วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ฉันเดินทาง-กาลิเลโอ


“ฉันจะเดินทางด้วยเรือลำนี้”

ตอน คิดให้ดีถ้าจะหนีตาม กาลิเลโอ


“บ้านเมืองนั้นอับเฉาแน่ ถ้าขาดแคลนวีรบุรุษ”
กาลิเลโอ โต้กลับไปทันที
“บ้านเมืองนั้น อับเฉาแน่ ถ้าจำเป็นต้องมีวีรบุรุษ”

(จากบทละครเรื่อง กาลิเลโอโดยคณะละคร28)


ในวาระครอบรอบ400ปีของการสร้างกล้องดูดาวของกาลิเลโอ(ซึ่งกล้องดูดาวก็มีการสร้างมาก่อนหน้านี้แล้ว)ทำให้คิดถึง

ละครเรื่องกาลิเลโอที่เคยดูเมื่อราว 20ปีก่อนโดยคณะละคร28ดัดแปลงจากบทละครของ Bertolt Brecth นักเขียนบทละครชาวเยอรมันชื่อดังในศตวรรษที่ 20ได้นำประวัติกาลิเลโอ กาลิเลอิ มาตีความหมายอีกมุมมองหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า Life of Galileo (ค.ศ. 1943) และมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ใช้ชื่อว่า Galileo ออกฉายในปี ค.ศ. 1975


บทละครนี้ได้ตีความหมายใหม่ให้กับกาลิเลโอที่เราทราบกันดีใน “เรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่”ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังเป็นเสมือนวีระบุรุษที่สร้างความรู้อันจริงแท้ให้กับโลกมนุษย์โดยบทละครนั้นสร้างให้กาลิเลโอเป็นมนุษย์ปุถุชน ที่มีความต้องการความสะดวกสบาย รสชาติอาหารที่ยอดเยี่ยม และการเข้าสังคม แต่เนื่องด้วยอาชีพที่เป็นนักฟิสิกส์ ประจำราชสำนักที่อยู่ไม่สุขแบบต้องการหาความจริงของโลกและสอบทานความจริง ของโลกที่ “เชื่อในเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่” โลกนั้นแบนและโลกเป็นศูนย์กลางจักวาล บนท้องฟ้ามีพระเจ้า ทุคนจงยำเกรง และอย่าเดินทางไกลมากจะตกขอบโลก ผู้คนจึงต้องอยู่ติดที่ดินเป็นทาสของเจ้าของที่ดิน ในยุคกลางของยุโรป การค้นพบความจริงที่ขัดต่อเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่ของกาลิเลโอนั้นผ่านการประดิษฐ์กล้องดูดาวและค้นพบว่า บนท้องฟ้าไม่มีพระเจ้า โลกกลมและหมุนรอบดวงอาทิตย์ การอธิบายความจริงนั้นไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ที่ตกอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ ของราชสำนักโรม เป็นการล้มล้างความยำเกรงในคำสอนที่เชื่อกัน ดังนั้นจึงมีคำตัดสินให้กาลิเลโอถอนคำสอนในเรื่องการค้นพบของตนเอง ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะต้องตาย

ในฉากนี้นั้น เมื่ออยู่ในชั้นเรียนของสังคมไทย ในรายวิชา ประวัติศาสตร์ศิลป์และวิชาวิจัยทางวัฒนธรรมศึกษา ผ่านการตั้งคำถามที่ว่า “นักศึกษาคิดว่ากาลิเลโอจะถอนคำสอนหรือไม่” นักศึกษาทุกคน (ขอย้ำว่าทุกคนทุกชั้นปีและทุกภาคการศึกษา) ตอบเป็นคำตอบเดียวว่า “ไม่”และยอมตายดีกว่าที่จะละทิ้งต่อความจริง แต่พอรู้ความจริงว่ากาลิเลโอยอมถอนคำสอนนั้นไปเพื่อรักษาชีวิตตนเอง และนักศึกษารู้สึกผิดหวังกับคำตอบที่เป็นความจริงนั้น

เรายังต้องการวีรบุรุษอีกเพราะเราไม่กล้าพอที่จะต่อสู้และค้นหาความจริงด้วยตนเองแม้ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดอย่างไร ราชสำนักต้องใช้เวลาในการเยียวยาความเจ็บปวดนั้นในเมื่อมีการลงสำรวจดวงจันทร์และต้องใช้เวลา400ปีในการยอมรับนักฟิสิกส์ของตนเอง

ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2541 ทางสำนักวาติกันได้เสนอการกู้คืนชื่อเสียงของกาลิเลโอโดยสร้างอนุสาวรีย์ของ เขาเอาไว้ที่กำแพงด้านนอกของวาติกัน เดือนธันวาคมปีเดียวกัน ในกิจกรรมการเฉลิมฉลองครบรอบ 400 ปีการสร้างกล้องโทรทรรศน์ของกาลิเลโอ สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้ทรงเอ่ยยกย่องคุณูปการของกาลิเลโอที่มีต่อวงการดาราศาสตร์

เราควรหันมามองมนุษย์ทุกคนในแบบ กาลิเลโอในฐานะมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีจิตใจไม่ใช่แบบของการโหยหาวีรบุรุษ (ไม่ต้องหนีตาม) มนุษย์ต้องเชื่อมั่นในตนเอง ที่จะเป็นอิสระเสรี


Galileo facing the Roman Inquisition


ในวาระ400ปีแห่งความขมขื่นใจจึงขอนำบทเพลงประกอบละครเวทีเรื่องกาลิเลโอมาแผยแพร่เพื่อเป็นบทสรุปของเรื่องนี้


"กาลิเลโอ”
คำร้อง ทำนอง : สุรชัย จันทิมาธร

(พูด) ท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านสุภาพบุรุษ ท่านสุภาพสตรี ก่อนที่ขบวนแห่ของผู้ประกอบการจะมาถึง เราขอเสนอบทเพลงที่สร้างขึ้นด้วยความยากลำบากและความพยายามอันมากมายมหาศาล กว่าจะได้นำเสนอต่อท่านในที่นี้ ในตรงนี้ … บทเพลงนี้มีชื่อว่าความฝันและความคิดอันชั่วร้ายของนักฟิสิกส์ประจำราชสำนัก ท่านกาลิเลโอ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า … การลิ้มลองอนาคต

อันลูกโลกเรามีมากาเล พระเจ้าแสร้งเสปั้นทรงลงลาย
ทรงสร้างคนสร้างดินสร้างน้ำ สร้างความชุ่มช่ำ สร้างไฟส่องฉาย
ให้ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกเรา มีทุกข์สุขเศร้าเวียนวนกันไป
สุขโศกสีสันดั่งวันราตรี ใจเราน้องพี่ต่างพลีกายใจกาย..ใจกาย…
ถวายชีวิตใกล้ชิดพระองค์ ภักดีมั่นคงไม่เคยแหนงหน่าย

เมื่อใครหน่ายแหนงสำแดงฤทธี ความพินาศบัดสีจะมาเยี่ยมกราย…เยี่ยมกราย…
รอบสันตะปาปา ก็คือคาดินัล รอบลงไปอีกนั่นก็ลดหลั่นกันไป
บิชอปเสนาข้าทาสบริวาร ขโมย ขอทาน คนโซโคควาย
สังคมยอดเขาพระเจ้าคือจอม คุมความเหม็นหอม คุมความเป็นตาย…เป็นตาย….

ข้าแต่พระองค์ … เดี๋ยวก่อน….ข้าแต่พระองค์ … เดี๋ยวก่อน….

ยังมีชายหนึ่งชื่อ กาลิเลโอ หัวโตพุงโรทิ้งพระคัมภีร์

ส่องกล้องดูดาวด้วยวิทยาการ อันฉลาดอาจหาญไม่กลัวบัดสีไม่มีพระเจ้าไม่มีพระองค์ มีแต่ความหลุ่มหลงงมโง่สิ้นดี

โลกเราดวงเราก็คือบริวาร ดวงดาวไพศาลเปรียบดั่งผงธุลี … ธุลี….

ดวงสุริยันมันก็ลอยอยู่เฉยๆ ชะเออเอิ่งเอยแบบไหนกันนี่ เอ๊ะ! มันไม่เข้าที อ๊ะ! หรือว่าเข้าที

หนุ่มสาวที่แข็งกระด้าง สุนัขที่แข็งกระด้าง เด็กวัดที่แข็งกระด้าง คนงานขี้เมาไม่ยอมไปทำงาน

เมื่อเป็นเช่นนิ้จะได้ไฉน พี่น้องทั้งหลายนั่นพระคัมภีร์

กฏเกณฑ์โบราณมันไม่ตลก สวรรค์นรกมีเชิงบ่งชี้
เชือกที่แขวนคอคนกำแหง มันยังแข็งแรงหักคอได้ดี
ชีวิตขื่นขมแทบล้มกระอัก ใครหนอไม่รักอิสระเสรี … เสรี….
ช่างก่อสร้างขุดดินก่อสร้าง ก่ออิฐจัดวางโบกหิน โบกปูน สร้างเสร็จสม
เขาก็เข้าไปอยู่ เหมือนดั่งปูมันขุดรูของมันอยู่เอง

เมื่อเป็นเช่นนิ้จะได้ไฉน พี่น้องทั้งหลายนั่นพระคัมภีร์

ไม่ใช่เรื่องราวต้องสาวความเปลือง เชือกบ่วงเขื่องๆ พิษสงยังมี
ชีวิตขื่นขมแทบจมอาจม อิสราสุขสมคืออิสระเสรี … เสรี….

ฉันกำลังมองหา ดวงอาทิตย์ฆ่าเวลา ส่องโลมไล้จันทราของฉัน

ทั้งอาทิตย์ดวงจันทร์ ขอให้เป็นของเรา
ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้หรอกหนอ ฟังคำร้องขอเถอะกาลิเลโอ
จะถอดตะกร้อออกจากปากหมาบ้า มันหมายความว่าอันตรายอักโข
ความหายนะระรานชีวิต ความถูกกลับผิดลุกลาม
โอโฮ โอโฮ…..กาลิเลโอ…กาลิเลโอ…

มวลมิตรทั้งผองต้องทุกข์ลำเค็ญ ไม่ว่าจะอยู่หรือเป็น ต้องลำบากลำบน

จงปลดโซ่ตรวน ที่มันกวนรังควาน ด้วยความกล้าหาญเยี่ยงนรชน

กาลิเลโอ กาลิเลอี คือเทียนช่วยชี้พ้นทางมืดมน

ความคิดอ่อนแอแพ้ภัยทั้งปวง คือสิ่งเหนี่ยวหน่วงหัวใจของตน

อิสระเสรีก็คือดวงวิญญาณ ตัวเรานี่แหละหนาที่เรียกว่าคน … คน


ฟังเพลง กาลิเลโอ

กาลิเลโอ - หงา คาราวาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น