอหรอก
จู่ๆ ฉันก็คิดขึ้นมา หากฉันเศร้า เสียงร้องไห้ของฉัน ตัวโน้ตของมันจะมีสีอะไร
ว่าแล้วก็มาฟังเพลงหม่นหมองกันเถอะ มัวหัวเราะอยู่ทำไม มาร้องไห้ใส่กันไม่ดีกว่าหรือ

:: :: :: ::


Anthony and the Johnsons | The Crying Light

แค่เห็นปกซีดี ก็กลืนน้ำลายเสียแล้ว เสียงสกุล dark cabaret หม่นๆ หมดอาลัยตายอยาก ฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเครื่องดนตรีบางชิ้นอย่าง เชลโลและไวโอลินนั้นมีส่วนอย่างมาก ที่ทำให้เพลงมันเหงาได้ขนาดนั้น ฉันยังจำ The Lake ใน EP เมื่อปี 2004 ได้

Springing from a darkened mind
So lovely was the loneliness
In youth’s spring, it was my lot
In its stilly melody
An Eden of that dim lake
An Eden of that dim lake
Lone, lone, lonely…

The Crying Light เป็นชุดที่สาม คล้ายจะเป็นการ follow ต่อจาก I am a Bird Now ชุดก่อนหน้า ชุดนี้มีออเคสตราเข้ามาด้วย แค่เจอเสียงโหยหลอนของ Her Eyes Are Underneath the Ground แทรคแรกก็แทบจะรีดเลือด
ฉันชอบภาพบนปกซีดี เป็นภาพถ่ายปี 1977 ของช่างภาพ Naoya Ikegami ในภาพคือ Kazuo Ohno นักแสดง Butoh (Butoh เป็นการแสดงอย่างหนึ่งมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น ผู้แสดงมักทาหน้าขาว ท่าทางในการแสดงเคลื่อนไหวเชื่องช้า กิริยาหลอกหลอน หน้าตาไร้อารมณ์ ตีความการแสดงไปได้ต่างๆนานา ซึ่งก็คงไม่พ้นไกลไปจากเรื่องความสุขทุกข์ของมนุษย์) ใครอยากเศร้าก็เอาเลย ข้าพเจ้าแนะนำให้ฟังเสียง Anthony Hegarty

:: :: :: ::


Nick Drake*

คงไม่ต้องบอกแล้วว่า Nick Drake คือใคร เพราะเขียนไปก็ซ้ำกับคนอื่น
ฉันชอบ Nick Drake ฉันแค่ชอบความเจ็บปวดของเขา ชอบความเศร้าของเขา ชอบที่เขาไม่รู้สึกเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของที่ไหนเลย ชอบที่เขาเป็นโรคนอนไม่หลับ ชอบที่เขาเป็นคนแปลกแยก ชอบความเจ็บปวดที่เขาเขียนมันออกมาเป็นเพลง และเหนืออื่นใด ฉันชอบความตายของ Nick Drake

Who’s to care if they lose.
And take a look you may see me on the ground
For I am the parasite of this town.
And take a look you may see me in the dirt
For i am the parasite who hangs from your skirt.

เคยสังเกตไหมว่า ความเจ็บปวดและความเดียวดาย มักดูมีเสน่ห์ และบางครั้งฉันคิดว่า ผู้คนฟังเพลงของ Drake เพราะชีวประวัติของเขา มันช่างดูโรแมนติกเสียเหลือเกินที่ได้เจ็บปวดกับชีวิตและตายลงเช่นนั้น และมันช่างดูน่าหลงใหล น่าภาคภูมิเสียเหลือเกิน ถ้าได้เอ่ยกับกลุ่มคนในวงสนทนาว่า “อืม เศร้า เพลงของเดรกมันเศร้า และฉันก็ฟังมัน ฟังมันทุกวัน เธอละ รู้สึกยังไงกับเพลงของ Drake ?”

ฉันไม่ชอบเสียงร้องของเดรกหรอก เสียงเครื่องดนตรีของเขาฉันก็ไม่ชอบ ฉันชอบสิ่งที่เขาเขียนมากกว่า
เมื่อเขาบอกว่า
Now I’m darker than the deepest sea
Just hand me down, give me a place to be.

บางครั้งแค่การจ่อมจมอยู่กับเพลงของเขาแค่ชั่วครู่ชั่วยาม มันก็อาจทำให้เรารู้สึกว่างโหวง จนถึงกับต้องเอามือจับที่อกดูว่าหัวใจมันยังวางอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่ไหม

:: :: :: ::


yndi halda | Enjoy Eternal Bliss


วงดนตรีชื่อประหลาดจากฝั่งอังกฤษ แรกที่ได้เห็นชื่อ ‘yndi halda’ เอาละเว้ย มันอ่านออกเสียงยังไง ค้นไปค้นมา พบว่าคำนี้เป็นภาษาสก๊อตโบราณ ออกเสียงว่า ‘ยินดิ ฮาลดา’ ความหมายของคำนี้ก็ Enjoy Eternal Bliss (ชื่อเดียวกับชื่อ EP)

อันที่จริงดนตรีของ yndi halda ไม่ได้เศร้าหรอก แค่ฟังแล้วรู้สึกหม่นหมอง นึกเห็นภาพความหนาวเหน็บ ทางเดินทอดยาวขาวโพลนไปด้วยหิมะ และเราก็ต้องย่ำไปบนเส้นทางนั้น อย่างเนิบนาบ อย่างเชื่องช้า จะหยุดพักระหว่างทางก็หนาวสั่น จะเดินต่อไปก็ไร้เรี่ยวแรง ร้องไห้และยิ้ม ถอนหายใจแล้วหัวเราะ สลับกันไป
Enjoy Eternal Bliss นั้นเป็น EP มีสี่แทรค ทุกเพลงเป็นบรรเลง แต่ละแทรคยาวสิบกว่านาที ดนตรีเนิบเนือยจะค่อยๆดังกระชั้นขึ้นเรื่อยๆ และบางทีก็หยุดไปซะงั้น
ฉันฟังแล้วรู้สึก เหมือนดนตรีคล้ายจังหวะชีวิตของฉันในตอนนี้
-ข้างนอกนั้น ผู้คนสับสนวุ่นวาย ปัญหา ซับซ้อนและยอกย้อน ผิดกับข้างในนี้ ที่ที่ฉันยืนอยู่ ไม่มีอะไรเลย มันว่างเปล่าสิ้นดี กลวงเสียจนบอดใบ้-

:: :: :: ::

---------

* หากสนใจอ่านเรื่องของ Nick Drake
‘ดนตรีที่มีน้ำตา’ (สำนักพิมพ์ ไต้ฝุ่น โดย ปราบดา หยุ่น)
ได้บอกเล่าเรื่องของ Drake ไว้อย่างน่าสนใจ

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

1+1 = 0 ตอน "บทเพลงของ 'หล่อน' และชีวิตต้องคำสาป" โดย อิซาเบล

จู่ๆ ก็นิ่งนึก..ชีวิตว่างเปล่านี้กำลังพาเราไปไหน ปลายทางนั้นสุดทางที่ใด และเรายังต้องเดินอีกไกลเท่าไหร่..หมิ่นเหม่ลักลั่นกับชีวิต จนถึงกับต้องเอามือแนบอกและทุบเบาๆ เพื่อสำรวจดูว่าหัวใจมันยังวางอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่ไหม

ฉันพบตัวเองในห้อง ไม่ได้ออกไปเจอแดด เจอลม เจอฝนมากว่าสองสัปดาห์แล้ว ความเบื่อหน่ายกักขังไม่ให้ฉันได้ออกไปไหน ฉันสังเคราะห์ชีวิตด้วยการนั่งหน้าจอดูคอนเสิร์ต และฝันลมๆแล้งๆว่าน่าจะมีใครสักคนเอาปืนมาระเบิดสมองฉันที เผื่อว่าชีวิตจะมีอะไรตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง

กลับไปค้น DVD คอนเสิร์ตเก่าๆมาดู

ประหลาดนัก เมื่อเราทำชีวิตตกหลุมอากาศ ทำไมถึงชอบฟังท่วงทำนองหม่นๆ

:: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: ::

ฉันชอบท่วงท่าของ Yoshiki Hayashi ที่ไม่ได้เล่นบท drummer ของ x Japan แต่เป็น Yoshiki ในคอนเสิร์ต Shiroi Yoru ที่ Tokyo dome ปี 1994 (นานโขอยู่นะ) เมื่อหล่อนปรากฏตัวออมาในชุดขาว ฉันเห็นอิสรภาพบางอย่างในท่วงท่าของ ‘หล่อน’ ฉันเห็นความงามของมนุษย์คนหนึ่ง อิริยาบถบางห้วงดูวิปลาสและคุ้มคลั่งในแสงแดงสลัว ฉันคิดว่าคงไม่มีใครแสดงออกเช่นนั้นได้งดงามและแนบเนียนเท่า

คืนนั้นฉันชอบ Amethyst และรักหล่อนขึ้นมาจับใจ (เป็นครั้งที่ร้อยเห็นจะได้ที่ฉันหลงรักหล่อน)

หน้าเปียโน Kawai Yoshiki ช่างสวยประหลาด ยิ่งตอนที่ ‘หล่อน’ พรมนิ้วสัมผัสลงบนคีย์สีขาวดำนั้นและเมื่อประสานเข้ากับเสียงกรีดร้องของไวโอลิน สุ้มเสียงที่ก้องสะท้อนออกมาเรียกได้ว่าแทบจะรีดเลือด

ท่วงทำนองแบบนี้เอง ทำให้ฉันทึกทักเอาว่า เราทุกคนล้วนต้องคำสาปให้มีชีวิต จะเป็นชีวิตที่ดีหรือชั่ว อย่างไรเสียเราก็ต้องใช้มัน และมีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่ถอนคำสาปนั้นได้

:: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: ::

มีคำสาปหนึ่งที่ฉันจะบอก...คุณคงไม่รู้สิว่าพวกคุณมีชีวิตนิรันดร์

คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะกลับไปฟังเพลงเดิมเพลงนั้นอีก เพลงที่คุณชอบมัน

เมื่อเข็มนาฬิกาดีดตัวเดินถอยหลัง เวลาหมุนทวนกลับ โลกจะซ้ำรอยเดิม เที่ยงแท้ ไม่มีจุดจบ

แต่คุณคงจำไม่ได้หรอกว่ามีชั่วขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชั่วขณะที่คุณและคู่รักเปลือยกายต่อหน้ากัน ความเขินอายครั้งแรก ความลับระหว่างกัน คุณไม่มีทางรู้ว่าคุณจะได้สัมผัสความลับนั้นอีกเมื่อใด สัมผัสนั้นมันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ซ้ำๆ เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้ว ในรูปรอยเดิมไม่ผิดเพี้ยน

คุณมองดูหน้าปัดนาฬิกาของคุณสิ มันเดินเป็นวงกลม เวลามันวนเวียนอยู่เช่นนั้น ชั่วขณะหนึ่งที่คุณรู้สึกเศร้า ชั่วขณะแห่งการเลิกรา ระหว่างความเป็นเพื่อน หรือการเป็นคู่รัก การแตกออกของบางสิ่ง วาจาร้าวราน คำปฏิเสธ คำโกหก หรือทุกคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นสัญญา ชั่วขณะนั้น มันเกิดซ้ำอย่างแน่นอน

และเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วนับล้านครั้งก่อนหน้า ในทุกความคลุมเครือ ในทุกความฝัน ในความไร้ค่า มันเกิดขึ้นในหลุมบ่อของกาลเวลา ซึ่งวนเวียนชั่วกัปชั่วกัลป์

เราต่างเป็นผู้ต้องคำสาป แค่จักรวาลเอี้ยวตัวกลับหลังเพียงนิด เราก็ถูกเหวี่ยงซัดสู่อดีต คุณจะมองเห็นร่องรอยบางอย่าง กระซิบเสียงของความเจ็บปวดที่แว่วดัง บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราตัวตนของเราเสียศูนย์ ราวกับว่าถูกกาลเวลาแห่งอนาคตเนรเทศเฉดหัวออกมาอย่างไม่ใยดี

:: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: :: ::

ฉันอยู่ในภาวะซึมเซาอยู่หลายวันทีเดียว อาการหมกมุ่นอยู่กับความเบื่อที่ไม่อาจกำจัดออกของฉัน ทำให้หลายคนแนะนำขำๆ ว่าให้ฉันไปเข้าวัดวิปัสสนา บางคนก็บอกให้ไปนุ่งขาวห่มขาว

ไม่หรอก..ฉันชอบทางโลกีย์ ชอบชีวิตแบบสุกๆดิบๆ ชอบกามารมณ์ ชอบให้ชีวิตสับสน ชอบความไม่ราบเรียบ

ชอบที่จะทำดีและทำชั่วแบบไม่กระมิดกระเมี้ยน ชอบที่จะให้มีบาปติดตัวเอาไว้บ้าง (กลัวว่าถ้าได้เกิดชาติหน้าชีวิตจะดีพร้อมและสะอาดเกินไป) ฉันพบว่าฉันไม่รักสงบเท่าไหร่ เมื่อเห็นคนบางจำพวกก็รู้สึกขลาดแขยง คนที่พึ่งพาวัดด้วยความเห็นแก่ตัวและขี้ขลาด ตอนมีสุขชีวิตสงบก็เอาแต่ถือสากคอยทิ่มตำชีวิตคนอื่น พอเป็นทุกข์ก็ไปถือศีลวิปัสสนาเอาสงบเข้าตัว

อันที่จริงฉันไม่ชอบความสุขนัก รู้สึกว่ามันจอมปลอม และถ้าเสพสุขมากเข้ามันจะออกฤทธิ์ ทำให้เมาชีวิต จนลืมความจริงบางอย่าง

ฉันชอบความทุกข์ แม้มันจะดูหม่นหมองไปหน่อย แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่จับต้องได้ ตอนนี้ฉันเป็นทุกข์เพราะเบื่อตัวเอง ว่าแล้วก็กลับไปดูคอนเสิร์ตต่อดีกว่า




Creative Commons License
บทเพลงของ 'หล่อน' และชีวิตต้องคำสาป โดย อิซาเบล อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.